รายงานพิเศษ
"เราอยากจะมีสะพานสวย ๆ ที่เป็นแลนด์มาร์กของกรุงเทพฯ โดยเป็นสะพานคนเดิน ไม่ใช่สะพานสำหรับรถข้าม ซึ่งจะเหมือนกับในเมืองใหญ่ ๆ ทั่วโลกที่มีสะพานคนเดินข้ามแม่น้ำแบบนี้ ตอนนี้เราดูพิกัดไว้ตรงท่าเรือสวัสดี ซึ่งเป็นพื้นที่ของ กทม. แล้วเชื่อมไปยังฝั่งตรงข้ามแถวถนนเชียงใหม่ เขตคลองสาน ผมเชื่อว่าสะพานรถยนต์อาจจะทำให้เมืองแย่ลงด้วยซ้ำ เพราะต้องมีทางลาดขึ้นลง (Approach) ที่กินพื้นที่ จนคนในพื้นที่เองก็ไม่อยากได้สะพานรถยนต์แถวนั้น แต่ถ้าเราทำเป็นแลนด์มาร์กที่เป็นทางเดินสวย ๆ เป็นทางสำหรับคนเดินและทางจักรยาน จะช่วยเชื่อมโยงโครงข่ายของเมืองทั้งสองฝั่งเข้าด้วยกันได้ดีกว่า"
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยแนวคิดการพัฒนาเมืองในช่วงโค้งสุดท้ายของการทำงานและการวางรากฐานสู่อนาคต โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้าง “แลนด์มาร์กใหม่” ให้กับกรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะยาว นอกเหนือจากการพึ่งพามรดกทางวัฒนธรรมดั้งเดิมเพียงอย่างเดียว โดยระบุว่ากรุงเทพฯ จำเป็นต้องสร้างสิ่งใหม่ที่มีคุณค่าให้กับเมือง เพื่อส่งต่อให้คนรุ่นหลังและสร้างจุดสนใจใหม่ในระดับโลก
สำหรับโครงการไฮไลท์ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ แนวคิดการสร้าง “สะพานคนเดินข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา“ (Pedestrian Bridge) หรือโครงการ "เสริมศักยภาพสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา หาความเป็นไปได้เพิ่มสะพานใหม่" ซึ่งไม่ใช่สะพานสำหรับรถยนต์ แต่เป็นพื้นที่สาธารณะที่สวยงาม เป็นจุดเช็กอินและทางสัญจรสีเขียวที่เชื่อมโยงฝั่งพระนครและฝั่งธนบุรีเข้าด้วยกัน โดยมีการศึกษาพื้นที่บริเวณท่าเรือสวัสดี (ฝั่งพระนคร) เชื่อมไปยังฝั่งตรงข้ามแถบถนนเชียงใหม่-ท่าดินแดง ฝั่งธนบุรี การออกแบบได้รับแรงบันดาลใจจากสวนลอยฟ้าในเมืองใหญ่ทั่วโลก เช่น High Line ที่นิวยอร์ก เน้นการปลูกต้นไม้ มีทางเดินและทางจักรยาน เพื่อให้ประชาชนได้มาพักผ่อนและชมวิวแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งโครงการนี้ทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ร่วมศึกษาและมีการประกวดแบบนานาชาติไว้แล้ว คาดว่าจะใช้งบประมาณระดับพันล้านบาท ซึ่งนอกจากจะเป็นสัญลักษณ์ใหม่ของเมืองแล้ว ยังช่วยเชื่อมย่านเศรษฐกิจอย่างเยาวราช ตลาดน้อย เข้ากับย่านคลองสานและฝั่งธนบุรีได้อย่างไร้รอยต่อ
"ขณะนี้มีการศึกษาและเลือกไว้หลายโลเคชั่น โดยให้ทางอาจารย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยช่วยดำเนินการออกแบบ และในอนาคตอาจเปิดให้ต่างชาติมาร่วมประกวดแบบเพื่อให้ได้รูปทรงที่สวยงามเป็นเอกลักษณ์ โครงการนี้คาดว่าต้องใช้งบประมาณในระดับพันล้านบาท ซึ่งถ้าเทียบกับการที่เราจ่ายหนี้ BTS ไปกว่าเจ็ดหมื่นล้านบาท โครงการนี้ถือว่าทำได้จริงและจะกลายเป็นแลนด์มาร์กใหม่ของกรุงเทพฯ เพราะที่ผ่านมาแลนด์มาร์กส่วนใหญ่จะเป็นสิ่งที่บรรพบุรุษมอบไว้ให้ หน้าที่ของเราคือต้องสร้างสิ่งใหม่ ๆ ที่มีค่าให้กับเมืองบ้าง
