ข่าวคุณภาพชีวิต

คืบหน้าแผนสู้ฝุ่นเมืองไทย ปรับลดการปล่อยมลพิษทุกมิติ นำร่องควบคุมโรงงานพื้นที่กรุงเทพฯ

แชร์ข่าว

6 ม.ค.69 กรุงเทพฯ - ที่ศาลาว่าการ กทม. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยนายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้ามาตรการแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5

โดยนายชัชชาติ เปิดเผยว่า สถานการณ์ฝุ่นในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคมของปี 2568 มีแนวโน้มดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับปี 2567 โดยเฉพาะในเดือนธันวาคมที่จำนวนวันที่ฝุ่นเกินมาตรฐานระดับสีส้มลดลงจาก 10 วัน เหลือเพียง 6 วัน หรือลดลงถึง 40% ขณะที่ค่าเฉลี่ยฝุ่นลดลงเกือบ 20% และจุดเผาในพื้นที่ใกล้เคียงกรุงเทพฯ ลดลงกว่าครึ่ง โดยเฉพาะจังหวัดนครนายกที่มีจุดเผาลดลงมากกว่า 70%

ซึ่งเป็นผลจากความร่วมมือในการลดการเผาและการปรับมาตรฐานควันดำให้เข้มข้นขึ้นจากร้อยละ 30 เหลือร้อยละ 20 ส่งผลให้การจับกุมรถควันดำในเดือนธันวาคมเพิ่มขึ้นถึง 3.6 เท่า จากเดิมประมาณ 60 คัน เป็นกว่า 300 คัน นอกจากนี้ยังมีโครงการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องและไส้กรองที่มีรถเข้าร่วมเกือบ 200,000 คัน รวมถึงเครือข่าย Work from Home จากบริษัทกว่า 300 แห่ง ที่มีผู้เข้าร่วมเกือบ 200,000 คน ซึ่งช่วยลดการจราจรในวันที่อากาศปิดได้ถึง 9% ทำให้การสะสมของฝุ่นลดลงอย่างรวดเร็ว

นอกจากมาตรการข้างต้น กรุงเทพมหานครยังได้ประกาศให้พื้นที่ กทม. เป็นเขตควบคุมมลพิษเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เพื่อเพิ่มอำนาจในการกำหนดมาตรฐานมลพิษที่เข้มงวดขึ้น พร้อมทั้งกวดขันไซต์งานก่อสร้างและแพลนปูนผ่านมาตรการ Low Emission Zone โดยรถที่เข้าไซต์งานต้องลงทะเบียนใน Green List เท่านั้น

ในส่วนของ พ.ร.บ. อากาศสะอาดฯ ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของวุฒิสภา นายชัชชาติ กล่าวว่า เชื่อว่าเป็นสิ่งที่ดีและอยากให้เกิดขึ้น เนื่องจากจะทำให้ผู้ที่ก่อมลพิษต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้น และทำให้มีเครื่องมือในการควบคุมเรื่องคุณภาพอากาศ โดยหวังว่า พ.ร.บ.ดังกล่าวจะผ่านการพิจารณาและนำมาใช้ได้จริง

"ภารกิจนี้ยังไม่จบ เนื่องจากเดือนมกราคมเป็นเดือนที่ฝุ่นมักจะรุนแรงที่สุด โดยปีที่ผ่านมามีฝุ่นเกินมาตรฐานถึง 20 วัน แต่ปีนี้ผ่านมา 6 วันแรก พบฝุ่นเกินเพียง 1 วันเท่านั้น จึงขอความร่วมมือประชาชนช่วยกันลดการใช้รถยนต์และร่วมมือตามมาตรการต่างๆ ต่อไปจนกว่าสภาพอากาศจะเริ่มเปิดในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม" นายชัชชาติ กล่าว

ด้านนายณัฐพล กล่าวว่า ในส่วนมาตรการจากกระทรวงอุตสาหกรรม ได้มีการยกระดับการควบคุมโรงงานในพื้นที่กรุงเทพฯ และเขตเศรษฐกิจหนาแน่นเป็นจุดแรก โดยจะมีการควบคุมการปล่อยมลพิษที่เข้มข้นขึ้น ทั้งค่าฝุ่น ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และไนโตรเจนไดออกไซด์ ซึ่งจะลดลงจากเกณฑ์เดิมประมาณ 20% โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป และได้กำหนดให้โรงงาน 156 แห่ง ต้องติดตั้งอุปกรณ์วัดมลพิษที่ปล่องแบบเรียลไทม์เชื่อมต่อระบบออนไลน์ให้ประชาชนตรวจสอบได้ตลอด 24 ชั่วโมง จากเดิมที่มีเพียง 8 แห่งเท่านั้น

สำหรับเกณฑ์การปล่อยฝุ่นจะถูกปรับให้เหลือเพียง 60 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตรเท่ากันทุกโรงงานไม่ว่าจะใช้เชื้อเพลิงชนิดใด ซึ่งที่ผ่านมาได้ปูพรมตรวจโรงงานไปแล้วกว่า 1,000 แห่ง และสั่งให้ปรับปรุงแก้ไขไปแล้วกว่า 10 แห่ง ด้านมาตรฐานรถยนต์ได้กำหนดให้รถเบนซินใหม่ต้องเป็นมาตรฐานยูโร 6 ภายในวันที่ 1 มกราคม 2569 ส่วนรถดีเซลปัจจุบันเป็นยูโร 5 ทั้งหมดแล้ว ซึ่งช่วยลดฝุ่นได้ถึง 80% เมื่อเทียบกับมาตรฐานยูโร 4 เดิม ขณะที่การเผาอ้อยในช่วง 1 เดือนแรกหลังเปิดหีบ พบว่าสัดส่วนการเผาลดลงอย่างมากจาก 20% เหลือเพียง 1.8% ในปีนี้

ทั้งนี้กระทรวงอุตสาหกรรมยังมีแนวคิดส่งเสริมมาตรการย้ายโรงงาน (Factory Relocation) ออกจากพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ไปยังนิคมอุตสาหกรรมหรือนิคม SME โดยมีกลไกสนับสนุนทั้งด้านเงินทุนและพื้นที่เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนในระยะยาว