การเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่กำลังจะมาถึงนี้ เป็นก้าวย่างสำคัญที่มาพร้อมกับการออกเสียงประชามติเพื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ท่ามกลางจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งกว่า 53.06 ล้านคน ซึ่งมีกลุ่มคนวัยทำงานอย่าง Gen X และ Gen Y เป็นฐานเสียงส่วนใหญ่เกือบ 60% หรือประมาณ 30.9 ล้านเสียง ควบคู่ไปกับกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งหน้าใหม่หรือ First-time voter อีกราว 3.2-3.4 ล้านคน ที่พร้อมจะตัดสินใจเลือกจากนโยบายที่เน้นอนาคตและความเป็นธรรมมากกว่าการยึดติดกับพรรคการเมืองแบบเดิม
โดยโจทย์ใหญ่ที่ภาคเอกชนและประชาชนต้องการเห็นคือการยกระดับประสิทธิภาพของภาครัฐและการกวาดล้างปัญหาคอร์รัปชันอย่างจริงจัง จากผลสำรวจดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชันไทย (Thai CSI) ระบุว่าผู้ตอบแบบสอบถามถึง 87% มองว่าปัญหาการทุจริต ทวีความรุนแรงขึ้น และต้องการเห็นการบริหารงานที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
ด้านข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติ ช่วงปลายปี 2567-2568 พบว่าในส่วนของโครงสร้างแรงงาน ประเทศไทยมีแรงงานนอกระบบถึง 21.1 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 52.7 ของผู้มีงานทำทั้งหมด 40 ล้านคน ซึ่งแรงงานกลุ่มนี้ยังคงเผชิญปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่างหนัก โดยมีค่าจ้างเฉลี่ยเพียง 8,513 บาทต่อเดือน ซึ่งต่ำกว่าแรงงานในระบบถึง 1.9 เท่า
อีกทั้งแรงงานนอกระบบร้อยละ 28.7 ยังประสบปัญหาเรื้อรังจากการทำงาน โดยเฉพาะเรื่องค่าตอบแทนที่ไม่เพียงพอ (ร้อยละ 47.7) ความไม่ต่อเนื่องของงาน (ร้อยละ 19.0) รวมถึงความเสี่ยงต่อความไม่ปลอดภัยจากสารเคมีสูงถึงร้อยละ 61.8 และสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ไม่ถูกสุขลักษณะ
สอดคล้องกับเสียงสะท้อนจากภาคเกษตรกรรมที่เป็นแหล่งจ้างงานหลักของแรงงานนอกระบบกว่าร้อยละ 54.2 ซึ่งเกษตรกรกำลังติดกับดักหนี้สิน ต้นทุนการผลิตที่สูง และราคาสินค้าเกษตรที่ไม่แน่นอน ทำให้ทุกภาคส่วนต่างคาดหวังให้นโยบายของรัฐบาลชุดใหม่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งการปฏิรูปที่ดินทำกิน การแก้ไขหนี้สินเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การคืนดอกเบี้ยให้ผู้ที่มีวินัยการเงินดี หรือการยกเลิกหนี้ให้เกษตรกรสูงวัยที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไป เพื่อคืนเกียรติยศและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้คนในชนบท
ขณะที่มุมมองของบุคลากรทางการศึกษาได้เน้นย้ำถึงการลดภาระงานเอกสารและงานธุรการที่กินเวลาการเรียนการสอน เพื่อคืนครูสู่ห้องเรียนให้สามารถถ่ายทอดความรู้แก่นักเรียนได้อย่างเต็มที่ พร้อมทั้งเสนอให้มีการจัดสรรครูให้ตรงตามสาขาวิชา โดยเฉพาะในโรงเรียนขนาดเล็ก และควรปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาให้สอดคล้องกับสมรรถนะและความต้องการของผู้เรียนอย่างแท้จริง รวมถึงการสร้างสมดุลการใช้ชีวิต (Work-life balance) และความปลอดภัยของครูด้วยการยกเลิกการอยู่เวรยามในตอนกลางคืน
