สถานการณ์น้ำท่วมในปัจจุบัน แม้จะไม่หนักหน่วงในภาพรวมใหญ่เทียบเท่ากับปี 2554 ที่น้ำท่วมกินพื้นที่กว้างตั้งแต่ภาคเหนือจรดภาคกลาง แต่ในพื้นที่เฉพาะจุดและพื้นที่ลุ่มต่ำบางแห่ง เช่น อยุธยา ได้รับผลกระทบหนักกว่าและมีระดับน้ำสูงกว่าปี 2554 แล้ว โดยเมื่อปี 2554 มวลน้ำที่ไหลลงมาเปรียบเสมือนการปล่อยน้ำจากเขื่อนภูมิพลสองเขื่อนรวมกัน ขณะที่สถานการณ์ปัจจุบัน เขื่อนต่าง ๆ ยังสามารถอุ้มน้ำไว้ได้เกือบ 100% ส่วนเขื่อนภูมิพลมีน้ำประมาณ 13,405.99 ล้านลูกบาศก์เมตร (13พ.ย.68) คิดเป็น 99.58% แต่ประเด็นสำคัญคือ น้ำในลำน้ำเต็มแล้ว และปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเผชิญกับช่วงเวลาสำคัญในการระบายน้ำ โดยเฉพาะช่วง 10 วัน (ตั้งแต่วันที่ 11-20 พ.ย.) ซึ่งถือเป็น "นาทีทอง" ที่จำเป็นต้องเร่งระบายน้ำให้เร็วที่สุด เนื่องจากระดับน้ำทะเลที่หนุนสูงได้ลดลง อัตราการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาจึงถูกเพิ่มขึ้นเป็น 2,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที อย่างไรก็ตาม มวลน้ำสูงสุดยังคงอยู่ในบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา และมีการคาดการณ์ว่าอาจจะต้องใช้เวลารวมถึง 1 เดือนครึ่ง กว่าการระบายน้ำจะเสร็จสมบูรณ์เกือบทั้งหมด ปัจจุบันปริมาณน้ำในทุ่งรับน้ำตอนล่างมีน้ำกว่า 1,300 ล้านลูกบาศก์เมตร
สำหรับสภาพอากาศต่อจากนี้ แม้จะมีสัญญาณของมวลอากาศเย็นที่จะเริ่มเข้ามาแทนที่หลังวันที่ 20 พฤศจิกายน และคาดว่าปริมาณฝนจะค่อย ๆ ลดลง แต่ก็ยังไม่สามารถวางใจได้ เนื่องจากมีความเสี่ยงที่ภาคใต้จะได้รับผลกระทบจากพายุที่อาจเข้า 1-2 ลูกในช่วง 3 เดือนต่อจากนี้ หากมวลอากาศเย็นมาถึงกรุงเทพฯ
ความผันผวนของสภาพภูมิอากาศในปีนี้ นักวิชาการมองว่ามีความผิดพลาดในการคาดการณ์อย่างไม่เคยมีใครรู้ตัวมาก่อน โดยมีการประกาศเข้าสู่ฤดูหนาวไปแล้ว (23ต.ค.68) แต่กลับมีพายุเข้ามา ผลของการประกาศดังกล่าวมีผลกระทบต่อการปฏิบัติงานของหน่วยงานรัฐ เพราะทำให้เกิดการวางใจ และตัดสินใจเก็บน้ำไว้เพื่อรับมือกับภาวะเอลนีโญ หรือภาวะโลกร้อนแล้งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปีถัดไป เมื่อเกิดพายุนอกเหนือการคาดการณ์ จึงต้องมีการบริหารจัดการใหม่
การถอดบทเรียนหลังน้ำท่วมปี 2554 ได้นำไปสู่การสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น ถนนคันกั้นน้ำ และประตูระบายน้ำ ซึ่งใช้เงินงบประมาณจำนวนมากนับตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมา คันกั้นน้ำเหล่านี้สร้างขึ้นเพื่อป้องกันพื้นที่สำคัญ เช่น กรุงเทพมหานคร อย่างไรก็ตาม โครงสร้างนี้ได้สร้างปัญหาความเหลื่อมล้ำและขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน เพราะในขณะที่คันกั้นน้ำ "เอาอยู่" แต่กลับกักน้ำไว้ในพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่ที่อยู่ภายในคันกั้นน้ำเอง ทำให้เกิดน้ำท่วมสูงและท่วมขังเป็นเวลานาน บางพื้นที่ท่วมนานกว่า 2 เดือน
