เสียงหัวเราะของเด็ก ๆ กว่า 1,000 คนดังก้องไปทั่วชายหาดเตยงาม อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ท่ามกลางแสงแดดและคลื่นทะเลที่ซัดเข้าฝั่งอย่างไม่ขาดสาย สำหรับใครหลายคน นี่อาจเป็นเพียงกิจกรรมริมทะเลในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ แต่สำหรับเด็กและเยาวชนผู้ด้อยโอกาสจำนวนไม่น้อย นี่คือ “ครั้งแรก” ของการได้ออกมาเรียนรู้โลกนอกห้องเรียน และสัมผัสประสบการณ์ที่แตกต่างจากชีวิตประจำวันอย่างสิ้นเชิง
ตลอดระยะเวลากว่า 3 ทศวรรษ โครงการ “แด่น้องผู้มีความหวัง” ทำหน้าที่เป็นมากกว่ากิจกรรมเพื่อความบันเทิง หากแต่เป็น “พื้นที่ของโอกาส” ที่เปิดให้เด็กหลากหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นเด็กกำพร้า เด็กพิการซ้ำซ้อน หรือเด็กจากพื้นที่ห่างไกล ได้เข้ามามีส่วนร่วมในประสบการณ์ที่มีคุณค่า และอาจกลายเป็นความทรงจำสำคัญในชีวิต
จาก “กิจกรรม” สู่ “การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจริง”
ความโดดเด่นของการจัดงานในปีนี้ คือความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษา ภาครัฐ และภาคเอกชน โดยเฉพาะคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ และหลักสูตรนิเทศศาสตรมหาบัณฑิต ที่เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบและดำเนินกิจกรรม
ผศ.ดร. อริชัย อรรคอุดม คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าวว่า โครงการนี้มุ่งเน้นการพัฒนาเด็กอย่างรอบด้าน ทั้งร่างกาย สติปัญญา และจิตใจ และสอดคล้องกับแนวคิดการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม “เราไม่ได้แค่พานักศึกษามาทำกิจกรรม แต่พามาเรียนรู้จากสถานการณ์จริง และเข้าใจบริบทของสังคมมากขึ้น” การเข้าร่วมของนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการจัดกิจกรรมให้สำเร็จตามแผน แต่เป็นกระบวนการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง การทำงานร่วมกับผู้อื่น และการเข้าใจความหลากหลายของสังคมในมิติที่ไม่สามารถเรียนรู้ได้จากในห้องเรียนเพียงอย่างเดียว
ภายในงานมีการจัดกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ ทั้งซุ้มอาหาร เครื่องดื่ม ไอศกรีม การแจกของรางวัล และฐานกิจกรรมมากกว่า 10 ฐาน ที่ออกแบบมาเพื่อสร้างความสนุกสนานควบคู่กับการเรียนรู้ เป็นดัง “พื้นที่ทดลองชีวิต” ของเด็กที่ขาดโอกาส ครอบคลุมทั้งทักษะชีวิต ความคิดสร้างสรรค์ และการเรียนรู้เชิงบูรณาการมากมาย สำหรับเด็กหลายคน การได้ “เห็นทะเลครั้งแรก” หรือ “ได้แสดงออกต่อหน้าคนจำนวนมาก” อาจเป็นจุดเปลี่ยนเล็ก ๆ ที่สร้างความเชื่อมั่นในตัวเองอย่างมหาศาล
นายไกรฤกษ์ กิตติสุริยะนนท์ นักวิจัยอาวุโส Innovation จาก GC กล่าวว่า การเรียนรู้ที่ดีที่สุดสำหรับเด็กคือ “การเรียนรู้ผ่านความสนุก”
“เราใช้กิจกรรมง่าย ๆ อย่างเม็ดพลาสติกรีไซเคิล มาแปลงเป็นเกม เพื่อให้เด็กได้ทั้งความรู้และความสุขไปพร้อมกัน” สิ่งเหล่านี้สะท้อนแนวคิด “Learning by Doing” ที่ช่วยให้เด็กจดจำและนำไปต่อยอดได้จริง ออกแบบกิจกรรมเพื่อ “โอกาสที่จับต้องได้” อีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญของโครงการ คือการออกแบบกิจกรรมที่มุ่งให้เด็กได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง
นายวิศิษฐ์ เดชกำธร ประธานกองทุนเพื่อเพื่อน (FFF) เปิดเผยว่า การจัดงานในครั้งนี้มีเด็กเข้าร่วมประมาณ 750 คน โดยตั้งเป้าให้เด็ก ๆ ได้รับทั้งความรู้ ประสบการณ์ และพัฒนาการด้านทักษะที่สามารถนำไปต่อยอดได้ในอนาคต ความแตกต่างของปีนี้ คือการเพิ่มฐานกิจกรรมมากกว่า 10 ฐาน โดยเน้นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กได้ลงมือทำ และแสดงศักยภาพของตนเองในด้านต่าง ๆ
จุดเด่นที่เด็ก “ได้มากกว่าความสนุก” สำหรับกิจกรรมหลักในปีนี้ เด็ก ๆ ได้มีโอกาสเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง ทั้งการเดินทาง การทำกิจกรรมริมทะเล และการได้ใช้เวลาร่วมกับเพื่อน ๆ อย่างเต็มที่ ขณะเดียวกัน เวทีกิจกรรมยังเปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงออก ท่ามกลางผู้เข้าชมจำนวนมากในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่ช่วยเสริมความมั่นใจให้กับเด็ก