ในด้านคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม ปัญหาฝุ่น PM 2.5 และสิ่งแวดล้อมรกร้างกลายเป็นวาระสำคัญที่ประชาชนต้องการเห็นการจัดการอย่างเร่งด่วน โดยมองว่าอากาศสะอาดคือสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่รัฐต้องรับผิดชอบผ่านการผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด การบริหารจัดการน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วมและน้ำหนุน รวมถึงการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะด้วยรถไฟฟ้าพลังงานสะอาดเพื่อลดทั้งมลพิษและภาระค่าครองชีพ
ทั้งนี้ มาตรฐานในการตัดสินใจเลือกตั้งครั้งนี้ของประชาชนได้ถูกยกระดับขึ้น โดยต้องการเห็นนโยบายที่ระบุรายละเอียดวิธีการปฏิบัติ (How-to) แผนการใช้งบประมาณ (Price Tag) และผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริง มากกว่าวาทกรรมทางการเมืองหรือนโยบายขายฝัน ซึ่งการตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact-Check) จะกลายเป็นเกราะคุ้มกันสำคัญในการรับมือกับข่าวลวงและข้อมูลบิดเบือนในช่วงหาเสียง เพื่อให้รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศในอีก 4 ปีข้างหน้า สามารถเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่ยุคแห่งความโปร่งใส ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความมั่นคงในชีวิตให้แก่ประชาชนทุกกลุ่มได้อย่างแท้จริง
จากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนบางส่วนในพื้นที่กรุงเทพฯ เกี่ยวกับความคาดหวังและการแก้ไขปัญหาในการเลือกตั้งเดือนกุมภาพันธ์ 2569 พบทัศนะแตกต่างกันใน 4 มิติหลัก ดังนี้
นายธีรวัฒน์ ศรีศันสนีย อาชีพขับรถขนส่งสาธารณะ อยากเห็นการถอนรากถอนโคนคอร์รัปชันและจริยธรรมของผู้นำ โดยมองว่าปัญหาฝังรากในสังคมไทยคือเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน โดยวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มผู้มีอำนาจที่ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผ่านการโกง และเน้นสร้างความมั่งคั่งมากกว่าความมั่นคงของส่วนรวม ปัญหาสำคัญคือประชาชนจำนวนมากยังขาดความรู้และเผลอไปเป็น "ลูกน้องคนขี้โกง" หรือเข้าข้างผู้ทุจริตโดยไม่รู้ตัวเพียงเพื่อความอยู่รอดในการทำงาน
นอกจากนี้ยังชี้ให้เห็นว่า พฤติกรรมการโกงและการเบ่งอำนาจได้ขยายตัวไปในทุกระดับ แม้กระทั่งในระดับปฏิบัติการทั่วไป ดังนั้น สิ่งที่อยากเห็นคือการที่ประชาชนหันมาแสวงหาความรู้ เพื่อให้เท่าทันกลโกง ไม่ยอมถูกหลอกให้แตกแยกหรือฆ่ากันเองเพื่อผลประโยชน์ของผู้มีอำนาจ และหยุดวงจรการเป็นฟันเฟืองให้กับการทุจริต
นายสุทธิชัย วีรกุลสุนทร สก.เขตจอมทอง อยากเห็นการแก้ปัญหาคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจปากท้อง และภัยพิบัติทางธรรมชาติ โดยเสนอว่ารัฐบาลใหม่ควรเร่งแก้ไขปัญหาที่กระทบต่อชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะปัญหาจราจรที่ต้องเร่งสร้างระบบขนส่งสาธารณะ ทั้งรถไฟฟ้าบนดินและใต้ดินให้ครอบคลุม ควบคู่ไปกับปัญหาเศรษฐกิจ ที่ประชาชนจำนวนมากประสบภาวะ "ชักหน้าไม่ถึงหลัง" และไม่มีเงินรักษาพยาบาลยามเจ็บป่วย
