6 ม.ค.69 กรุงเทพฯ - เวลา 10.30 น. ที่ห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) กรุงเทพมหานครร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม แถลงนโยบายขับเคลื่อนมาตรการสำคัญในการจัดการปัญหามลพิษทางอากาศ เพื่อยกระดับการจัดการฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพมหานครอย่างเป็นระบบ โดยนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงสถานการณ์ฝุ่นในช่วงครึ่งฤดูกาลว่า ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568 ถึงปัจจุบัน สถานการณ์ดีขึ้นในทุกด้านเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยพบว่าจำนวนวันที่ค่าฝุ่นอยู่ในระดับสีส้มลดลงถึง 40% จากเดิม 10 วัน เหลือเพียง 6 วัน และค่าเฉลี่ยฝุ่น PM2.5 ในเดือนธันวาคมลดลง 12% จาก 33.1 เหลือ 29.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ขณะที่จุดเผาลดลง 28%
ทั้งนี้ สาเหตุของฝุ่นในกรุงเทพฯ มาจาก 3 ส่วนหลัก คือ สภาพอากาศปิดในช่วงฤดูหนาว การเผาชีวมวล และการเผาไหม้จากเครื่องยนต์และโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งทางกรุงเทพมหานครได้ใช้มาตรการเชิงรุกจนสามารถทำให้การเผาในพื้นที่เกษตรเป็นศูนย์ ด้วยการสนับสนุนเครื่องอัดฟางให้เกษตรกรใช้ฟรี พร้อมหาตลาดรับซื้อ รวมถึงประสานความร่วมมือกับจังหวัดข้างเคียง เช่น นครนายก จนสามารถลดจุดเผาได้ถึง 74%
"เราได้รับความร่วมมือจากกรมควบคุมมลพิษในการปรับเกณฑ์ค่าควันดำหรือค่าทึบแสง จากเดิม 30% ลดลงเหลือ 20% ซึ่งผลที่ตามมาคือเราสามารถจับกุมรถควันดำได้เพิ่มขึ้นถึง 3.5 เท่า ทำให้เรากำจัดรถที่ปล่อยมลพิษออกจากท้องถนนได้มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ยังมีโครงการลดฝุ่นจากภาคการจราจรผ่านการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องและไส้กรอง ซึ่งมีรถเข้าร่วมกว่า 1.8 แสนคัน ช่วยลดฝุ่นจากการจราจรได้ประมาณ 9.3% และมาตรการ Work From Home ที่ปัจจุบันมีเครือข่ายกว่า 370 หน่วยงาน หรือกว่า 2 แสนคน เมื่อเราประกาศใช้วันที่อากาศปิด (4 ธ.ค.68) ช่วยลดการจราจรลงได้ 8.5% ทำให้ฝุ่นที่สะสมระบายออกไปได้รวดเร็วขึ้น"
นายชัชชาติกล่าวว่า นอกจากนี้ กทม. ยังได้เดินหน้าเพิ่มพื้นที่สีเขียวผ่านการปลูกต้นไม้ไปแล้วกว่า 2.3 ล้านต้น และสร้างกำแพงสีเขียวในเขตหนองจอกและมีนบุรีเพื่อเป็นแนวป้องกันฝุ่นจากการเกษตรที่พัดเข้าสู่ตัวเมือง โดยขอความร่วมมือประชาชนแจ้งเบาะแสแหล่งกำเนิดมลพิษผ่านแอปพลิเคชัน Traffy Fondue เพื่อจัดการที่ต้นเหตุอย่างทันท่วงที
ด้านนายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ได้แถลงถึงความร่วมมือในการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมเพื่ออากาศที่สะอาด โดยเน้นย้ำว่าการมีอากาศที่ดีจะส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจและสุขภาพของประชาชน ในปีนี้กระทรวงอุตสาหกรรมประสบความสำเร็จอย่างมากในการควบคุมการเผาอ้อย ซึ่งปัจจุบันตัวเลขอ้อยเผาสะสมลดลงจนเหลือเพียง 1.8% เท่านั้น ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับในอดีตที่เคยสูงถึง 55%
"กลไกการจัดการที่นำมาใช้ในปีนี้เรานำมาตรการ 'เผาน้อยได้เปิดก่อน' มาใช้เป็นแรงจูงใจ โดยโรงงานที่มีสถิติการเผาต่ำกว่า 5% จะได้รับสิทธิ์ในการเปิดหีบอ้อยเป็นกลุ่มแรก เพราะถือว่ามีความรับผิดชอบต่อสังคมสูงในช่วง High Season ของการท่องเที่ยว และเรายังส่งเสริมการรับซื้อใบอ้อยในราคา 300 บาทต่อตัน เพื่อเปลี่ยนจากการเผาทิ้งมาเป็นการสร้างรายได้ให้เกษตรกร ซึ่งมาตรการเหล่านี้ทำให้เราได้อ้อยสดเข้าสู่โรงงานเกือบ 100% ในช่วงต้นฤดูกาล ช่วยให้อากาศดีขึ้นอย่างมีสาระสำคัญ และลดปัญหาฝุ่นข้ามพรมแดนได้อีกทางหนึ่ง"
นายณัฐพลกล่าวว่า นอกจากมาตรการในภาคเกษตรกรรมแล้ว กระทรวงอุตสาหกรรมยังเตรียมยกระดับสู่ "อุตสาหกรรม 5.0" ด้วยการปรับเปลี่ยนมาตรฐานการปล่อยมลพิษจากโรงงานให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในแต่ละพื้นที่ โดยเริ่มนำร่องที่กรุงเทพมหานครเป็นแห่งแรก มาตรฐานใหม่นี้จะมีความเข้มงวดมากขึ้นอย่างมาก โดยโรงงานที่ใช้เชื้อเพลิงก๊าซจะถูกปรับลดเกณฑ์การปล่อยฝุ่นจาก 320 เหลือ 60 มิลลิกรัม ส่วนเชื้อเพลิงเหลวและแข็งจะปรับลดจาก 240-320 เหลือเพียง 90 มิลลิกรัม รวมถึงมีการควบคุมค่าก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SOx) และไนโตรเจนออกไซด์ (NOx) ให้มีค่าต่ำลงเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วพื้นที่ เพื่อบีบให้โรงงานต้องปรับปรุงระบบการผลิตและเทคโนโลยีการป้องกันมลพิษ ซึ่งมาตรการคุมเข้มการปล่อยมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรมในเขตกรุงเทพฯ นี้ จะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนเมืองอย่างยั่งยืน








