การศึกษา

รันเวย์รักษ์โลก! อัปไซเคิลผ้าขาวม้า-ยีนส์เก่า เปิดแฟชั่นโชว์รับซัมเมอร์ ปั้นนักศึกษาสู่สายอาชีพ

แชร์ข่าว

คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ร่วมสร้างสีสันบนเวทีแฟชั่นโชว์ฤดูร้อน ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ในงาน “Nonthaburi Calling: Urban Art Summer” เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 ณ ลานกิจกรรม ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ โดยนำเสนอผลงานภายใต้คอนเซ็ปต์ “From Waste to Runway: Resonance Theme Orchestrated Waste x Phakaoma Pop Culture” โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์กมลศิริ วงศ์หมึก คณบดี พร้อมด้วยคณาจารย์ เข้าร่วมให้กำลังใจนักศึกษาอย่างใกล้ชิด

เวทีดังกล่าวเป็นการเปิดโอกาสให้นักศึกษาสาขาแฟชั่นและการออกแบบได้เอาความรู้จากห้องเรียนมาลองใช้ในสถานการณ์จริง ผ่านการนำเสนอผลงานให้คนทั่วไปและคนในอุตสาหกรรมได้เห็น กระบวนการนี้ช่วยให้ได้ฝึกทั้งการออกแบบ การคิด และการทำงานร่วมกันไปพร้อม ๆ กัน อีกทั้งยังทำให้นักศึกษาได้เห็นภาพการทำงานจริงมากขึ้น และค่อย ๆ พัฒนาตัวเองไปสู่การเป็นนักออกแบบมืออาชีพ

เชื่อมเรียนกับงานจริง เปิดทางนักศึกษาสู่สายแฟชั่น

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ กมลวรรณ พัชรพรพิพัฒน์ สารสุข หัวหน้าหลักสูตรการออกแบบเชิงสร้างสรรค์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เปิดเผยว่า ความร่วมมือระหว่างคณะศิลปกรรมศาสตร์ DPU และศูนย์การค้าเซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ ในปีนี้นับเป็นปีที่ 2 ที่ดำเนินงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง โดยมีจุดเริ่มต้นจากแนวคิดของศูนย์การค้าที่ต้องการพัฒนาพื้นที่ให้เป็น “อาร์ตคอมมูนิตี้” สำหรับชุมชนในย่านแจ้งวัฒนะและจังหวัดนนทบุรี เพื่อปรับภาพลักษณ์จากศูนย์การค้าทั่วไปให้มีความสร้างสรรค์และมีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น 

“สำหรับการจัดแสดงในปี 2569 แนวคิดของงานเข้มข้นยิ่งขึ้น โดยนำเสนอเรื่องราวของสีสันในช่วงฤดูร้อนและเทศกาลสงกรานต์ ผ่านการสร้างสรรค์ 2 คอลเลกชันหลัก ได้แก่ คอลเลกชันผ้าขาวม้า ซึ่งคัดเลือกผลงานจากโครงการศิลปนิพนธ์ของนักศึกษามาจัดแสดงรวมกว่า 20 ชุด พร้อมนำมาสไตลิ่งใหม่ให้สอดคล้องกับธีมซัมเมอร์ ทั้งในด้านเครื่องแต่งกาย แอ็กเซสซอรี กระเป๋า รองเท้า รวมถึงการแต่งหน้าและทำผม เพื่อให้ภาพรวมของโชว์มีความสดใสและร่วมสมัย” หัวหน้าหลักสูตรการออกแบบเชิงสร้างสรรค์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ DPU กล่าว

ขณะเดียวกัน อีกหนึ่งคอลเลกชันสำคัญคือ ผลงานภายใต้แนวคิด “From Waste to Runway” ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มของโลกที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน โดยนักศึกษาได้นำวัสดุเหลือใช้ โดยเฉพาะเสื้อผ้าและกางเกงยีนส์เก่า มาสร้างสรรค์ใหม่ให้กลายเป็นแฟชั่นบนรันเวย์จำนวน 8 ชุด แสดงให้เห็นถึงการผสานความคิดสร้างสรรค์เข้ากับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างลงตัว

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ กมลวรรณ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า แนวทางการเรียนการสอนของคณะศิลปกรรมศาสตร์ให้ความสำคัญกับการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ลงมือปฏิบัติจริง ผ่านกระบวนการทำงานครบทุกขั้นตอนของการจัดแฟชั่นโชว์ ตั้งแต่การออกแบบ การตัดเย็บ การจัดคอลเลกชัน การประสานงานกับนางแบบ การฟิตติ้งการแต่งหน้า ทำผม ตลอดจนการบริหารจัดการเบื้องหลังทั้งหมด ซึ่งการดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของคณะในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อพัฒนานักศึกษาให้มีทักษะรอบด้าน และเตรียมความพร้อมสู่การเป็นบัณฑิตที่มีศักยภาพ สามารถก้าวสู่สายอาชีพในอุตสาหกรรมแฟชั่นได้อย่างมั่นใจ

