วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับประเด็นค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายที่ถูกมองว่ามีราคาสูง ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่จำเป็น เนื่องจากปัญหาหนี้ค่าจ้างเดินรถที่สั่งสมมานาน โดยกล่าวว่า การปรับขึ้นค่าโดยสารเป็นสิ่งสุดท้ายที่ กทม. ต้องการทำ เนื่องจากค่าโดยสารรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายนี้เดิมเป็นโครงการที่รัฐบาลริเริ่ม ก่อนจะโอนให้ กทม. รับผิดชอบและมีการจ้างเอกชนมาเดินรถ โดยปัจจุบัน กทม. มีภาระค่าจ้างเดินรถประมาณ 8,000 ล้านบาทต่อปี แต่ที่ผ่านมา รายได้จากค่าโดยสารเดิม สามารถเก็บได้เพียงประมาณ 2,000 ล้านบาทเท่านั้น ทำให้เกิดภาวะขาดดุลถึง 6,000 ล้านบาท ซึ่งต้องนำเงินภาษีจากพี่น้องประชาชนมาช่วยชดเชย
นายชัชชาติระบุว่า กทม. พยายามทุกวิถีทางในการเจรจาต่อรองแต่ไม่เป็นผลสำเร็จ และศาลก็ได้ยืนยันคำสั่งให้ กทม. ต้องจ่ายเงินในส่วนนี้ ซึ่งการนำเงินภาษีของคนที่ไม่ใช้รถไฟฟ้ามาช่วยชดเชยนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยยุติธรรม นอกจากนี้ ประเด็นที่เคยมีการสอบถามถึงความเป็นไปได้ในการกำหนดราคาโดยสารที่ 25-30 บาทนั้น นายชัชชาติชี้แจงว่า เป็นเงื่อนไขที่มาก่อนหน้าการบริหารงานของ กทม. ชุดปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สัมปทานไข่แดง (ส่วนสัมปทานหลัก) ซึ่งได้กำหนดราคาไว้อย่างชัดเจน
สำหรับการแก้ไขปัญหาในระยะยาว นายชัชชาติกล่าวว่า กทม. เข้าใจถึงความกังวลของสภาคุ้มครองผู้บริโภค และกำลังพยายามหาทางหารายได้ส่วนอื่นมาช่วยชดเชย เช่น รายได้จากค่าเช่าเชิงพาณิชย์ต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากส่วนต่อขยายนั้นออกไปไกล ทำให้มูลค่าเชิงพาณิชย์ของสถานียังไม่สูงนัก
นายชัชชาติได้กล่าวถึงโอกาสในการลดราคาค่าโดยสารในอนาคต หากสัมปทานส่วนไข่แดงหมดลงในปี 2572 เมื่อถึงเวลานั้น กทม. อาจจะได้ไข่แดงกลับคืนมา ซึ่งอาจมีรายได้เพิ่มขึ้นและเปิดโอกาสให้สามารถทบทวนเรื่องค่าโดยสารใหม่ได้
ส่วนในเรื่องการดำเนินการต่อไปจะต้องเข้าสู่กระบวนการภายใต้ พ.ร.บ. ร่วมทุน ซึ่งอาจมีการเจรจาเพื่อรวบสัญญาเดินรถทั้งหมดให้เป็นสัญญาเดียว โดยมีเป้าหมายเพื่อหาเงื่อนไขในการต่อรองให้ค่าเดินรถถูกลง หรืออาจมีการขยายช่วงเวลาสัมปทานออกไป
นอกจากนี้ ในทางรัฐบาลเองก็มีนโยบายที่จะให้ระบบขนส่งทางรางเป็นเจ้าของเดียว (Flagship) เนื่องจากปัจจุบันโครงสร้างราคามีความแตกต่างกัน เพราะรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ มีหลายเจ้าของ ได้แก่ กระทรวงคมนาคม (รฟม. และการรถไฟ) และ กทม. (สายสีเขียว) นายชัชชาติยืนยันว่า กทม. ไม่ได้ยึดติดกับการครอบครองรถไฟฟ้าสายสีเขียว หากรัฐบาล โดยกระทรวงคมนาคม พิจารณาซื้อคืนสัมปทานไปเป็นเจ้าของเดียวและเห็นว่าเป็นประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน กทม. ก็พร้อมที่จะดำเนินการ เนื่องจาก กทม. มีภารกิจหลักอีกมากมายที่ต้องทำ เช่น เรื่องโรงเรียน สาธารณสุข ดูแลผู้สูงอายุ ถนนหนทาง และไฟฟ้าแสงสว่าง