นโยบายที่ต้องการเห็นคือการสร้างอาชีพและรายได้เพื่อให้ประชาชน "แข็งแกร่งและเลี้ยงตัวเองได้" มากกว่าการรอรับความช่วยเหลือจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม โดยเสนอให้จัดการพื้นที่รกร้างและเพิ่มสวนสาธารณะ รวมถึงประเด็นเร่งด่วนเรื่องน้ำหนุนและน้ำท่วม โดยเฉพาะในแถบชายทะเลบางขุนเทียนที่ระดับน้ำสูงขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งรัฐต้องเร่งประสาน 4 จังหวัดชายทะเลร่วมกันทำเขื่อนป้องกันก่อนที่พื้นที่จะจมน้ำในอนาคต
ขณะที่ นายต่อศักดิ์ โชติมงคล ประธานที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร อยากเห็นการยกระดับประสิทธิภาพองค์กรและการปรับตัวสู่ยุค AI เน้นให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพ โดยมองว่าเป็นแนวคิดใหม่ที่ทุกองค์กรต้องยึดถือ ไม่ใช่เพียงหน่วยงานภาครัฐที่มักถูกวิจารณ์ว่ามีประสิทธิภาพต่ำเท่านั้น แต่ภาคเอกชนเองก็จำเป็นต้องพัฒนาเช่นกัน โดยเน้นย้ำถึงการสร้างผลิตภาพ, ประสิทธิภาพ, ประสิทธิผล, สมรรถภาพ และคุณภาพ เพื่อให้ประเทศสามารถแข่งขันได้
โดยเสนอให้ลดความซ้ำซ้อนของเอกสารและการนำเทคโนโลยีมาใช้จัดการงานในส่วนของตนเองโดยไม่ต้องรอภาพใหญ่จากรัฐบาล นอกจากนี้ยังมองว่าในอีก 4 ปีข้างหน้า โลกจะเผชิญกับการหยุดชะงักครั้งใหญ่ (Disruption) จากอินเทอร์เน็ตและ AI ซึ่งเปรียบเสมือนการปฏิวัติอุตสาหกรรมในอดีตที่เปลี่ยนจากรถม้า 5-30 แรงม้า มาเป็นเครื่องจักรไอน้ำ หากไม่มีการเตรียมพร้อมปรับตัวตั้งแต่วันนี้จะกลายเป็นผู้ที่ตกยุคทันที ส่งผลต่อการแข่งขันในภาพรวม
ด้านนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ระบุว่า หัวใจของอนาคตการพัฒนาเมืองอยู่ที่การปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกและเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยสิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการนำเทคโนโลยีมาใช้ แต่คือการทำให้เมืองมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถตอบโจทย์ปัญหาที่ซับซ้อนในปัจจุบันได้อย่างเป็นรูปธรรม
หนึ่งในองค์ประกอบหลักของประสิทธิภาพดังกล่าว คือความโปร่งใสในการบริหารจัดการ โดยเฉพาะการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญที่ประชาชนให้ความสนใจและคาดหวังอย่างสูง พร้อมย้ำว่าการบริหารประเทศไม่ว่าจะอยู่ภายใต้รัฐบาลใด ข้าราชการและกลไกของรัฐก็ยังคงต้องทำงานต่อไปอย่างเต็มที่ เพื่อประโยชน์ของประชาชน
สิ่งที่อยากเห็นมากที่สุด คือกระบวนการเลือกตั้งที่โปร่งใส สุจริต และสะท้อนเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง โดยมองว่าการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการกำหนดทิศทางประเทศในอนาคต ทั้งในมิติการเมือง เศรษฐกิจ และการพัฒนาเมือง
อย่างไรก็ตาม คณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความพร้อมในการจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมมากที่สุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการประชาธิปไตย และเปิดทางให้ประเทศเดินหน้าพัฒนาได้อย่างมั่นคง ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว








