มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดตัวโครงการ KURU KUSA ใช้เทคโนโลยี AI รวบรวม ถ่ายทอด และต่อยอดองค์ความรู้จากผู้ทรงคุณวุฒิและคณาจารย์อาวุโส สร้างวัฒนธรรมแห่งการส่งต่อมรดกปัญญา เชื่อมศาสตร์แห่งแผ่นดินสู่คนรุ่นใหม่ พร้อมพัฒนา AI Knowledge Transfer Kit ต้นแบบคลังปัญญาของมหาวิทยาลัย
วันที่ 17 ก.ค.69 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เดินหน้าสร้าง “วัฒนธรรมแห่งการส่งต่อมรดกปัญญา” เปิดตัวโครงการ KURU KUSA เชื่อมศาสตร์แห่งแผ่นดิน สู่มรดกปัญญาแห่งอนาคต เพื่อส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นเครื่องมือในการรวบรวม ถ่ายทอด และต่อยอดองค์ความรู้จากผู้ทรงคุณวุฒิและคณาจารย์อาวุโสของมหาวิทยาลัย พร้อมขับเคลื่อนการจัดการองค์ความรู้ในรูปแบบใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับคุณค่าของประสบการณ์ ภูมิปัญญา และศาสตร์แห่งแผ่นดิน เพื่อส่งต่อสู่คนรุ่นใหม่และสังคมอย่างยั่งยืน โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิ และคณาจารย์อาวุโสของมหาวิทยาลัย อาทิ ศ.ดร.ธีระ สูตะบุตร รศ.ดร.วิโรจ อิ่มพิทักษ์ ศ.เกียรติคุณ ดร.พีระศักดิ์ ศรีนิเวศ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร มก. เข้าร่วมเปิดตัวโครงการอย่างอบอุ่น ณ ห้องประชุมธีระ สูตะบุตร อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
โอกาสนี้ ผศ.น.สพ.ดร.คงศักดิ์ เที่ยงธรรม รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้เกียรติเป็นประธานเปิดโครงการ พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษ “ วิสัยทัศน์ Kasetsart Digital University กับการสืบทอดมรดกปัญญาแห่วแผ่นดินโดยเน้นย้ำว่า การเป็นมหาวิทยาลัยดิจิทัลมิได้หมายถึงการนำเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่ผู้คน หากแต่เป็นการนำเทคโนโลยีมาเสริมพลังการเรียนรู้ และสร้างโอกาสให้ภูมิปัญญาที่สั่งสมจากประสบการณ์ของคณาจารย์และผู้ทรงคุณวุฒิ ได้รับการธำรงรักษา ถ่ายทอด และต่อยอดไปสู่คนรุ่นต่อไปอย่างเป็นระบบ
โครงการ KURU KUSA เกิดขึ้นจากความตระหนักว่า องค์ความรู้ที่ทรงคุณค่าที่สุดของมหาวิทยาลัยจำนวนมาก ที่เรียกว่า “ศาสตร์แห่งแผ่นดิน” นั้น มิได้อยู่เพียงในตำรา งานวิจัย หรือฐานข้อมูล หากแต่อยู่ในประสบการณ์ วิธีคิด และบทเรียนที่คณาจารย์และผู้ทรงคุณวุฒิสั่งสมจากการทำงานตลอดชีวิต ซึ่งถือเป็น “มรดกปัญญา” อันทรงคุณค่าของมหาวิทยาลัย หากไม่ได้รับการรวบรวมและถ่ายทอดอย่างเหมาะสม อาจสูญหายไปพร้อมกับกาลเวลา
ภายใต้แนวคิดดังกล่าว AI จึงได้รับการออกแบบบทบาทให้เป็น “ผู้ช่วย” ในการบันทึก จัดระบบ และแปลงองค์ความรู้จากประสบการณ์ของผู้ทรงคุณวุฒิ ให้สามารถถ่ายทอดออกมาในรูปแบบที่คนรุ่นใหม่เข้าถึงและเรียนรู้ได้ง่ายขึ้น โดยยังคงรักษาแก่นของภูมิปัญญาและบริบทของประสบการณ์ไว้อย่างครบถ้วน
ภายในงาน มีการเสวนาพิเศษในหัวข้อ “เชื่อมช่องว่างระหว่างวัย : ส่งต่อศาสตร์แห่งแผ่นดินสู่ Gen Z ด้วย AI” ผู้เสวนา ได้แก่ รศ.ดร.วิโรจ อิ่มพิทักษ์ ที่ปรึกษาโครงการ รศ.ยืน ภู่วรวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีดิจิทัล และ รศ.ดร.อนันต์ ผลเพิ่ม รองอธิการบดีฝ่ายเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ ทั้งนี้ ผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสาขาได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับคุณค่าของประสบการณ์ บทบาทของครูในยุคดิจิทัล และการประยุกต์ใช้ AI เพื่อสนับสนุนการถ่ายทอดองค์ความรู้ โดยต่างเห็นพ้องว่า แม้เทคโนโลยีจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่คุณค่าของประสบการณ์จากผู้คนยังคงเป็นรากฐานสำคัญของการเรียนรู้ และ AI จะสามารถสร้างคุณค่าได้อย่างแท้จริง ก็ต่อเมื่อทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสนับสนุนการส่งต่อภูมิปัญญาของมนุษย์
บรรยากาศตลอดการจัดงานเป็นไปอย่างอบอุ่นและเปี่ยมด้วยการมีส่วนร่วม ผู้ทรงคุณวุฒิและคณาจารย์อาวุโสเปิดใจแลกเปลี่ยนประสบการณ์อย่างเป็นกันเอง พร้อมร่วมเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีในบรรยากาศที่เป็นมิตร สะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมในการก้าวเดินไปด้วยกันระหว่างองค์ความรู้ดั้งเดิมและนวัตกรรมดิจิทัล
โครงการจะต่อยอดสู่กิจกรรมเชิงปฏิบัติการในวันที่ 22–23 กรกฎาคม เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ (Learning by Doing) ร่วมกับทีมพี่เลี้ยง และร่วมกันพัฒนา AI Knowledge Transfer Kit ต้นแบบการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่สามารถขยายผลสู่การจัดการคลังปัญญาของมหาวิทยาลัยในระยะยาว
การดำเนินงานครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในการขับเคลื่อนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อประโยชน์ของการศึกษา โดยมีเป้าหมายสำคัญมิใช่เพียงการพัฒนาทักษะด้าน AI หากแต่เป็นการสร้าง “วัฒนธรรมแห่งการส่งต่อมรดกปัญญา” เพื่อให้ประสบการณ์และภูมิปัญญาที่ทรงคุณค่าของผู้คน ได้รับการสืบทอดจากคนรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่งอย่างต่อเนื่อง อันจะนำไปสู่การธำรงรักษา “ศาสตร์แห่งแผ่นดิน” ให้ยังคงมีชีวิตและสร้างคุณูปการต่อสังคมไทยสืบไป ดำเนินโครงการโดย สำนักบริการคอมพิวเตอร์ มก. ร่วมกับ สำนักหอสมุด สำนักบริหารการศึกษา สถานีวิทยุกระจายเสียงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ชมรม มก.อาวุโส








