ข่าวคุณภาพชีวิต

แผ่นดินร่ำไห้ บันทึกความภักดี พสกนิกรส่งเสด็จฯ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สู่พระบรมมหาราชวัง

แชร์ข่าว

นับเป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของปวงชนชาวไทย เมื่อสำนักพระราชวังได้เผยแพร่ประกาศอันนำมาซึ่งความโศกเศร้าอย่างที่สุดว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้เสด็จสวรรคตแล้ว เมื่อวันศุกร์ที่ 24 ตุลาคม พุทธศักราช 2568 เวลา 21 นาฬิกา 21 นาที ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ด้วยพระอาการสงบ สิริพระชนมพรรษาปีที่ 93

ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความอาลัยทั่วทั้งแผ่นดิน ในวันนี้ (26 ตุลาคม พ.ศ. 2568) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ได้เสด็จพระราชดำเนินไปอัญเชิญพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ไปยังพระบรมมหาราชวัง เพื่อทรงประกอบพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลตามโบราณราชประเพณี

คลื่นพสกนิกรหลั่งไหล ส่งเสด็จฯ ตลอดเส้นทาง 10 กิโลเมตร

ตั้งแต่เวลา 14.00 น. พสกนิกรในชุดสุภาพไว้ทุกข์สีดำจำนวนมาก ได้ทยอยเดินทางมาจับจองพื้นที่ตลอดสองฟากฝั่งเส้นทางที่ขบวนอัญเชิญพระบรมศพจะเคลื่อนผ่าน เพื่อเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ และร่วมส่งเสด็จฯ แม่ของแผ่นดิน เป็นครั้งสุดท้าย

เส้นทางการอัญเชิญพระบรมศพในครั้งนี้ มีระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร โดยเริ่มต้นจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนอังรีดูนังต์ จากนั้นเลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนพระรามที่ 4 มุ่งหน้าแยกสามย่าน ก่อนเลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนพญาไท เมื่อถึงแยกพญาไท จึงเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนศรีอยุธยา จากนั้นเลี้ยวซ้ายอีกครั้งเข้าสู่ถนนราชดำเนิน มุ่งหน้าสู่ถนนหน้าพระลาน และเข้าสู่พระบรมมหาราชวังทางประตูวิเศษไชยศรี

ขณะที่ขบวนอัญเชิญพระบรมศพเคลื่อนผ่านพื้นที่ท้องสนามหลวง ภาพที่ปรากฏคือความสงบนิ่ง ประชาชนที่มาเฝ้ารอต่างพนมมือตั้งจิตอธิษฐานน้อมส่งเสด็จฯ โดยไม่เปล่งเสียงใด ๆ มีเพียงน้ำตาแห่งความอาลัย จนกระทั่งขบวนอัญเชิญพระบรมศพเข้าสู่ประตูวิเศษไชยศรี พระบรมมหาราชวัง

ทุกภาคส่วนร่วมอำนวยความสะดวกประชาชน

เพื่อรองรับประชาชนที่เดินทางมาร่วมถวายความอาลัย กระทรวงคมนาคม ได้อำนวยความสะดวกในการเดินทางเข้าร่วมถวายน้ำสรงพระบรมศพ ณ ศาลาสหทัยสมาคม พระบรมมหาราชวัง โดยจัดเดินรถในเส้นทางปกติ 18 เส้นทาง, รถโดยสาร Shuttle Bus (บริการฟรี) เชื่อมต่อสถานีรถไฟฟ้า 6 เส้นทาง และเชื่อมต่อสถานีขนส่งอีก 8 เส้นทาง โดยให้บริการตั้งแต่เวลา 08.00 – 20.00 น. หรือจนกว่าประชาชนจะออกจากพื้นที่จนหมด

ขณะที่ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดที่เกี่ยวข้อง บูรณาการจัดระเบียบพื้นที่ ดูแลความสะอาด ความปลอดภัย การจราจร และการให้บริการประชาชนให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย พร้อมเตรียมความพร้อมด้านสาธารณูปโภค จัดตั้งจุดบริการประชาชน ทีมแพทย์ และเจ้าหน้าที่กู้ชีพฉุกเฉินประจำพื้นที่ เพื่อให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที โดย กทม. ยืนยันว่าจะดำเนินการอย่างเต็มกำลัง เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย สมพระเกียรติ และแสดงออกถึงความจงรักภักดีอย่างสูงสุด

สำหรับการถวายน้ำสรงพระบรมศพ ณ ศาลาสหทัยสมาคม พระบรมมหาราชวัง ได้เปิดให้ประชาชนเข้าถวายน้ำสรงพระบรมศพตั้งแต่เวลา 08.30-12.00 น. โดยเมื่อเวลา 10.00 น. มีรายงานว่ามีประชาชนเดินทางมาถวายน้ำสรงพระบรมศพแล้วประมาณ 2,500 คน

เสียงสะท้อนจากพสกนิกร "รักพระองค์ท่านที่สุด"

ท่ามกลางคลื่นมหาชนผู้จงรักภักดี ได้มีเสียงสะท้อนจากหัวใจของประชาชนที่มาร่วมส่งเสด็จฯ ซึ่งเต็มเปี่ยมไปด้วยความผูกพันและพระมหากรุณาธิคุณที่พวกเขามิอาจลืมเลือน

"หายป่วยมะเร็งเพราะบารมีพระองค์ท่าน"