ผู้ที่อยู่ในพื้นที่เหล่านี้ รวมถึงพื้นที่ทุ่งรับน้ำที่ถูกจัดสรรให้เป็นที่พักน้ำ กำลังได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก บางคนต้องเผชิญกับความเสี่ยงในชีวิตประจำวัน เช่น ไฟฟ้า และเด็กนักเรียนขาดโอกาสทางการศึกษา ปัญหาเหล่านี้รุนแรงจนมีแนวโน้มว่าพื้นที่รับน้ำอย่างอยุธยาอาจจะจมถึงหลังคาได้ หากการก่อสร้างคันกั้นน้ำสูงขึ้นเรื่อย ๆ นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องพื้นที่ทุ่งรับน้ำบางส่วนที่ไม่ยินยอมให้นำน้ำเข้าจนเกิดการฟ้องร้อง
ปัญหาความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นเกี่ยวพันกับมิติทางการเมือง โดยนักการเมืองมักใช้ช่วงวิกฤตนี้เป็นโอกาสในการหาคะแนนเสียง ขณะที่นโยบายภาครัฐในทุกชุดรัฐบาลที่ผ่านมามีแนวโน้มชอบใช้เงินเยียวยาแบบไม่มีเงื่อนไขเป็นส่วนใหญ่ โดยมีการจ่ายเงินชดเชยเยียวยา เช่น 9,000 บาทจาก ปภ. ในอัตราเดียวกับทุกคนที่ประสบภัย
นักวิชาการด้านภัยพิบัติระบุว่าการแก้ปัญหาในพื้นที่ทุ่งรับน้ำหรือพื้นที่คันกั้นน้ำต้องไม่เหมือนกัน และการให้เงินชดเชยเยียวยาแบบเดิมนั้นไม่เพียงพอแล้ว เพราะไม่ได้คำนึงถึง "ค่าเสียโอกาส" ที่ประชาชนต้องสูญเสียไปในช่วง 3-4 เดือน นักสิทธิมนุษยชนเสนอให้มีการสร้างเกณฑ์การชดเชยใหม่ และอาจมีการเสนอใช้ "ภาษีน้ำ" ที่เก็บจากกลุ่มคนที่ได้รับการปกป้อง เช่น กรุงเทพฯ เพื่อนำไปชดเชยให้กับผู้ที่ต้องเสียสละพื้นที่รับน้ำ
ขณะที่ในเชิงการจัดการ นักวิชาการมองว่าภัยพิบัติในประเทศไทยยังขาดความแข็งแรงเนื่องจากหน่วยงานรัฐทำงานเป็นแบบต่างคนต่างทำหน้าที่ ขาดคนวิเคราะห์ข้อมูลที่จะคาดการณ์ภัยพิบัติได้อย่างแม่นยำ และท้องถิ่นยังไม่เข้มแข็งพอที่จะรับมือได้ เนื่องจากขาดงบประมาณในการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลน้ำ แม้จะได้รับคำสั่งขอความร่วมมือก็ตาม
ทางออกที่ยั่งยืนคือการปฏิรูปนโยบาย โดยนักวิชาการแนะนำว่า รัฐบาลต้องทุ่มงบประมาณไปที่การป้องกันมากกว่าการเยียวยา เช่นเดียวกับประเทศญี่ปุ่นที่ได้รับผลกระทบน้อยกว่าแม้จะมีภัยพิบัติมาก และต้องมีการจัดตั้งหน่วยงานกลางหน่วยงานเดียวที่รัฐบาลต้องฟัง เพื่อให้มีการสั่งการและปฏิบัติงานอย่างเป็นระบบ นายกรัฐมนตรีควรทำหน้าที่เป็นหัวหน้าในการสั่งการเมื่อเกิดภัยพิบัติ หากยังคงถอดบทเรียนทุกปีแต่ไม่มีการปฏิบัติและแก้ไขอย่างจริงจัง ปัญหาความเดือดร้อนที่เกิดจากน้ำท่วมขังยาวนานและความเหลื่อมล้ำในเรื่องสิทธิมนุษยชนก็จะยังคงดำเนินต่อไป