ปลุกยีนส์เก่า สร้างแฟชั่นร่วมสมัยที่ตอบโจทย์ upcycle

ด้าน ครูจอย อโนมา บังวัด ครูปฏิบัติการผู้สอนรายวิชาการทำแม่แบบและการตัดเย็บ ผู้ควบคุมการออกแบบดูแลตัดเย็บและสไตล์ลิ่ง ชุดยีนส์upcycle ชื่อ Collection : Waste Orchestra เปิดเผยว่า แนวคิดหลักของคอลเลกชันครั้งนี้เริ่มจากการนำเสื้อผ้ามือสอง โดยเฉพาะผ้ายีนส์ มาประยุกต์ใช้ใหม่ในรูปแบบ “Upcycling” ผ่านการตัด แยก และประกอบชิ้นส่วนให้เกิดเป็นดีไซน์ร่วมสมัยที่แตกต่างจากเดิม โดยไม่ยึดติดกับรูปแบบเสื้อผ้าเดิม พร้อมต่อยอดจากแรงบันดาลใจ “Waste Orchestra” ที่เปรียบการออกแบบเสมือนการรวมองค์ประกอบที่หลากหลายให้เกิดความกลมกลืน เปรียบเหมือนบทเพลงที่มีจังหวะและเอกลักษณ์เฉพาะตัว

“ในกระบวนการสร้างสรรค์ มีการนำวัสดุเหลือใช้อื่น ๆ เช่น ขวดน้ำและกระดุมมือสอง มาผสมผสานร่วมกัน เพื่อสะท้อนแนวคิดด้านความยั่งยืน ควบคู่กับการนำแนวคิดศิลปะแบบ Kinetic Art เข้ามาเสริมมิติของผลงาน ทั้งในด้านการเคลื่อนไหวและเสียง รวมถึงการออกแบบภาพลักษณ์โดยรวม ทั้งการแต่งหน้าและทรงผมที่เน้นความไม่สมมาตร เพื่อสื่อถึงความหลากหลายและความเป็นอิสระทางความคิด ทำให้คอลเลกชันมีความโดดเด่น สนุก และร่วมสมัยมากยิ่งขึ้น” ครูปฏิบัติการผู้สอนรายวิชาการทำแม่แบบและการตัดเย็บ กล่าว

ผลงานทั้งหมดเกิดจากความร่วมมือของนักศึกษาชั้นปีที่ 2 หลักสูตรการออกแบบเชิงสร้างสรรค์ สาขาวิชาเอกการออกแบบและธุรกิจแฟชั่น คณะศิลปกรรมศาสตร์ ซึ่งมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคิด การออกแบบ ไปจนถึงการลงมือสร้างจริง โดยอาจารย์ทำหน้าที่กำกับทิศทางและให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด กระบวนการเรียนรู้ดังกล่าวช่วยให้นักศึกษาได้พัฒนาทักษะทั้งด้านเทคนิคและความคิดสร้างสรรค์อย่างเป็นรูปธรรม แม้เวลาเรียนในห้องสัปดาห์ละไม่กี่ชั่วโมง แต่นักศึกษาหลายคนยังใช้เวลานอกห้องเรียนในการฝึกฝนเพิ่มเติม ส่งผลให้เกิดความมั่นใจ และกล้าที่จะทดลองสร้างสรรค์ผลงานในรูปแบบใหม่ ๆ

นอกจากนี้ อาจารย์ปรัชญา พิระตระกูล อาจารย์ประจำสาขาวิชาเอกการออกแบบและธุรกิจแฟชั่น ผู้ควบคุมการนำเสนอคอลเลกชัน Phakaoma Pop Culture กล่าวเพิ่มเติมว่า คอลเลกชันนี้ยังเชื่อมโยงกับการทำงานร่วมกับชุมชนในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ผ่านการนำ “ผ้าขาวม้า” มาพัฒนาเป็นแฟชั่นร่วมสมัย โดยผสานอัตลักษณ์ท้องถิ่นเข้ากับสตรีทแฟชั่นในรูปแบบป๊อปคัลเจอร์ เกิดเป็นลุคใหม่ที่สด สนุก และเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้มากขึ้น ภายใต้การสนับสนุนจากโครงการไอซ่าและบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ซึ่งช่วยต่อยอดผลงานให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้จริง สร้างรายได้และความยั่งยืนให้กับชุมชนในระยะยาว