สะพานนี้จะเชื่อมฝั่งธนบุรีกับฝั่งพระนครเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์ ฝั่งพระนครจะสามารถเดินเชื่อมเข้าสู่ย่านเยาวราชและทรงวาดได้ ส่วนฝั่งธนบุรีก็จะเข้าสู่ย่านถนนเชียงใหม่และคลองสาน ซึ่ง กทม. มีแผนจะทำทางเดินริมน้ำเชื่อมต่อไปยังท่าดินแดงด้วย โครงการนี้จะช่วยทั้งเรื่องการจราจร การขี่จักรยาน และการเดินเท้า อย่างไรก็ตาม คงต้องส่งต่อให้ผู้บริหารชุดหน้าหรือผู้ว่าฯ คนต่อไปพิจารณาว่าจะตัดสินใจทำต่อไหม แต่ถ้าถามผม ผมก็อยากทำต่อ เพราะมันจะสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้คนจดจำว่านี่คือกรุงเทพฯ เหมือนที่เราเห็นภาพสะพานสวย ๆ ในต่างประเทศ"
ควบคู่กันไปกับโครงการ “ศูนย์ราชการและหอชมเมืองฝั่งธนบุรี” บริเวณคลองสาน ซึ่งนายชัชชาติ มองว่าปัจจุบันฝั่งธนบุรียังขาดพื้นที่กิจกรรมทางศิลปวัฒนธรรมและศูนย์รวมราชการเมื่อเทียบกับฝั่งพระนคร จึงมีแผนพัฒนาพื้นที่บริเวณสำนักการศึกษาและโรงพยาบาลตากสินให้เป็นอาคารเอนกประสงค์ที่มีดีไซน์ทันสมัย โดยไฮไลท์สำคัญคือการเปิดพื้นที่ดาดฟ้าให้เป็น “หอชมเมือง” (Observation Deck) และพื้นที่รับประทานอาหารริมน้ำ เพื่อให้คนทั่วไปและผู้ประกอบการรายย่อยมีโอกาสเข้าถึงพื้นที่ทำเลทอง (Prime Area) ที่สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ที่งดงามของฝั่งพระนคร ทั้งวัดอรุณราชวรารามและพระบรมมหาราชวัง ได้อย่างชัดเจน โดยโครงการนี้มีการออกแบบรายละเอียดไว้แล้ว คาดว่าจะใช้งบประมาณกว่า 2,000 ล้านบาท
อีกหนึ่งโปรเจกต์สำคัญคือการ “ปรับปรุงศาลาว่าการ กทม. (เสาชิงช้า) และลานคนเมือง” ให้กลายเป็น “พิพิธภัณฑ์เมือง” (City Museum) และพื้นที่สาธารณะสำหรับประชาชน (People Space) อย่างเต็มรูปแบบ ภายหลังจากที่มีแผนย้ายส่วนราชการไปยังศาลาว่าการ กทม. 2 (ดินแดง) โดยแนวคิดคือการอนุรักษ์อาคารเก่าทรงคุณค่าและปรับฟังก์ชันภายในให้เป็นแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์และการขับเคลื่อนของเมือง ซึ่งปัจจุบันกรุงเทพฯ ยังขาดพิพิธภัณฑ์ในลักษณะนี้ โดยจะแบ่งพื้นที่เป็นโซนสาธารณะ นิทรรศการหมุนเวียน พื้นที่ Co-working space และจุดชมวิวบนชั้น 4-5 ที่สามารถมองเห็นวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหารในมุมสูงได้ โดยจะเปิดให้ประชาชนเข้าใช้บริการฟรี
อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ต้องอาศัยเวลาในการปรับปรุงพื้นที่ฝั่งดินแดงเพื่อรองรับการย้ายบุคลากร และต้องทำความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่และร้านค้ารายย่อยรอบบริเวณเสาชิงช้า ที่กังวลเรื่องกำลังซื้อที่อาจลดลง ซึ่งนายชัชชาติยืนยันว่า หากเปลี่ยนเป็นแหล่งท่องเที่ยวและพื้นที่สาธารณะที่มีชีวิตชีวา จะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวและเม็ดเงินเข้ามาหมุนเวียนในย่านนี้ได้มากกว่าลูกค้าที่เป็นข้าราชการแบบเดิม
นอกจากโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่แล้ว กทม. ยังเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ผ่านงานศิลปะและการปรับปรุงภูมิทัศน์ย่านต่างๆ ให้มีอัตลักษณ์ที่โดดเด่น เช่น การจัดเทศกาล Bangkok Design Week และการส่งเสริม Street Art ตามฝาท่อและกำแพงในชุมชนกว่า 160 จุด เพื่อเชื่อมโยงการเดินเท้าท่องเที่ยวระหว่างย่าน เจริญกรุง-ทรงวาด-ตลาดน้อย ซึ่งถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและดึงดูดคนรุ่นใหม่ ทั้งนี้ โครงการแลนด์มาร์คต่างๆ ทั้งสะพานคนเดิน ศูนย์ราชการคลองสาน และพิพิธภัณฑ์เมือง ถือเป็นการเตรียมความพร้อมและแบบแปลนเพื่อส่งต่อให้ผู้บริหารชุดต่อไป หรือหากตนเองได้มีโอกาสทำงานต่อ ก็พร้อมที่จะผลักดันให้เกิดขึ้นจริง เพื่อให้กรุงเทพฯ มีจุดขายใหม่ที่ทัดเทียมมหานครอื่นๆ ทั่วโลก