นางสาวบุปผา นิ่มหนู วัย 51 ปี อาชีพค้าขาย เล่าว่า เธอเดินทางออกจากบ้านย่านลาดพร้าวด้วยรถเมล์ตั้งแต่ 6 โมงเช้า เพื่อตั้งใจมารอรับพระบรมศพของพระองค์ท่านโดยเฉพาะ เมื่อทราบข่าวการสวรรคตเมื่อคืนที่ผ่านมา คุณบุปผายอมรับว่าเสียใจมากจนนอนไม่หลับ เพราะรักพระองค์ท่านเป็นที่สุด แม้ร่างกายจะเพิ่งฟื้นตัวจากการรักษาโรคมะเร็ง แต่ความรู้สึกที่ว่าตนเองแข็งแรงแล้ว คือแรงผลักดันให้ต้องลุกขึ้นมาส่งเสด็จฯ ให้ได้

คุณบุปผาเล่าถึงความผูกพันที่เกิดขึ้นเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ขณะที่เธอต้องเข้ารับการผ่าตัดมะเร็ง และรักษาตัวอยู่ที่อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ในชั้น 17 เธอกล่าวว่า ก่อนการผ่าตัด ทราบข่าวจากพยาบาลว่าพระองค์ท่านประทับอยู่ชั้นด้านบน จึงได้อธิษฐานขอพึ่งบารมีให้หายป่วย

"วันนี้ร่างกายแข็งแรงแล้ว เชื้อสงบ ได้รับบารมีของพระองค์ท่านปกป้อง ทำให้หายป่วยจากมะเร็ง นี่คือเรื่องที่เจอกับตัว" คุณบุปผายืนยันด้วยความเชื่อมั่น เธอตั้งใจว่าจะอยู่จนเสร็จพิธี และจะติดตามงานพระราชพิธีไปตลอดทั้งปีหากสุขภาพยังแข็งแรงดี เธอยังเล่าด้วยว่า ในพระราชพิธีของรัชกาลที่ 9 ตนเองไม่สามารถมาร่วมได้ เพราะกำลังป่วยติดเตียงรักษาตัวจากมะเร็ง แต่ก็ได้เฝ้าติดตามข่าวทางโทรทัศน์ตลอดเวลา

"อยากให้ฟื้นวิชาประวัติศาสตร์-ศีลธรรม"

นางสาวอนัตตา ภูศรี วัยย่างเข้า 70 ปี สะท้อนความรู้สึกว่า การเดินทางมาในวันนี้เป็นเพราะความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผูกพันมาตั้งแต่จำความได้ พระราชกรณียกิจที่ได้เห็นมานานคือ ทั้งพ่อหลวงและแม่หลวงทรงงานทุกพระองค์ ทรงทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อประชาชน และสิ่งที่ทั้งสองพระองค์ทรงทำไว้นั้น ยังคงฝังลึกอยู่ในใจประชาชนและทำให้แผ่นดินเจริญก้าวหน้า ในฐานะผู้ที่ผูกพันกับสถาบันฯ ปัจจุบันเธอใช้เวลาในการสอนเด็ก ๆ รุ่นใหม่ให้รู้จักพ่อหลวงและแม่หลวง รัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10 แม้เด็กเล็กอาจจะไม่เข้าใจคำว่าสวรรคต เธอก็จะอธิบายง่าย ๆ ว่าท่านพักผ่อนอยู่

คุณอนัตตาแสดงความปรารถนาอย่างยิ่งว่า อยากให้วิชาประวัติศาสตร์ วิชาศีลธรรม และวิชาสังคมของไทย ได้กลับมาบรรจุในการเรียนการสอนอีกครั้ง เพื่อให้เด็กรุ่นใหม่ได้รับรู้เรื่องราวความดีงามเหล่านี้ และเพื่อรักษาประเทศชาติให้ยั่งยืนต่อไป

"ถ้าพระองค์ไม่ดีจริง ไม่มาถึงขั้นนี้"

นายวิทยา ใจกว้าง อายุ 72 ปี ซึ่งเดินทางมาถึงสนามหลวงตั้งแต่ช่วงเที่ยง แม้จะมีปัญหาเรื่องสุขภาพ ขาไม่ดี ต้องใช้ไม้เท้าช่วยพยุง แต่ก็ยืนยันว่าต้องมาให้ได้ เพราะถือเป็นโอกาสสุดท้าย

คุณวิทยาเล่าถึงวินาทีที่ทราบข่าวการสวรรคตจากลูกหลานว่า ใจหาย พูดอะไรไม่ถูก อึ้งและตันไปหมด ตอนแรกตนไม่เชื่อข่าวในโซเชียลมีเดีย จนกระทั่งรีบเปิดโทรทัศน์ แม้ผู้ประกาศจะยังไม่ได้รายงาน แต่ภาพที่เห็นคือผู้ประกาศข่าวทุกคนใส่ชุดดำและฉากหลังเป็นสีดำทั้งหมด จึงทำให้มั่นใจว่าเป็นความจริง

ชายสูงวัยผู้นี้ได้แสดงความเห็นเพื่อปกป้องสถาบันฯ โดยยืนยันว่า "ถ้าหากว่าพระองค์ไม่ดีจริง ไม่มาถึงขั้นนี้หรอก" เขากล่าวว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา ไม่เคยเห็นพระองค์ไปทำอะไรให้ประชาชนเดือดร้อน มีแต่เสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่หาแหล่งที่มาไม่ได้ พร้อมย้ำเตือนให้ดูการทรงงานว่า พระองค์เคยเสด็จฯ ไปทั่วประเทศ ไม่ว่าจะลุยน้ำ ลุยโคลน ตากฝน หรือทำนา แสดงให้เห็นถึงการทรงงานอย่างหนักเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง