วันที่ 13 มกราคม 2569 ที่สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยถึงนโยบายการแก้ไขปัญหาขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขให้ความสำคัญ โดยมีการกำหนดแนวทางการบริหารจัดการแบ่งเป็น 3 ระยะ ประกอบด้วย
ปี 2569 ระยะเร่งด่วนที่เน้นการวางระบบและเพิ่มสิทธิประโยชน์เพื่อลดพื้นที่ขาดแคลนแพทย์, ปี 2570 ระยะวางรากฐานความมั่นคงด้วยการนำเทคโนโลยีมาช่วยลดภาระงานและปรับแก้กฎระเบียบ และปี 2571 ระยะยั่งยืนที่จะขยายโมเดลนี้สู่สายวิชาชีพอื่นต่อไป สำหรับการลดพื้นที่ขาดแคลนจะมุ่งเน้นการจัดสรรแพทย์เติมในพื้นที่สีแดง ซึ่งมีการขาดแคลนแพทย์มากกว่า 40% โดยข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 1 ธันวาคม 2568 พบโรงพยาบาลชุมชนใน 36 จังหวัด รวม 76 แห่ง ยังต้องการแพทย์เพิ่มประมาณ 307 คน
สถานการณ์การขาดแคลนแพทย์ในเขตสุขภาพต่างๆ พบว่า เขตสุขภาพที่ 1 มีพื้นที่ขาดแคลน 4 จังหวัด 12 แห่ง 48 คน, เขตสุขภาพที่ 2 จำนวน 3 จังหวัด 5 แห่ง 20 คน, เขตสุขภาพที่ 3 จำนวน 5 จังหวัด 9 แห่ง 33 คน, เขตสุขภาพที่ 4 จำนวน 3 จังหวัด 6 แห่ง 18 คน, เขตสุขภาพที่ 5 จำนวน 4 จังหวัด 8 แห่ง 33 คน, เขตสุขภาพที่ 7 จำนวน 2 จังหวัด 4 แห่ง 17 คน, เขตสุขภาพที่ 8 จำนวน 5 จังหวัด 14 แห่ง 59 คน, เขตสุขภาพที่ 9 จำนวน 1 จังหวัด 1 แห่ง 4 คน, เขตสุขภาพที่ 10 จำนวน 4 จังหวัด 10 แห่ง 43 คน, เขตสุขภาพที่ 11 จำนวน 2 จังหวัด 2 แห่ง 6 คน และเขตสุขภาพที่ 12 จำนวน 3 จังหวัด 5 แห่ง 26 คน รวมถึงโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไปอีก 1 แห่ง คือ รพ.บึงกาฬ
โดยกระทรวงสาธารณสุขได้จัดทำ 5 แนวทางสร้างสิทธิประโยชน์จูงใจ ได้แก่ การเพิ่มค่าตอบแทนการปฏิบัติงานในห้องฉุกเฉิน (ER) เป็น 2 เท่า, การให้สิทธิลาศึกษาต่อกรณีพิเศษ, การเพิ่มโควตาเข้าศึกษาต่อสาขาเฉพาะทาง, การส่งเสริมสวัสดิการพื้นฐานและระบบแพทย์พี่เลี้ยง และการอนุญาตให้แพทย์เพิ่มพูนทักษะปี 2 และ 3 สามารถปฏิบัติงานในโรงพยาบาลทั่วไปพื้นที่สีแดงได้
นอกจากนี้ กระทรวงสาธารณสุขเตรียมจัดงานประชุมวิชาการ "Be The Doctor Who Changes To The Future" ในวันที่ 22 มกราคมนี้ เพื่อเสริมสร้างแรงจูงใจให้นักศึกษาแพทย์เห็นความสำคัญและโอกาสความก้าวหน้าในระบบราชการ โดยจะเปิดรอบพิเศษให้นักศึกษาแพทย์ชั้นปีสุดท้ายที่เข้าร่วมงานสามารถแสดงความจำนงเลือกพื้นที่ปฏิบัติงานได้ก่อน เพื่อเป็นการวางรากฐานบุคลากรที่เข้มแข็งให้แก่ระบบสาธารณสุขของประเทศในอนาคต








