“เด็กไทยกำลังถูกทดลองระบบใหม่?” หลักสูตร ป.4–6 จุดกระแสตั้งคำถามทั้งประเทศทั้งที่หลักสูตรเดิมหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานฉบับปรับปรุง ปี 68 ก็เพิ่งปรับเสร็จ แต่กลับมีหลักสูตรใหม่ซ้ำซ้อนขึ้นมา ซึ่งเป็นความแปลกประหลาดทางวิชาการของประเทศไทยที่ดูเหมือนไม่มีหลักการพัฒนาเลย
28 เมษายน 2569 การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในระบบการศึกษาไทยกำลังถูกจับตาอย่างเข้มข้น หลังแนวทางการนำร่อง หลักสูตรประถมศึกษาตอนปลาย (ป.4–6) พ.ศ. 2568 ถูกตั้งคำถามจากภาคครูและภาคประชาชนว่า “พร้อมแล้วจริงหรือยัง” สำหรับการนำไปใช้กับนักเรียนจำนวนมาก ซึ่งนักเรียนทั้งหลายเป็นเสมือนหนูทดลองที่ยังหาผู้รับผิดชอบไม่ได้ถ้าทำจะเกิดความล้มเหลวกับครูและนักเรียนจำนวนมาก
เสียงสะท้อนนี้มาจาก นายสานิตย์ พลศรี นายกสมาคมครูชนบทจังหวัดชัยภูมิ และ นายสมคิด หอมเนตร รองประธานสภาปฏิรูปการศึกษาภาคประชาชน และคณะครู ที่ยื่นหนังสือแจ้งความร้องทุกข์ ต่อ ว่าที พ.ต.ท. หญิง ศิริภรณ์ ไทยนิยม สว.สอบสวน สน.ดุสิต
โดยออกแถลงการณ์ชี้ว่า แนวทางดังกล่าว ยังมีหลายจุดที่ควรชี้แจงให้ชัดเจนต่อสังคม ในขณะเพื่อนพี่น้องครู และผู้บริหารสถานศึกษาต่าง ๆ มีความวิตกกังวลเป็นอย่างมากเพราะที่ผ่านมาโรงเรียนก็ยังไม่สามารถยกระดับหลักสูตรมาตรฐานในขั้นสูงได้ ซึ่งหลักสูตรการทดลองใช้ความพยายามในการยกระดับอยู่ และนโยบายของรองเลขาฯ ท่านนี้เร่งให้โรงเรียนเข้าสู่โครงการนี้ จึงวิตกกังวลมาก ๆ
“เร่งเดินหน้า” หรือ “ยังไม่ครบขั้นตอน”
ประเด็นหลักที่ถูกหยิบยกขึ้นมา คือ ความชัดเจนของกระบวนการตามกฎหมาย
เนื่องจากการนำร่องเกิดขึ้นเฉพาะบางช่วงชั้น ขณะที่หลักสูตรแกนกลางใหม่ที่ สพฐ. ได้ปรับปรุงที่ยังไม่ถูกยังไม่ได้ ยังประเมินผลยังไม่ได้วิจัย เพื่อปรับปรุงพัฒนาอีกหลายปี จึงจะสรุปได้ แต่ขณะนี้ยังไม่ได้เริ่มใช้หลักสูตรแกนกลางฉบับปรับปรุง 68 สูตรให้ครบช่วงชั้นก็มีหลักสูตรซ้ำซ้อนขึ้นมา
คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นทันที :
นี่คือการเปลี่ยนผ่านที่วางแผนไว้แล้ว หรือกำลังเดินหน้าท่ามกลางความไม่ชัดเจน? เรื่องนี้เป็นการวางแผนจากรายบุคคลหรือหมู่คณะ ยังไม่แน่ใจแล้วดำเนินการเลยโดยไม่ศึกษาข้อกฎหมายรัฐธรรมนูญ ราชกิจจานุเบกษา พรบ. การศึกษา แผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาเสมือนประหนึ่งไม่รู้กฎหมายซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ว่ากรทำได้หรือไม่
ภาพที่อาจเกิดขึ้: ห้องเรียนไม่เหมือนกันทั้งประเทศอดีตจนถึงปัจจุบันก็เกิดปัญหาแสนสาหัสกับระบบการศึกษาไทย ถ้ามีแนวทางปฏิบัติอย่างนี้นับยิ่งซ้ำเติมประเทศทำให้กระทรวงศึกษาธิการหรือสำนัก งานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ถูกตำหนิดูแคลนว่า ขาดความรอบรู้ ขาดความเข้าใจเรื่องการการศึกษาที่แท้จริง
การเปิดให้โรงเรียน “สมัครใจ” ใช้หลักสูตรใหม่ อาจทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างโรงเรียน
ผลที่ถูกจับตา คือ เด็กแต่ละโรงเรียนเรียนไม่เหมือนกัน และผู้ปกครองสับสนว่าจะเลือกแบบไหนดีที่สุด แค่ครูสอนต่างกันนักเรียนก็เข้าใจ และปรับตัวได้ยากอยู่แล้ว ยิ่งหลักสูตรแตกต่างกันคงวุ่นวายเกินกว่าความคาดหมาย
เด็กย้ายโรงเรียนต้องเริ่มปรับตัวใหม่อย่างไม่มีทางทางเลือก เพราะการย้ายโรงเรียนเป็นเงื่อนไขที่เด็กเลือกไม่ได้ อาจขึ้นอยู่กับอาชีพและความจำเป็นของครอบครัว
