"วุฒิสภา" เดินหน้าเร่งเครื่องเศรษฐกิจสีเขียว ลงพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ศึกษานวัตกรรมแห่งอนาคต หนุนงานวิจัยแปรรูปขมิ้นชันเพิ่มมูลค่าพุ่งลิตรละ 33,000 บาท พร้อมติดตามความสำเร็จโรงไฟฟ้าชีวมวลและขยะชุมชนต้นแบบ เปลี่ยนของเหลือใช้ภาคเกษตรเป็นพลังงานสะอาด สร้างรายได้หมุนเวียนและเสริมสร้างความยั่งยืนให้ท้องถิ่น
เมื่อวันที่ 4 - 5 มิถุนายน 2569 คณะอนุกรรมการเสริมสร้าง ขับเคลื่อน และติดตามการดำเนินงานด้านวิจัยและพัฒนา ในคณะกรรมการวิจัยและพัฒนาของวุฒิสภา นำโดย นายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา คนที่สอง ในฐานะที่ปรึกษาคณะอนุกรรมการฯ และ นายชิบ จิตนิยม ประธานอนุกรรมการฯ พร้อมด้วยคณะอนุกรรมการฯ ได้ลงพื้นที่ศึกษาดูงานและประชุมหารือร่วมกับสถาบันการศึกษาและภาคเอกชนรายใหญ่ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ภายใต้ "โครงการเชื่อมโยงข้อมูลผลงานด้านวิชาการและงานวิจัย" เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือและนำนวัตกรรมไปต่อยอดสู่กระบวนการนิติบัญญัติระดับชาติ
ในการลงพื้นที่จุดแรก คณะอนุกรรมการฯ ได้ร่วมประชุมหารือกับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เสน่ห์ บุญกำเนิด รองอธิการบดีฝ่ายกิจการสภามหาวิทยาลัย และคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี (มรภ.สุราษฎร์ธานี) เพื่อรับฟังบทบาทของมหาวิทยาลัยในการขับเคลื่อนงานวิจัยพัฒนาพื้นที่
นายชิบ จิตนิยม ประธานอนุกรรมการฯ เปิดเผยว่า มรภ.สุราษฎร์ธานี มีผลงานวิจัยเชิงประจักษ์กว่า 300 ชิ้นในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ไฮไลต์สำคัญคือนวัตกรรมการสกัดน้ำมันหอมระเหยจาก "ขมิ้นชัน" ที่สามารถเปลี่ยนมูลค่าวัตถุดิบจากกิโลกรัมละ 25 บาท ให้กลายเป็นน้ำมันหอมระเหยมูลค่าสูงถึงลิตรละ 33,000 บาท ซึ่งช่วยสร้างรายได้มหาศาลแก่เกษตรกรในพื้นที่
นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยอาหารแห่งอนาคต (Future Food) จาก "แมงพลัด" ซึ่งเป็นแมลงท้องถิ่น ตลอดจนการสร้างนวัตกรรมเชิงสังคมผ่านหลักสูตรระยะสั้นเพื่อปั้น "วิศวกรสังคม" (นักคิด นักประสาน นักสื่อสาร นักนวัตกร) แกนนำสำคัญในการพัฒนาชุมชน ก่อนที่คณะผู้แทนมหาวิทยาลัยจะนำคณะอนุกรรมการฯ เยี่ยมชมสถานีจัดการขยะเพื่อดูระบบผลิตก๊าซชีวภาพจากขยะอินทรีย์ และการผลิตไฟฟ้าจากระบบโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) ภายในมหาวิทยาลัย
ด้าน นายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา กล่าวชื่นชมว่า พัฒนาการแบบก้าวกระโดดของ มรภ.สุราษฎร์ธานี สะท้อนให้เห็นว่า การหลอมรวมองค์ความรู้เชิงพื้นที่เข้ากับกระบวนการนิติบัญญัติ จะช่วยยกระดับงานวิจัยกฎหมายให้เฉียบคม ใช้งานได้จริง และเป็นสะพานเชื่อมความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นสู่สภาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จากนั้น คณะอนุกรรมการฯ ได้เดินทางไปศึกษาดูงานต่อ ณ บริษัท ท่าฉาง กรีน เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ TGE ณ อำเภอท่าฉาง โดยมี นายสืบตระกูล บินเทพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และคณะผู้บริหารร่วมให้การต้อนรับ
นายสืบตระกูล กล่าวว่า TGE ประกอบธุรกิจผลิตกระแสไฟฟ้าจากชีวมวลและขยะชุมชน รวมถึงบริหารจัดการโรงไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพ โดยมุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรและของเสียในชุมชน ปัจจุบันกลุ่มบริษัทฯ มีกำลังการผลิตติดตั้งรวมทั้งหมด 83.5 เมกะวัตต์ (MW) แบ่งเป็น กลุ่มธุรกิจพลังงานไฟฟ้าจากขยะชุมชน: 46.8 เมกะวัตต์ กลุ่มธุรกิจพลังงานไฟฟ้าจากชีวมวล: 29.7 เมกะวัตต์ กลุ่มธุรกิจบริหารจัดการโรงไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพ: (ดำเนินงานโดย บริษัท ท่าฉาง ไบโอแก๊ส จำกัด หรือ TBG) มีกำลังการผลิตติดตั้ง 7 เมกะวัตต์
นอกจากนี้คณะอนุกรรมการฯ ได้เข้าเยี่ยมชมพื้นที่กระบวนการผลิต ซึ่งใช้ของเหลือใช้จากต้นปาล์มและเศษผลปาล์มที่เป็นขยะในพื้นที่มาแปรรูปเป็นกระแสไฟฟ้า โดยโมเดลโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาดเล็ก (กำลังการผลิตต่อแห่งไม่เกิน 10 เมกะวัตต์) นี้ สามารถจ่ายไฟฟ้าใช้ประโยชน์ได้ครอบคลุมทั้งอำเภอท่าฉาง และจ่ายเข้าสู่ระบบของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ปัจจุบันในพื้นที่อำเภอท่าฉางมีโรงงานรวมกันถึง 9 โรงงาน และมีแผนขยายเพิ่มในจังหวัดอื่นๆ อีก 5 แห่ง เช่น จังหวัดชุมพร และจังหวัดสระแก้ว นอกจากนี้ TGE ยังมีความโดดเด่นในฐานะองค์กรสีเขียวที่มีคาร์บอนเครดิตสะสมรวมกว่า 4 แสนตัน เป็นสิ่งยืนยันความสำเร็จที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง
นายชิบ จิตนิยม กล่าวทิ้งท้ายว่า ธุรกิจเปลี่ยนขยะเป็นพลังงานกำลังเป็นแนวโน้ม (เทรนด์) ระดับโลก ในอนาคตคาดว่าจะเกิดเทรนด์ "การแย่งขยะ" เนื่องจากผู้คนหันมาเปลี่ยนขยะให้เป็นเงินทองและพลังงาน
"คณะอนุกรรมการฯ จะนำองค์ความรู้ ข้อมูลเชิงลึก และนวัตกรรมที่ได้รับจากการศึกษาดูงานในครั้งนี้ ไปขับเคลื่อนและสนับสนุนงานด้านวิชาการและการวิจัยของวุฒิสภา เพื่อประโยชน์สูงสุดในการตรากฎหมายและการพัฒนาโครงสร้างเศรษฐกิจสีเขียวของประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป" นายชิบ กล่าว








