โลกเผชิญปัญหาสังคมสูงวัย ! ชี้ ไทยเข้าสู่งสังคมสูงวัยสมบูรณ์ ผู้สูงอายุทะลุ 14 ล้านคน ห่วงผู้ป่วยระยะประคับประคองล้นโรงพยาบาล สสส. ผนึกกำลังภาคีเครือข่ายสุขภาวะทางปัญญา-นักวิชาการไทยและนานาชาติ วงประชุม “PMAC 2026” ระดมความคิด ออกแบบระบบ-นโยบาย “การอยู่ดี ตายดี” ที่ทุกคนเข้าถึงได้ เสนอใช้พลังชุมชน-สังคม รับมือสังคมสูงวัยอย่างยั่งยืน
วันที่ 1 ก.พ.2569 นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวในเวทีประชุมข้างเคียงของการ ประชุมนานาชาติรางวัลเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2569 (Prince Mahidol Awards Conference หรือ PMAC 2026) ในหัวข้อ “เมื่อสังคมสูงวัย: การออกแบบระบบสุขภาพที่เคารพต่อชีวิต ความตาย ความหมาย และมิติด้านจิตวิญญาณของการดูแล” ว่า ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญปัญหาอัตราการเกิดที่ลดลง ขณะที่จำนวนประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับไทยที่ได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์ โดยมีประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้น 20% ของประชากรทั้งหมด หรือราว 14 ล้านคน ส่งผลให้มีผู้สูงอายุที่เป็นผู้ป่วยด้วยโรคประจำตัวและโรคเรื้อรังในระยะประคับประคองเพิ่มขึ้น สสส. มุ่งส่งเสริมให้ประชาชนมีสุขภาวะดีทั้ง 4 มิติ ตั้งแต่เกิดจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต จึงสานพลังภาคีเครือข่ายสุขภาวะทางปัญญา เปิดพื้นที่ให้เครือข่ายผู้ปฏิบัติงานด้านการตายดี สุขภาวะทางปัญญา และระบบดูแลผู้สูงอายุทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ได้ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แนวคิด และแนวทางการพัฒนานโยบาย ตลอดจนร่วมกันออกแบบระบบการตายดีที่มีสุขภาวะทางปัญญา ให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบสุขภาพในสังคมผู้สูงวัย เพื่อให้การอยู่ดีและการตายดีเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม
“การประชุมเชิงปฏิบัติการประเด็นการออกแบบระบบสุขภาพที่เคารพต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในครั้งนี้ คือการถอดบทเรียนกระบวนการดูแลสุขภาพทั้งด้านร่างกายและจิตใจของผู้ป่วยระยะท้าย ผู้ดูแล และครอบครัวโดยมีประเด็นที่สำคัญ 3 ด้าน 1.สร้างความเสมอภาคในการดูแลระยะท้าย โดยออกแบบระบบสุขภาพที่คนยากจนและประชากรกลุ่มเปราะบางมีโอกาสในการเลือกที่จะอยู่ดีและตายดีได้อย่างมีศักดิ์ศรีเช่นเดียวกับทุกคน 2.สร้างระบบความตายที่เอื้ออาทร ออกแบบระบบการตายดีโดยต้องไม่ถูกจำกัดอยู่เพียงแค่ในโรงพยาบาล แต่ต้องสนับสนุนให้ครอบครัวและชุมชน มีองค์ความรู้เรื่องการตายดี เพื่อสร้างให้เกิดการใส่ใจดูแลกันและกันในชุมชน และหนุนเสริมการทำงานระบบสาธารณสุขอย่างเป็นระบบ 3.สร้างค่านิยมในการให้เกียรติมิติด้านจิตวิญญาณในระยะท้าย ต้องบูรณาการการดูแลจิตวิญญาณเข้าไปในหัวใจของระบบสุขภาพ เพื่อให้เกียรติต่อความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง” ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าว
รศ.ดร.เคอร์รี นูนัน ผู้ก่อตั้ง Death Literacy Institute และรศ.พิเศษ สาขาสาธารณสุข ด้านการดูแลประคับประคอง มหาวิทยาลัยลาโทรป ออสเตรเลีย กล่าวว่า ปัจจุบันมนุษย์เรียนรู้เรื่องการรับมือกับความตาย จากประสบการณ์จริงเมื่อมีคนใกล้ชิดในครอบครัวเสียชีวิต ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่ขาดการเตรียมตัวรับมือกับเหตุการณ์ล่วงหน้า ดังนั้น หน่วยงานสาธารณสุขและชุมชน จึงต้องสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการรู้เท่าทันความตายและรับมือกับสถานการณ์การสูญเสียชีวิตของสมาชิกในครอบครัวและคนในชุมชนอย่างเป็นกระบวนการ เพราะความตายและวาระสุดท้ายของชีวิตไม่ได้เกี่ยวข้องแค่กับผู้ที่เสียชีวิตจากไปเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงครอบครัว ผู้ดูแล บุคลากรทางการแพทย์ บุคลากรวิชาชีพที่มีหน้าที่รับผิดชอบกิจกรรมและกิจการต่างๆ ในวาระสุดท้ายของชีวิตด้วย
น.ส.วรรณา จารุสมบูรณ์ ผู้จัดการโครงการเมืองกรุณาเพื่อการอยู่และตายดี กลุ่ม Peaceful Death กล่าวว่า การสร้างความตระหนักรู้ด้านการรู้เท่าทันความตาย และการส่งเสริมความรู้ในการดูแลผู้ป่วยระยะประคับประคอง ให้แก่ผู้ดูแลและครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญมาก ระบบสาธารณสุขและการให้ความรู้ทางการสาธารณสุขในปัจจุบันควรต้องส่งเสริมและพัฒนาระบบเพื่อส่งเสริมสุขภาวะที่ช่วยให้ทุกคนสามารถเข้าถึงการตายดีได้อย่างทั่วถึง ซึ่งเป็นความจำเป็นทั้งสำหรับบุคคล ชุมชน และสังคม
นางจารุปภา วะสี ผู้อำนวยการศูนย์ความรู้และประสานงานสุขภาวะทางปัญญา กล่าวว่า ศูนย์ความรู้และประสานงานสุขภาวะทางปัญญา ร่วมกับ สสส. นำประเด็น “Good death หรือการตายดี” มาเป็นโจทย์สำคัญในการหารือด้านการเตรียมความพร้อมเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของการประชุม PMAC ประจำปี 2569 เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาระบบสาธารณสุขที่ทุกคนสามารถเข้าถึงการตายดีได้ ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องมีความเข้าใจ เคารพศักดิ์ศรี และสิทธิในการตัดสินใจของทุกคนที่ต่างก็เป็นเจ้าของชีวิตของตนเอง เพราะการได้ตายอย่างดีควรเป็นสิทธิมนุษยชนพื้นฐานสำหรับทุกคนโดยเท่าเทียมและทั่วถึง นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดแสดงนิทรรศการ Pause Space by สติ Space พื้นที่ที่ชวนทุกคนได้กลับมาทบทวนหัวใจของตัวเอง ท่ามกลางการทำงานและความเร่งรีบในการใช้ชีวิตประจำวัน เปิดโอกาสให้สังเกตลมหายใจ ร่างกาย ความคิด และความรู้สึกของตัวเองโดยไม่ต้องตัดสิน ซึ่งการกลับมาอยู่กับปัจจุบันจะช่วยให้เกิดการรับรู้คุณค่าในตัวเองและใช้ชีวิตได้อย่างมีสติและเข้มแข็ง