เมื่อถามถึงการใช้จ่ายเงินสะสมของ กทม. เพื่อชำระหนี้ นายชัชชาติยอมรับว่า การใช้เงินสะสมเป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะหากศาลสั่งให้จ่ายค่าดอกเบี้ย จะมีอัตราสูงกว่าดอกเบี้ยที่ กทม. ได้จากการฝากเงิน แม้ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา กทม. จะใช้จ่ายเงินอย่างประหยัดและจำกัดการใช้เงินเท่าที่จำเป็น แต่ก็มีการใช้เงินที่มาจากการออม
นายชัชชาติยืนยันว่า ปัญหาหนี้ในปัจจุบันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตที่ กทม. ต้องรับผิดชอบตามคำสั่ง และเชื่อว่า กทม. มีเงินสะสมเพียงพอในการจ่าย หากจำเป็นต้องชำระ เนื่องจากมีเงินสดที่เก็บไว้ในธนาคารประมาณ 60,000-70,000 ล้านบาท และมีเงินที่กันสำรองไว้ตามกฎหมายด้วย อย่างไรก็ตาม กทม. ต้องใช้เงินด้วยความระมัดระวัง
นายชัชชาติกล่าวว่า หาก กทม. ไม่ต้องจ่ายหนี้ส่วนต่อขยายทั้งหมด ซึ่งรวมแล้วประมาณ 50,000-60,000 ล้านบาท กทม. จะสามารถนำเงินจำนวนมหาศาลนี้ไปทำประโยชน์อย่างอื่นได้อีกมาก และยังได้ฝากไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ช่วยเร่งรัดกระบวนการต่าง ๆ เช่น เรื่อง ป.ป.ช. ที่เคยชี้มูลเรื่องนี้เมื่อ 2 ปีที่แล้ว แต่ยังไม่มีความคืบหน้า
ด้านนายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้กล่าวเสริมถึงตัวเลขค่าใช้จ่ายในปีปัจจุบันว่า ค่าจ้างเดินรถทั้งสิ้นอยู่ที่ 8,600 ล้านบาทต่อปี แม้จะมีการปรับขึ้นค่าโดยสารแล้วก็ตาม คาดการณ์ว่ารายได้ที่ได้มาจะอยู่ที่ประมาณ 4,000 ล้านบาท ดังนั้น กรุงเทพมหานครยังคงต้องสนับสนุนเงินงบประมาณเพื่อชดเชยส่วนที่ขาดทุนอยู่อีก 4,600 ล้านบาท ซึ่งเป็นภาระทางงบประมาณของ กทม. อย่างมาก โดยหลังจากปรับราคาค่าโดยสาร เมื่อวันที่ 1 พ.ย. ที่ผ่านมา พบว่าจำนวนผู้โดยสารเฉพาะส่วนต่อขยายลดลง 7% หรือประมาณ 17,500 คน/เที่ยว/วัน จากเดิมที่มีผู้โดยสารใช้บริการ 250,000 คน/เที่ยว/วัน ส่วนผู้โดยสารที่เดินทางจากส่วนต่อขยาย เข้าสู่เส้นสัญญาสัมปทาน ไม่ได้ลดลง รายได้ภาพรวมเพิ่มขึ้น 50%
ทั้งนี้ กทม.ต้อง ปรับโครงสร้างค่าโดยสารใหม่ มาเป็นค่าโดยสารตามระยะทาง (Distance Fare) เพื่อรักษาความมั่นคงของระบบขนส่งมวลชนในระยะยาว ขณะเดียวกัน กทม.เห็นใจประชาชนที่ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น แต่ขณะนี้รัฐบาล มีโครงการคนละครึ่ง พลัส สามารถใช้ลดราคาค่าโดยสาร อาจจะบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชนในระดับหนึ่ง ระหว่างนี้ กทม.พยายามหารือรัฐบาลในเรื่องดังกล่าวแล้ว อย่างไรก็ตามคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติต่ออายุลดราคาค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีแดง และสายสีม่วง 20 บาท เหลือเพียงสายสีเขียว จึงต้องดูนโยบายรัฐบาลต่อไป