ครูต้องเปลี่ยนทันที—ระบบรองรับพร้อมหรือยัง เป็นเรื่องยากถ้าครูไม่เข้าใจเรื่องหลักสูตร และการนำไปใช้ที่ปรับใหม่แต่ต้องมาปรับเปลี่ยนเพื่อรองรับ ความต้องการของนักเรียนและผู้ปกครอง
ครูระดับ ป.4–6 อาจต้องปรับทั้งวิธีสอน เนื้อหา และการวัดผลในเวลาเดียวกัน ผู้นำเสนอนี้คงเป็นแนวสิ่งที่คิดยังไม่เคยทำ คิดไปทำไปไม่มีการวิจัยที่น่าเชื่อถือได้ สังคมไม่เคยรับรู้และมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นมาก่อน เป็นปัญหาใหญ่มากสำหรับครู
ขณะที่คำถามเรื่องงบประมาณยังตามมา งบสำหรับสื่อใหม่ การอบรมครู และการปรับระบบ มีเพียงพอและชัดเจนหรือไม่ เฉพาะงบเก่าหลักสูตรเดิมจำนวนเงินที่จัดสรร ยังไม่สามารถซื้อหนังสือเรียนได้ครบทุกวิชา ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการรู้แล้วมาต่อยอดให้ทำความวุ่นวายได้อย่างไร
ของเดิมยังไม่ชัด แล้วของใหม่จะไปต่ออย่างไร
อีกจุดที่ถูกตั้งข้อสังเกต คือ การนำร่องหลักสูตรในระดับ ป.1–3 ก่อนหน้านี้
ซึ่งยังไม่มีข้อมูลผลลัพธ์ที่เปิดเผยอย่างเป็นระบบต่อสาธารณะ ซึ่งเป็นกรณีศึกษาทำไปโดยคนไม่กี่คนที่คิดว่าตนเองเก่ง นำงบประมาณมาผลาญเล่นในการอบรมใช้ เป็นช่องทางค่าโรงแรม ค่าเดินทาง ค่าเบี้ยเลี้ยง ถ้าไม่สำเร็จแล้วแสดงความรับผิดชอบจะลาออกจากราชการ หรือไม่
ทำให้เกิดคำถามต่อเนื่องว่า :
มีข้อมูลเพียงพอแล้วหรือไม่ ก่อนขยายไปสู่ช่วงชั้นถัดไป ไม่มีการนำเสนอข้อมูลต่อสาธารณะชน หรือแสดงความคิดเห็นร่วมกันแต่ทำแบบ โรงเรียนที่อยู่ภายใต้อำนาจของตนเองส่วนเรื่องคุณภาพนั้นข้ามไปได้เลย
เดิมพันใหญ่ : เด็กต้องเผชิญภัยชะตากรรมอะไรคือระบบการศึกษาไทย
หากการนำร่องไม่เป็นไปตามเป้าหมาย อาจเกิดผลกระทบ เช่น: ช่องว่างทางการเรียนรู้
ปัญหาการปรับตัวเมื่อขึ้นมัธยม ก็ยิ่งสื่อสารมากขึ้นเหมือน ป.1-3 ขึ้น ป.4-6 และขึ้นไปม.1-3 ก็ยังมากยิ่งขึ้น ปัญหาตามมากยิ่งขึ้น แต่ทุกคนรับผิดชอบได้น้อยลง
ข้อเสนอชัด : ต้องสรุปผลการประเมินวิจัยหลักสูตรที่ใช้อยู่ให้เรียบร้อยก่อนจึงนำมาพิจารณาร่วมกันทุก ภาคส่วน
ภาคครูเสนอว่า การปฏิรูปควรทำแบบ “ทั้งระบบ” มากกว่าการเลือกเฉพาะบางช่วงชั้น
เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องและลดความสับสน ซึ่งผ่านขั้นตอนตามมาตรฐานสากล ควรใช้หลักสูตรแกนกลางให้ครบปีที่ปรับปรุงก่อน และวิจัยเพื่อพัฒนาต่อไป
คำถามที่ยังรอคำตอบจากสังคม ว่าสังคมไม่ควรนิ่งเฉยเพราะปัญหาจะย้อนกลับไปสู่ลูกหลานของตนเอง จึงควรออกมาใช้สิทธิ์ใป ปกป้องให้ สพฐ. เดินไปตามแนวทางที่เป็นสากล และไม่ส่งผลเสียต่อประเทศชาติw
หลักสูตร
ระบบรองรับครูและโรงเรียนเพียงพอหรือไม่น่าจะยากมากเพราะครูและโรงเรียนต่างได้รับการฝึกฝนจนเข้าใจอย่างแท้จริงไม่ใช่ไปพูดให้ฟัง และบรรยาย เมื่อครูกลับไปก็เหมือนเดิม
และสุดท้าย…ใครจะรับผลกระทบ หากการเปลี่ยนแปลงไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ผู้เรียนทุกคน พ่อและแม่ ผู้ปกครอง ครอบครัว ประเทศ กระทรวงศึกษาธิการ ล้วนเป็นผู้เสียหายโดยตรง
“การปฏิรูปที่ดี ต้องไม่ทิ้งคำถามไว้ข้างหลัง”
นี่อาจแค่การเปลี่ยนหลักสูตรซึ่งเป็นนวัตกรรมของวงการการศึกษาไทยที่เปลี่ยนหลักสูตรจากนักวิชาการ หรือนักวิชาเทพทั้งหลาย เมื่อใดที่หลักสูตรล้มเหลวเรามักจะหาคนที่รับผิดชอบในการจัดทำหลักสูตรไม่เจอ ในพระราชบัญญัติการศึกษา ให้เน้นการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ไม่ใช้จัดทำหลักสูตรใหม่








