14 ม.ค.69 กรุงเทพฯ - ที่ศาลาว่าการ กทม. ดินแดง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพมหานครว่า ในช่วงที่ผ่านมาพบค่าฝุ่นสูงในพื้นที่เขตชั้นใน อาทิ ปทุมวัน จตุจักร และบางรัก ขณะที่พื้นที่รอบนอกไม่รุนแรงมากนัก โดยสาเหตุหลักมาจากสภาวะอากาศปิดต่อเนื่องมา 4 วัน ทำให้อัตราการระบายอากาศลดลงเหลือเพียง 200 ตารางเมตรต่อวินาที ซึ่งถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับอัตราที่ระบายได้ดีคือ 2,000 ตารางเมตรต่อวินาที หรือคิดเป็นอัตราการระบายเพียง 1 ใน 10 เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ภาพรวมในปีนี้ถือว่าดีกว่าปีที่ผ่านมา โดยพบว่าในเดือนมกราคมปีที่แล้วมีวันที่ค่าฝุ่นเกินระดับสีส้มถึง 20 วัน แต่ในปีนี้จนถึงวันที่ 14 มกราคม มีวันที่เกินมาตรฐานเพียง 3 วันเท่านั้น ซึ่งความแตกต่างที่เห็นได้ชัดคือจุดที่มีค่าฝุ่นสูงในปีนี้กระจุกตัวอยู่เฉพาะในใจกลางเมือง สะท้อนว่าแหล่งกำเนิดหลักมาจากไอเสียรถยนต์และการจราจรที่ติดขัด แตกต่างจากปีก่อนที่มีฝุ่นจากการเผาชีวมวลจากพื้นที่รอบนอกและจังหวัดใกล้เคียงอย่างปราจีนบุรีและนครนายกเข้ามาสมทบ แต่ปีนี้ได้รับความร่วมมือในการลดการเผาอย่างดีจากหลายภาคส่วน
สำหรับการดำเนินงานเพื่อบรรเทาปัญหา กรุงเทพมหานครได้รับความร่วมมือจากกระทรวงมหาดไทยในการดูแลเรื่องการเผา กระทรวงอุตสาหกรรมเข้มงวดกับมาตรฐานโรงงาน และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ปรับมาตรฐานการตรวจวัดควันดำให้เข้มข้นขึ้น ส่งผลให้เจ้าหน้าที่สามารถกวดขันและจับกุมรถควันดำได้มากขึ้นกว่าเดิมถึง 4 เท่า
นอกจากนี้ยังได้ร่วมกับ ปภ. นำระบบแจ้งเตือนผ่าน SMS หรือ Cell Broadcast มาใช้แจ้งเตือนประชาชนทันทีเมื่อเดินทางเข้าสู่พื้นที่ค่าฝุ่นระดับสีแดงเพื่อให้เตรียมตัวและสวมหน้ากากอนามัย โดยในเช้าวันนี้มีรายงานการแจ้งเตือนในพื้นที่ 4 เขต ในส่วนของมาตรการบังคับใช้เขตจำกัดมลพิษ (Low Emission Zone) หรือการประกาศห้ามรถเข้าพื้นที่นั้น ปัจจุบันยังไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือต้องมีพื้นที่สีแดง 5 เขต และอากาศปิดต่อเนื่อง 2-3 วัน จึงยังไม่มีการประกาศเพิ่มเติม แต่จะเน้นการจูงใจให้ประชาชนเปลี่ยนน้ำมันเครื่องและไส้กรอง รวมถึงสนับสนุนการทำงานแบบ Work From Home ตามความสมัครใจเพื่อลดปริมาณการจราจร
สำหรับมาตรการในโรงเรียนสังกัด กทม. ยังคงเปิดการเรียนการสอนตามปกติและยังไม่มีนโยบายสั่งปิด เนื่องจากโรงเรียนมี "ห้องเรียนปลอดฝุ่น" แล้วกว่า 1,000 ห้อง ซึ่งเน้นดูแลเด็กเล็กเป็นหลักเพราะเป็นกลุ่มเปราะบางที่สวมหน้ากากอนามัยได้ยาก โดย กทม. เชื่อว่าการให้นักเรียนอยู่ในห้องเรียนที่มีระบบดูแลจะปลอดภัยกว่าการกลับบ้านที่อาจไม่มีคนดูแลและออกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าสถานการณ์ฝุ่นจะเริ่มคลี่คลายตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เนื่องจากอัตราการระบายอากาศจะเพิ่มขึ้นเป็น 2,000 ถึง 2,700 ตารางเมตรต่อวินาที และจะอยู่ในระดับที่ระบายได้ดีต่อเนื่องไปอีก 6-7 วัน ซึ่งจะช่วยลดปริมาณฝุ่นที่สะสมอยู่ให้ค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ








