“การศึกษาไม่ได้เป็นเพียงการเรียนรู้จากข้อเท็จจริง แต่มาจากการฝึกสมองให้รู้จักคิด” “Education is not the learning of fact, but the training of the mind to think.” ที่ “อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์“ (Albert Einstein) นักฟิสิกส์ทฤษฎีชาวเยอรมันผู้เป็น “บุคคลสำคัญของโลก” มักได้รับการอ้างอิงอย่างกว้างขวางเมื่อมีการกล่าวถึง “พลังทางสมอง” มานานนับศตวรรษ
รองศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์ชัยเลิศ พิชิตพรชัย อาจารย์แพทย์ประจำภาควิชาสรีรวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล “นักวิชาการด้านการศึกษา” (Academic Intellectual) ผู้บุกเบิกเทคโนโลยี ChatGPT (Chat Generative Pre-trained Transformer) เพื่อใช้ในการเรียนการสอน การวิจัย และการบริการวิชาการของมหาวิทยาลัยมหิดล จนครอบคลุมทุกสาขาวิชา ทั้งทางด้านวิทยาศาสตร์ และสังคมศาสตร์
ตลอดจนครอบคลุมทุกระดับ ทั้งในกลุ่มนักศึกษา คณาจารย์ บุคลากรทางการศึกษา และบุคลากรสายสนับสนุน นับตั้งแต่มีการเปิดตัวเทคโนโลยี ChatGPT เมื่อประมาณ 4 ปีที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบัน
ด้วยหลักการของ ChatGPT ซึ่งทำหน้าที่ประมวลผลผ่าน “การตั้งคำถาม” นำไปสู่การเรียนรู้ซึ่งกันและกันอย่างเป็นพลวัต ระหว่าง “ปัญญาประดิษฐ์” (AI - Artificial Intelligence) และ “ปัญญามนุษย์” (Human Intelligence) อย่างไร้ขีดจำกัด ได้ทลายกำแพงของ AI รุ่นก่อนที่ทำได้แค่เพียง “เสียงสะท้อน” (Echo) ที่ขาดความลุ่มลึก
อย่างไรก็ดี รองศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์ชัยเลิศ พิชิตพรชัย ได้แนะนำ “3 หัวข้อที่ควรให้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ” สำหรับผู้ใช้ “ChatGPT” โดยต้องมี Human In The Loop ได้แก่ ทาง “ด้านบริการทางการแพทย์” (Medical Services) ที่จำเป็นต้องอาศัยการวินิจฉัยโรคจากแพทย์จริงก่อนการตัดสินใจเข้าสู่กระบวนการรักษา
ตลอดจนทาง “ด้านกระบวนการยุติธรรม” (Justice Procedure) ที่อาจนำไปสู่การอ้างอิงกฎหมายผิด หรือการตัดสินที่ขาดความเป็นธรรม และทาง “ด้านการเงิน” (Finance) ที่จำเป็นต้องพิจารณาถึงปัจจัยแวดล้อมตามจริงก่อนการตัดสินใจลงทุน โดยทั้ง 3 ประเด็นดังกล่าวอาจนำไปสู่ “การสูญเสีย” ทั้งชีวิต และทรัพย์สินได้ต่อไปอย่างไม่คาดคิด
โดยนับเป็นประเด็นทางด้าน “จริยธรรม” ที่ มหาวิทยาลัยมหิดลถือเป็น “พันธกิจสำคัญ” ในทุกการดำเนินงาน ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการเรียนการสอน การวิจัย หรือการบริการวิชาการ ในฐานะสถาบันศึกษาที่เป็นรากฐานในการผลิตบุคลากรทางการแพทย์ระดับชาติ และนานาชาติ
รองศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์ชัยเลิศ พิชิตพรชัย เชื่อมั่นว่า ด้วยทักษะแห่ง “ความคิดเชิงออกแบบ” (Design Thinking) ที่ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้พยายามปลูกฝังให้เป็นพื้นฐานที่สำคัญสำหรับนักศึกษาของมหาวิทยาลัยมหิดลตลอดเวลาที่ผ่านมา จะนำพาสู่การเป็น “บัณฑิตพลเมืองโลก” ที่มากด้วยศักยภาพ ใช้เทคโนโลยีได้อย่างถูกต้องและมีจริยธรรม
นอกจากนี้ รองศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์ชัยเลิศ พิชิตพรชัย ยังได้ฝากเทคนิค “ฉลาดใช้ ChatGPT” ทิ้งท้ายว่า ไม่ควรใช้จากจุดเริ่มต้นด้วย “ความคิดที่ว่างเปล่า” โดยพบว่าการใช้อย่างมีองค์ความรู้ที่ถูกต้องเป็นทุนเดิม อย่างน้อยไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 แล้วจึงใช้ ChatGPT เพื่อช่วยในการค้นหาต่อยอด คิดตัดสินใจ จะให้ผลที่มีประสิทธิภาพ และเกิดความเสี่ยงต่อความผิดพลาดที่น้อยลง
ตัวอย่างการใช้ Chat GPT ในนักศึกษาแพทย์ อาจใช้นอกชั้นเรียนเพื่อศึกษาค้นคว้าถึงการรักษาผู้ป่วยด้วยวิธีการใหม่ๆ เพิ่มเติม โดยเปรียบเทียบกับองค์ความรู้ที่ได้รับในชั้นเรียน สิ่งที่ค้นพบอาจต่อยอดสู่การสร้างสรรค์งานวิจัยที่ “ตอบโจทย์” ความต้องการที่แท้จริงของผู้ป่วยได้มากกว่าการศึกษาเพียงจากในชั่วโมงเรียน
ที่สำคัญในการทำวิจัยที่ถูกต้องตามหลักจริยธรรม ควรมี “การอ้างอิง” (References) ที่ถูกต้องและครบถ้วน พร้อมกับมีการตรวจสอบข้อมูลจนแน่ใจ ด้วยการเปรียบเทียบกับแหล่งข้อมูล และจากผู้รู้ที่น่าเชื่อถือ
นอกจากนี้ ควรใช้ ChatGPT ด้วย “ความคิดสร้างสรรค์” โดยพึงระวังเรื่อง “ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์” (Cybersecurity) หลีกเลี่ยงการให้ “ข้อมูลส่วนตัว” ที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายจาก “การรั่วไหลของข้อมูล” สู่ “อาชญากรรมในโลกดิจิทัล” ที่ไม่อาจคาดคิดได้ต่อไปอีกด้วย
เป้าหมายสูงสุดของ รองศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์ชัยเลิศ พิชิตพรชัย นอกจากความพยายามในการถ่ายทอดทักษะการใช้ ChatGPT เพื่อพัฒนานักศึกษา คณาจารย์ และบุคลากรมหาวิทยาลัยมหิดลให้มีความสามารถในการใช้งานแล้ว
ในฐานะ “คณะทำงานจัดทำแผนการศึกษาแห่งชาติ” รองศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์ชัยเลิศ พิชิตพรชัย พร้อมมอบองค์ความรู้ และผลักดันทักษะการใช้ ChatGPT เพื่อพัฒนาเยาวชนไทย ให้บังเกิดผลเชิงปฏิบัติในระดับนโยบาย เป็น “พลังสมองของคนรุ่นใหม่” พัฒนาประเทศชาติร่วมกันต่อไปในอนาคต
การศึกษา








