กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ติดตามสถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่ในช่วงฤดูหนาวอย่างใกล้ชิด พบว่า มีผู้ป่วยเป็นกลุ่มก้อนในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในสถานศึกษา และสถานที่ที่มีการรวมกลุ่มคนจำนวนมาก ทั้งนี้ ยังไม่พบสถานการณ์การระบาดเป็นวงกว้าง หรือสายพันธุ์ใหม่ที่มีความรุนแรงเพิ่มขึ้น แต่ยังจำเป็นต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง
วันนี้ (5 มกราคม 2569) นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า จากการติดตามสถานการณ์ในช่วงนี้ พบว่าการเจ็บป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ ซึ่งส่วนใหญ่มักเกี่ยวข้องกับการสัมผัสใกล้ชิด การอยู่ร่วมกัน หรือการทำกิจกรรมร่วมกันในพื้นที่ปิด กรมควบคุมโรคจึงขอเน้นย้ำให้ประชาชนทำความเข้าใจลักษณะของโรคและอาการเพื่อให้สามารถดูแลตนเองและลดการแพร่กระจายของโรคได้อย่างเหมาะสม
จากข้อมูลการเฝ้าระวังโรคดิจิทัล (DDS) กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค สถานการณ์โรคตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 30 ธันวาคม 2568 พบผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่สะสม 1,183,823 ราย เสียชีวิต 125 ราย อัตราป่วยตาย ร้อยละ 0.01 กลุ่มอายุที่มีอัตราป่วยต่อประชากรแสนคนสูงสุด 3 อันดับแรก คือ กลุ่มอายุ 5 - 9 ปี (6,150.20) รองลงมาเป็น อายุ 0 - 4 ปี (5,122.00) และอายุ 10 - 14 ปี (4,203.20) ตามลำดับ
“โรคไข้หวัดใหญ่” เป็นโรคติดเชื้อไวรัสระบบทางเดินหายใจแบบเฉียบพลัน มีอาการรุนแรงกว่าไข้หวัดทั่วไป มักมีอาการไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย ไอ และเจ็บคอ โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ปอดอักเสบ จำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสมและทันท่วงที ติดต่อทางการหายใจ โดยจะได้รับเชื้อที่ปนเปื้อนอยู่ในอากาศเมื่อผู้ป่วยไอ จาม หรือพูด ในพื้นที่ที่มีคนอยู่รวมกันหนาแน่น เช่น โรงเรียน โรงงาน การแพร่เชื้อจะเกิดได้มาก นอกจากนี้การแพร่เชื้ออาจเกิดโดยการสัมผัสฝอยละอองน้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย หรือจากมือที่สัมผัสกับพื้นผิวที่มีเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ แล้วใช้มือสัมผัสที่จมูกและปาก
ขณะที่ “ไข้หวัด” มักมีอาการไม่รุนแรง ไข้ไม่สูง มีน้ำมูก ไอเล็กน้อย และสามารถหายได้เอง อย่างไรก็ตาม หากมีอาการไข้สูง ไอ เจ็บคอ ปวดเมื่อยมาก หรืออาการไม่ดีขึ้นภายใน 2 - 3 วัน ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้อง
นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงหากป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน มีอาการรุนแรง และนำไปสู่การเสียชีวิตได้ เช่น ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ผู้มีโรคประจำตัว ผู้เป็นโรคอ้วน หญิงตั้งครรภ์ ควรได้รับวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ทุกปี เพื่อลดความรุนแรงของโรคและการเสียชีวิต และควรดูแลสุขภาพ รักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล ป้องกันตนเองด้วยการสวมหน้ากากอนามัยเมื่อต้องเข้าไปในที่ที่มีคนรวมตัวกันจำนวนมาก ล้างมือด้วยน้ำสะอาด และสบู่ หรือใช้เจลแอลกอฮอล์บ่อย ๆ หรือหากมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ ควรหยุดพักรักษาตัวอยู่บ้าน 3 - 7 วัน หรือจนกว่าจะหายเป็นปกติ เพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อ ถ้าหากอาการไม่ดีขึ้น เช่น หอบเหนื่อย ซึมลง ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว
ส่วนการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่เพื่อลดอาการรุนแรงจากโรค เน้นในกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ 1. เด็กอายุ 6 เดือน - 2 ปี 2. ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป 3. ผู้พิการทางสมองที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ 4. ผู้ที่มีโรคเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค ได้แก่ ปอดอุดกั้นเรื้อรัง หอบหืด หัวใจ หลอดเลือดสมอง ไตวาย ผู้ป่วยมะเร็งที่อยู่ระหว่างการได้รับเคมีบำบัด และเบาหวาน 5. ผู้ที่เป็นโรคธาลัสซีเมีย และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง 6. ผู้ที่ป่วยเป็นโรคอ้วน 7. หญิงตั้งครรภ์ ที่อายุครรภ์ 4 เดือนขึ้นไป ทั้งนี้ กรมควบคุมโรคจะยังคงเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์โรคอย่างใกล้ชิด และสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422








