ท่ามกลางบรรยากาศที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่การเลือกตั้งครั้งใหญ่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 สถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศกำลังตกอยู่ในสภาวะที่ต้อง "เปลี่ยน" อย่างเร่งด่วน โดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI ได้ระบุชัดเจนว่าหากไม่มีการเปลี่ยนแปลง อัตราการเติบโตของประเทศจะตกต่ำลงเรื่อย ๆ เนื่องจากปัญหาที่รุมเร้าจนทำให้ประเทศไทยหมดเสน่ห์ในสายตานักลงทุน โดยประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือฐานะการคลังที่เริ่มมีความเสี่ยงมากขึ้น จากตัวเลขหนี้สาธารณะที่พุ่งสูงขึ้นถึงประมาณ 65% ของจีดีพี ขณะที่หนี้ครัวเรือนเองก็อยู่ในระดับวิกฤตที่ 90% ของจีดีพี ซึ่งสะท้อนผ่านรายได้ของประชาชนที่เติบโตช้าลงอย่างต่อเนื่อง
โจทย์สำคัญของรัฐบาลใหม่จึงไม่ใช่เพียงแค่การหาเสียงด้วยการแจกเงิน แต่ต้องมีความรับผิดชอบทางการคลังควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างใน 6 กลุ่มนโยบายหลัก เริ่มจากการลดคอร์รัปชันและปัญหาสแกมเมอร์ออนไลน์ที่มีรายงานกรณีการหลอกลวงสูงถึง 320,000 กรณีในปีที่ผ่านมา โดยสูญเสียเงินไปหลายหมื่นล้านบาทแต่สามารถติดตามคืนมาได้เพียง 1% เท่านั้น ซึ่ง TDRI เสนอว่าภายใน 1 ปีแรก รัฐบาลต้องยกระดับความร่วมมือกับต่างประเทศ เช่น Scam Center Strike Force ของสหรัฐฯ และเร่งปรับปรุงกฎหมายฟอกเงินเพื่อควบคุมเงินคริปโตและระบุตัวผู้ได้รับประโยชน์ตัวจริง รวมถึงการใช้โครงการข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) และโครงการ CoST ในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ซึ่งที่ผ่านมาเคยช่วยประหยัดงบประมาณไปได้ถึง 8% และ 7% ตามลำดับ
ในส่วนของการแก้ไขปัญหาปากท้อง ข้อมูลจากการสำรวจความคิดเห็นประชาชนสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่าร้อยละ 40.3 คาดหวังให้รัฐบาลดำเนินการลดค่าครองชีพและควบคุมราคาสินค้าเป็นอันดับแรก ซึ่งสอดคล้องกับข้อเสนอที่ให้รัฐบาลใหม่เร่งลดใบอนุญาตธุรกิจที่ไม่จำเป็นลงให้ได้ 70% เพื่อลดต้นทุนและโอกาสในการเกิด "เงินทอน" หรือค่าน้ำร้อนน้ำชา รวมถึงการออก "Super License" เพื่ออำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ อีกทั้งต้องเร่งปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาพื้นฐานที่ใช้มานานกว่า 18 ปี ตั้งแต่ปี 2551 ให้เน้นสมรรถนะการทำงานจริงผ่าน "สถาบันหลักสูตรแห่งชาติ" และการแจกคูปองพัฒนาทักษะแบบโครงการ SkillsFuture ของสิงคโปร์
สำหรับการแข่งขันในเวทีโลก ประเทศไทยต้องปรับตัวอย่างรวดเร็วภายใต้สภาวะการกีดกันทางการค้าและความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่ก้าวกระโดด โดยรัฐบาลใหม่ควรบรรลุการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ ที่อัตราเฉลี่ย 16.5% และเร่งเจรจา FTA กับสหภาพยุโรปให้เสร็จสิ้น พร้อมทั้งออกมาตรฐานควบคุมสินค้าคุณภาพต่ำจากต่างประเทศที่ทะลักเข้าสู่ตลาดไทย ในด้านสวัสดิการสังคม ประเทศไทยได้เข้าสู่ "สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์" (Completely Aged Society) โดยมีสัดส่วนผู้สูงอายุเกิน 65 ปีเกือบ 15% แล้ว จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนในการพัฒนาระบบการดูแลระยะยาว (Long-Term Care) และการรักษาพยาบาลระยะสุดท้าย (Palliative Care) เพื่อลดภาระทางการคลังและปัญหาการขาดแคลนผู้ดูแล
ขณะที่กองทุนประกันสังคมในส่วนของบำนาญถูกเตือนว่าอาจหมดลงภายใน 20 ปีข้างหน้า ซึ่งจะกระทบคนวัยทำงานที่ปัจจุบันมีอายุ 40 ปีโดยตรงหากไม่มีการปฏิรูป สุดท้ายนี้ ความยั่งยืนทางการคลังจะเป็นกุญแจสำคัญที่ตัดสินอนาคตของประเทศ โดยรัฐบาลต้องยึดกรอบการคลังระยะปานกลางอย่างเคร่งครัด เปิดเผยภาระหนี้แฝง และปฏิรูปภาษีทรัพย์สินหรือปรับขึ้น Vat อย่างค่อยเป็นค่อยไปควบคู่กับการคืนภาษี (Tax Rebate) ให้ผู้มีรายได้น้อย เพื่อให้ประเทศไทยมีงบประมาณเพียงพอต่อการพัฒนาและก้าวผ่านกับดักหนี้สินที่กำลังรุมเร้าอยู่ในปัจจุบัน







