เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2568 นายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยว่า กทม. เตรียมปรับโครงสร้างอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวในส่วนต่อขยายทั้ง 3 ช่วง ได้แก่ หมอชิต–คูคต, บางจาก–สมุทรปราการ และโพธิ์นิมิตร–บางหว้า โดยจะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป
ปัจจุบัน กทม. เป็นผู้ดูแลการเดินรถในเส้นทางส่วนต่อขยายรวม 36 สถานี ระยะทางกว่า 44 กิโลเมตร การปรับโครงสร้างครั้งนี้เปลี่ยนจากระบบเดิม “15 บาทตลอดสาย” มาเป็น “ค่าโดยสารตามระยะทาง” (Distance Fare) เพื่อสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของการให้บริการ และรักษาความมั่นคงทางการเงินของระบบขนส่งมวลชนในระยะยาว
อัตราใหม่เริ่มต้นที่ 17 บาท และเพิ่มตามระยะทางสูงสุดไม่เกิน 45 บาท ส่วนผู้โดยสารที่เดินทางข้ามช่วงระหว่างส่วนสัมปทานเดิมและส่วนต่อขยาย ค่าโดยสารรวมสูงสุดไม่เกิน 65 บาท (เพิ่มขึ้นเพียง 3 บาทจากปัจจุบัน) ซึ่งยังถือว่าต่ำกว่าค่าโดยสารเฉลี่ยของระบบรถไฟฟ้าในเมืองใหญ่ทั่วโลก
ที่ผ่านมา กทม. เรียกเก็บค่าโดยสารส่วนต่อขยายเพียง 15 บาทตลอดสาย ซึ่งไม่สอดคล้องกับต้นทุนจริง ทำให้ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายและใช้งบประมาณสนับสนุนชดเชยส่วนต่างปีละกว่า 6,000 ล้านบาท ขณะที่รายได้จากการเดินรถในส่วนต่อขยายมีเพียงราว 2,400 ล้านบาทต่อปี แต่มีรายจ่ายรวมสูงถึง 9,012 ล้านบาท ส่งผลให้การปรับอัตราค่าโดยสารในครั้งนี้เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้ระบบรถไฟฟ้าของเมืองดำเนินการได้อย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ กทม. ยืนยันว่าได้คำนึงถึงผลกระทบของประชาชน โดยจัดมาตรการบรรเทาและช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม ได้แก่ เด็กและนักศึกษา (อายุไม่เกิน 23 ปี) ลดค่าโดยสาร 30% และผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) ลดค่าโดยสาร 50% กลุ่มที่ได้รับผลกระทบหลักคือผู้โดยสารที่เดินทางเฉพาะในส่วนต่อขยาย ซึ่งค่าโดยสารจะเพิ่มขึ้น 2–30 บาทตามระยะทาง ส่วนผู้โดยสารที่ใช้เฉพาะส่วนสัมปทานเดิมจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง
กทม. ยืนยันว่าจะดำเนินการอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้เป็นภาระเกินสมควรต่อประชาชน พร้อมรักษามาตรฐานการให้บริการให้มีความสะดวก ปลอดภัย และคุ้มค่า ตามหลักการของระบบขนส่งมวลชนสมัยใหม่
#BTS #รถไฟฟ้าสายสีเขียว #ขึ้นค่าโดยสารBTS #กทม #ค่าโดยสารใหม่BTS #ข่าวเศรษฐกิจ #ขนส่งมวลชน #ข่าววันนี้ #ข่าวด่วน #ข่าวออนไลน์








