ดร. งามประวัณ เอ้สมนึก คณบดีบดีโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต นำเสนอบทความเรื่อง “การสอนกฎหมายในยุคควอนตัม” ความว่า การศึกษากฎหมายเผชิญความท้าทายครั้งสำคัญ เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคที่ปัญหาสังคมมีความซับซ้อนมากขึ้น ทั้งจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภัยพิบัติ โรคอุบัติใหม่ และความเชื่อมโยงของเศรษฐกิจโลก นักกฎหมายไม่อาจยึดติดอยู่กับการเรียนบทบัญญัติของกฎหมายหรือการตีความคำพิพากษา แต่ต้องพัฒนาทักษะในการคิดเชิงระบบ (Systems Thinking) การทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา และการออกแบบแนวทางแก้ไขปัญหาที่คำนึงถึงมิติทางสังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยีไปพร้อมกัน ซึ่งสอดคล้องกับเนื้อหาตอนหนึ่งในการปาฐกถาพิเศษเมื่อวันที่
15 กรกฎาคม 2569 ของศาสตราจารย์พิเศษธงทอง จันทรางศุ หัวข้อ เจ้าฟ้านักกฎหมายพระอัจฉริยภาพและคุณูปการต่อกระบวนการยุติธรรมไทย ณ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต
แนวคิด "การสอนกฎหมายในยุคควอนตัม" ต้องเปลี่ยนวิธีคิดจากการมองปัญหาแบบเส้นตรงไปสู่การมองโลกที่ทุกระบบเชื่อมโยงกัน การตัดสินใจหนึ่งครั้งสามารถส่งผลกระทบต่อผู้คนจำนวนมาก และคำตอบของปัญหาจะเชื่อมโยงกับศาสตร์ต่าง ๆ ในอดีต ห้องเรียนกฎหมายจำนวนมากเน้นการบรรยาย การท่องจำมาตรากฎหมาย และการวิเคราะห์คำพิพากษา แม้ว่าพื้นฐานเหล่านี้ยังคงมีความสำคัญ แต่ในวันนี้อาจไม่เพียงพอสำหรับนักกฎหมายในอนาคต เพราะเมื่อออกไปปฏิบัติงานจริง จะต้องเผชิญกับปัญหาที่ไม่เคยมีคำตอบสำเร็จรูป ไม่ว่าจะเป็นปัญญาประดิษฐ์ ความมั่นคงไซเบอร์ สิทธิในข้อมูลส่วนบุคคล การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องอาศัยความรู้จากหลายศาสตร์มาประกอบการตัดสินใจ
ตัวอย่างที่สะท้อนแนวคิดดังกล่าวได้อย่างชัดเจนคือประเด็น "สิทธิในอากาศสะอาด" หากตั้งคำถามในชั้นเรียนว่า "ประชาชนควรมีสิทธิที่จะหายใจในอากาศที่สะอาดหรือไม่" นักศึกษาส่วนใหญ่คงสามารถอธิบายหลักสิทธิด้านสิ่งแวดล้อม สิทธิในสุขภาพ หรือหน้าที่ของรัฐตามรัฐธรรมนูญได้ไม่ยาก แต่เมื่อถามต่อว่า "จะทำอย่างไรให้อากาศสะอาดขึ้นจริง" คำตอบจะไม่สามารถอ้างอิงกฎหมายเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป
การแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 จำเป็นต้องเข้าใจแหล่งกำเนิดของมลพิษ หลักการทางวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม การแพร่กระจายของฝุ่นตามสภาพอุตุนิยมวิทยา ผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน เทคโนโลยีควบคุมการปล่อยมลพิษ ระบบตรวจวัดคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์ ตลอดจนผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นจากการออกมาตรการควบคุมโรงงานหรือการห้ามเผาในพื้นที่เกษตร นอกจากนี้ ยังต้องอาศัยความรู้ด้านรัฐประศาสนศาสตร์เพื่อประสานงานระหว่างหน่วยงาน การสื่อสารความเสี่ยงเพื่อสร้างความเข้าใจแก่ประชาชน และการใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ร่วมกับปัญญาประดิษฐ์ในการคาดการณ์สถานการณ์ล่วงหน้า
หากนักศึกษามองเห็นเฉพาะประเด็นทางกฎหมาย อาจเสนอเพียงการเพิ่มโทษหรือการออกกฎหมายใหม่ แต่หากเข้าใจองค์ประกอบของปัญหาอย่างรอบด้าน ก็จะสามารถออกแบบมาตรการที่มีความเป็นไปได้และสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืนมากกว่า เช่น การสร้างแรงจูงใจให้ภาคอุตสาหกรรมลงทุนในเทคโนโลยีสะอาด การพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า การส่งเสริมการเกษตรที่ลดการเผา หรือการออกแบบกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน
ห้องเรียนกฎหมายควรเปลี่ยนจากการถามว่า "กฎหมายมาตราใดใช้บังคับ" ไปสู่การถามว่า "ถ้าคุณเป็นผู้กำหนดนโยบาย คุณจะทำอย่างไรให้ปัญหานี้คลี่คลาย" คำถามลักษณะนี้จะกระตุ้นให้นักศึกษาระดมความคิด แลกเปลี่ยนมุมมอง และเรียนรู้ที่จะรับฟังเหตุผลจากผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์อื่น ซึ่งเป็นทักษะสำคัญของการประกอบวิชาชีพในโลกแห่งความเป็นจริง
รูปแบบการเรียนรู้ที่เหมาะสมคือการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning) หรือการเรียนรู้ผ่านสถานการณ์จำลอง (Scenario-Based Learning) โดยแบ่งนักศึกษาออกเป็นกลุ่ม เช่น กลุ่มนักกฎหมาย นักสิ่งแวดล้อม แพทย์ วิศวกร นักเศรษฐศาสตร์ นักรัฐประศาสนศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล และตัวแทนประชาชน แต่ละกลุ่มจะวิเคราะห์สถานการณ์จากมุมมองของตน ก่อนร่วมกันออกแบบข้อเสนอเชิงนโยบายที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง วิธีการนี้จะทำให้นักศึกษาเรียนรู้ว่าการแก้ปัญหาสาธารณะต้องอาศัยการบูรณาการองค์ความรู้มากกว่าการยึดติดกับกรอบวิชาชีพของตนเอง
บทบาทของอาจารย์ก็จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงเช่นกัน จากเดิมที่เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้เพียงฝ่ายเดียว มาเป็นผู้ออกแบบการเรียนรู้และผู้อำนวยความสะดวกในการอภิปราย อาจารย์ควรตั้งคำถามปลายเปิดที่ไม่มีคำตอบเพียงหนึ่งเดียว เช่น "หากการปิดโรงงานช่วยลดมลพิษ แต่ทำให้ประชาชนจำนวนมากตกงาน คุณจะสร้างสมดุลระหว่างสิทธิในการมีอากาศสะอาดกับสิทธิในการประกอบอาชีพอย่างไร" หรือ "หากข้อมูลจาก AI และความเห็นของผู้เชี่ยวชาญไม่ตรงกัน คุณจะใช้หลักเกณฑ์ใดในการตัดสินใจ" คำถามเหล่านี้จะผลักดันให้นักศึกษาฝึกการใช้เหตุผล การประเมินหลักฐาน และการตัดสินใจภายใต้ข้อจำกัด ซึ่งเป็นสมรรถนะที่สำคัญกว่าการจำตัวบทกฎหมายอย่างเดียว
ในยุคที่ AI สามารถค้นหากฎหมาย สรุปคำพิพากษา และวิเคราะห์เอกสารได้ภายในเวลาไม่กี่วินาที คุณค่าของนักกฎหมายจะอยู่ที่ความสามารถในการตั้งคำถามที่ถูกต้อง เชื่อมโยงองค์ความรู้จากหลายศาสตร์ วิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และออกแบบทางเลือกที่เหมาะสมกับบริบทของสังคม การศึกษากฎหมายต้องมุ่งพัฒนาความสามารถในการคิดเชิงวิพากษ์ การทำงานร่วมกับผู้อื่น และการเรียนรู้ตลอดชีวิต มากกว่าการผลิตบัณฑิตที่เชี่ยวชาญเฉพาะตัวบทกฎหมาย
หัวใจของการศึกษากฎหมายในอนาคต คือการสร้างนักกฎหมายที่เก่ง นักกฎหมายที่สามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของสังคม การสอนกฎหมายในยุคควอนตัมต้องไม่ละทิ้งหลักนิติศาสตร์ แต่ก็ต้องยกระดับนิติศาสตร์ให้สามารถเชื่อมโยงกับศาสตร์อื่น เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาของสังคมอย่างมีประสิทธิภาพ นักศึกษาจะเป็นผู้ที่รู้กฎหมาย และะเติบโตเป็นผู้นำที่สามารถทำงานร่วมกับนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร แพทย์ นักเศรษฐศาสตร์ นักวิเคราะห์ข้อมูล และผู้กำหนดนโยบาย เพื่อสร้างคำตอบใหม่ให้กับปัญหาที่ซับซ้อนของโลกยุคใหม่
*ภาพประกอบสร้างโดยAI