ลงมือทำจริง ออกแบบ–ตัดเย็บ–จัดโชว์ครบทุกขั้น สะสมประสบการณ์สู่มืออาชีพ

ด้านนักศึกษาชั้นปีที่ 2 หลักสูตรการออกแบบเชิงสร้างสรรค์ สาขาวิชาเอกการออกแบบและธุรกิจแฟชั่น คณะศิลปกรรมศาสตร์ DPU ที่ช่วยกันออกแบบชุดยีนส์ upcycle อย่าง นางสาวจันทรสิริ แย้มนิยม กล่าวถึงแนวคิดหลักของคอลเลกชันว่าอยู่ที่ “Upcycling” โดยการนำเสื้อผ้ายีนส์มือสองที่ไม่ได้ใช้งานแล้วกลับมาออกแบบใหม่ ผ่านการตัด แยก และประกอบชิ้นส่วนให้เกิดเป็นดีไซน์ร่วมสมัย แนวทางนี้ช่วยให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดการสร้างของใหม่ และเชื่อมโยงกับแนวคิดความยั่งยืนในระดับโลกอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมสะท้อนให้เห็นว่าวัสดุเดิมที่หลายคนมองว่าไร้ค่า สามารถถูกพัฒนาให้กลายเป็นผลงานแฟชั่นที่มีมูลค่าและใช้งานได้จริง อีกทั้งกระบวนการทำงานยังเป็นการนำพื้นฐานจากการเรียนแพตเทิร์นและการตัดเย็บมาประยุกต์ใช้ โดยมีการปรับรายละเอียดให้สอดคล้องกับแนวคิดของแต่ละชุดภายใต้คำแนะนำของอาจารย์

ในส่วนของการออกแบบชิ้นงาน นางสาวจิดาภา อ่อนศรี ผู้สร้างสรรค์ผลงาน “ม้า” อธิบายว่า การทำงานเริ่มจากการนำผ้ายีนส์มาเย็บต่อกัน ก่อนนำแพตเทิร์นที่วางไว้ล่วงหน้ามาปรับและจัดวางรายละเอียดใหม่ทีละส่วน จนเกิดเป็นรูปทรงที่ชัดเจน โดยเลือกใช้ “ม้า” เป็นสัญลักษณ์ เนื่องจากสอดคล้องกับช่วงเวลาของโครงการและสามารถสื่อถึงความเคลื่อนไหวของคอลเลกชันได้อย่างน่าสนใจ ผลงานชิ้นนี้ยังสามารถประยุกต์ใช้งานได้หลากหลาย เช่น การพัฒนาเป็นกระเป๋าถือขนาดใหญ่ ขณะเดียวกันองค์ประกอบอื่นของเสื้อผ้ายังถูกออกแบบผ่านเทคนิคการตัด การสอย และการสร้างเลเยอร์ รวมถึงการใช้เข็มหมุดและการจัดวางผ้าให้เกิดพื้นผิวแบบดิบและมีมิติ เพื่อสร้างลุคที่มีความลุยและแตกต่างอย่างชัดเจน

ขณะที่ นางสาวแพรพลอย พิมพาภรณ์ กล่าวถึงประสบการณ์การทำงานว่า โครงการนี้เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้กระบวนการทำแฟชั่นโชว์อย่างครบวงจร ตั้งแต่การออกแบบ การตัดเย็บ ไปจนถึงการจัดการเบื้องหลังจริง ทั้งการเตรียมชุด การแพ็กและจัดเซตเสื้อผ้าให้เหมาะสมกับนางแบบแต่ละคน การเลือกอุปกรณ์และรองเท้าให้สอดคล้องกับรูปร่าง การวางลำดับการเดินแบบ (Blocking) การเลือกเพลงประกอบ รวมถึงการประสานงานหน้างานที่ต้องดำเนินไปอย่างรวดเร็วและแม่นยำ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญที่ต้องอาศัยทั้งความละเอียด การวางแผน และการทำงานเป็นทีม

การได้เห็นผลงานของตนเองถูกนำเสนอบนเวทีจริงเป็นประสบการณ์ที่สร้างความภูมิใจและแรงผลักดันอย่างมาก เนื่องจากเป็นผลลัพธ์ของความพยายามที่ทุ่มเทมาอย่างต่อเนื่อง บางช่วงต้องใช้เวลาทำงานตั้งแต่เช้าจนถึงดึกเพื่อให้ผลงานออกมาสมบูรณ์ เมื่อผลงานถูกสวมใส่โดยนางแบบและปรากฏบนเวที จึงทำให้เห็นภาพความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งช่วยให้ค้นพบความถนัดและสไตล์ของตนเองได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านการออกแบบ การตัดเย็บ หรือการทำงานเบื้องหลังในอุตสาหกรรมแฟชั่น ซึ่งสามารถต่อยอดสู่เส้นทางอาชีพในอนาคตได้หลากหลาย และสะท้อนให้เห็นว่าการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง ช่วยเตรียมความพร้อมสู่การทำงานในระดับมืออาชีพได้

ข่าวแนะนำ