วันที่ 27 เมษายน 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (กวทช.) เป็นประธานการประชุมบอร์ด กวทช. ครั้งที่ 1/2569 พร้อมมอบนโยบายสำคัญในการขับเคลื่อนสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ให้เป็น “เครื่องยนต์วิจัยของประเทศ” (New Research Engine) ที่เน้นความแม่นยำ ตรงเป้า และเห็นผลสัมฤทธิ์ในวงกว้าง โดยมี ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. ทพ.ญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษา รมว.อว. นายฉัตริน จันทร์หอม เลขานุการ รมว.อว. ศ.ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. และผู้บริหาร เข้าร่วม ที่โรงงานผลิตพืช (Plant Factory) สวทช. จ.ปทุมธานี
ศ.ดร.ยศชนัน เปิดเผยว่า การทำงานของ สวทช. ยุคใหม่ต้องไม่ใช่เพียงการวิจัยขึ้นหิ้ง แต่ต้องเป็นกลไกหลักในการยกระดับประเทศไทยสู่ประเทศรายได้สูง ผ่าน 4 แนวทางสำคัญ คือ 1. Research for Nation & Economic Drive: มุ่งเน้นงานวิจัย “ปลายน้ำ” ที่เข้าถึงภาคส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะการ “ติดอาวุธ” ให้คนตัวเล็ก ทั้งเกษตรกร SMEs และ Startup รวมถึงการทำงานร่วมกับกระทรวงพาณิชย์เพื่อปกป้องนวัตกรรมไทยจากการดัมพ์ราคาสินค้าต่างประเทศ 2. Mission-based Collaboration (Break Silos): ทลายกำแพงระหว่างหน่วยงาน หากโครงการใดเป็นภารกิจสำคัญของประเทศ ทุกหน่วยงานในกระทรวง อว. และ สวทช. ต้องบูรณาการร่วมกัน โดย สวทช. จะทำหน้าที่ “เติมเต็ม” ไม่ใช่ “แข่งขัน” กับมหาวิทยาลัย ผ่านกลไกการแลกเปลี่ยนบุคลากรและทุนวิจัยร่วมกัน
3. Frontier Research & Tech War: เตรียมความพร้อมในเทคโนโลยีขั้นแนวหน้า เช่น AI, เซมิคอนดักเตอร์ และควอนตัม เพื่อให้ประเทศไทยมีจุดยืนที่แข็งแกร่งในห่วงโซ่คุณค่าระดับโลก (Global Value Chain) และ 4. Urgent Battles & Crisis Management: เร่งสร้างนวัตกรรมเพื่อรับมือกับวิกฤตการณ์สำคัญ ทั้งด้านภัยพิบัติ พลังงาน และการสร้างพันธุ์พืชคุณภาพสูงเพื่อความมั่นคงทางอาหาร
“เรากำลังเปลี่ยนผ่าน สวทช. ให้เป็นเครื่องยนต์ที่ส่งผลกระทบสูง (High Impact) โดยตั้งเป้าว่าภายในปี 2570 นวัตกรรมของเราจะสร้างประโยชน์แก่ประชาชนถึง 10 ล้านคน และสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมกว่า 17,000 ล้านบาท” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว
ด้าน ศ.ดร.ชูกิจ กล่าวเสริมว่า สวทช. พร้อมรับนโยบายด้วยศักยภาพบุคลากรวิจัยกว่า 3,000 คน ผ่านกลไก “Battle และ Pre-battle” เพื่อเปลี่ยนความเชี่ยวชาญในห้องแล็บให้เป็นคำตอบของประเทศ ยึดความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและประชาชนเป็นตัวตั้ง
ในโอกาสนี้ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.อว. ได้นำสื่อมวลชนเยี่ยมชม Plant Factory ซึ่งเป็นตัวอย่างความสำเร็จของเกษตรแม่นยำ ที่เปลี่ยนจากการขายพืชผลเชิงปริมาณ มาเป็นการผลิตสารสกัดมูลค่าสูงสำหรับอุตสาหกรรมยาและเครื่องสำอางระดับโลก ช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรจากหลักหมื่นสู่หลักแสนต่อไร่ได้อย่างยั่งยืน