เมื่อการเรียนรู้ไม่ได้อยู่แค่ในห้องเรียน นอกจากเด็กๆที่ได้รับประโยชน์จากกิจกรรมในครั้งนี้ นักศึกษาที่เข้าร่วมก็ได้รับประสบการณ์ที่มีคุณค่าไม่แพ้กัน
นายนิติ ชัยชิตาทร หรือ “ยายป๋อมแป๋ม” นักศึกษาปริญญาโท สาขาการบริหารแบรนด์และการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ หนึ่งในผู้เข้าร่วมกิจกรรม กล่าวว่า ครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญที่เราได้ลงมือทำจริง ไม่ใช่แค่ในห้องเรียน นอกจากคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ จะได้ทำงานร่วมกับ GC แล้ว ยังได้ร่วมกับหน่วยงานทหารเรือในการส่งต่อความสุขให้กับเด็ก ๆ ที่อาจขาดโอกาส ทั้งด้านอุปกรณ์การศึกษาและกิจกรรมสันทนาการ
“นอกจากการได้ทำประโยชน์เพื่อสังคมแล้ว นักศึกษายังได้ฝึกฝนทักษะการทำงานจริง โดยการนำทฤษฎีที่เรียนมา ทั้งเรื่องการบริหารความสัมพันธ์ การสื่อสาร และการจัดการองค์กรมาประยุกต์ใช้ในการทำงานเป็นทีม ซึ่งแต่ละกลุ่มก็จะมีหน้าที่รับผิดชอบแตกต่างกัน ทำให้ได้เรียนรู้การทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ กิจกรรมครั้งนี้เป็นโอกาสที่ดีมากและไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก หากมีโอกาสก็ยินดีอย่างยิ่งที่จะได้กลับมาร่วมกิจกรรมดี ๆ แบบนี้อีกในปีถัดไป”
ในขณะเดียวกัน น.ส.อภิชา ภูมิประชา หรือ “กุ๊บกิ๊บ” ตัวแทนนิสิตจากคณะศึกษาศาสตร์ เอกการศึกษาตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กล่าวว่า หลังจากมีโอกาสได้เข้าร่วมโครงการแด่น้องผู้มีความหวัง ครั้งที่ 33 มองว่าเป็นโครงการที่ดีมาก ตอนแรกที่ได้รับข่าวสารก็ไปหาข้อมูลเพิ่มเติม จนได้รู้ว่าเป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เราได้เข้ามามีส่วนร่วมในการส่งต่อโอกาสให้กับน้อง ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีคุณค่า และอยากให้โครงการนี้ดำเนินต่อไปในปีถัด ๆ ไป
เธอยังกล่าวถึงการมีส่วนร่วมของนิสิตในครั้งนี้ว่า “เอกการศึกษาตลอดชีวิตของเรามาร่วมทั้งหมด 24 คน ซึ่งเป็นสาขาที่เน้นการจัดการเรียนรู้สำหรับคนทุกช่วงวัย จึงสอดคล้องกับลักษณะของกิจกรรมในค่ายเป็นอย่างมาก โดยวันนี้พวกเราก็ได้ร่วมจัดซุ้มกิจกรรมเพื่อให้น้อง ๆ ได้เข้ามาเรียนรู้และมีส่วนร่วมอย่างสนุกสนาน อยากเชิญชวนอาสาสมัคร หรือผู้ที่สนใจ มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อความหวังให้กับน้อง ๆ ในโครงการแด่น้องผู้มีความหวัง ครั้งต่อไป”
รอยยิ้มและเสียงหัวเราะของเด็กๆ ที่เกิดขึ้นตลอดทั้งงาน อาจเป็นภาพที่ดูเรียบง่าย แต่สำหรับเด็กบางคน นี่คือความทรงจำที่มีความหมายอย่างยิ่ง
ด.ญ.ศุภาพิชญ์ ปู่อ่อน หรือ “น้องพิงค์กี้” นักเรียนโรงเรียนบ้านนาสน ที่บอกว่า รู้สึกดีใจที่ได้เข้าร่วมกิจกรรม และสนุกกับการแสดงและการทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อน ๆ สะท้อนภาพของความสุขเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นตลอดทั้งงาน ขณะเดียวกัน กิจกรรมที่หลากหลายยังเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง และสัมผัสประสบการณ์ใหม่ร่วมกับหน่วยงานจากหลายภาคส่วน
...มากกว่าหนึ่งวัน…คือโอกาสที่อาจเปลี่ยนชีวิต แม้กิจกรรมจะสิ้นสุดลงภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน แต่สิ่งที่เด็ก ๆ ได้รับ อาจคงอยู่ยาวนานกว่านั้น ในขณะที่ความเหลื่อมล้ำด้านโอกาสยังคงเป็นความท้าทายสำคัญของสังคมไทย โครงการ “แด่น้องผู้มีความหวัง” อาจไม่สามารถเปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้ในทันที แต่สำหรับเด็กบางคนโอกาสเพียงหนึ่งวันอาจเพียงพอที่จะทำให้พวกเขาได้มองเห็นโลกในมุมที่กว้างขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือการได้รู้ว่า…“โลกใบนี้ยังมีพื้นที่สำหรับพวกเขาอยู่จริง”...








