รศ. ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ ที่ปรึกษาอธิการบดีมหาวิทยาลัยสวนดุสิต นำเสนอบทความเรื่อง "เรียนรู้อย่างไร? ให้มีความสุข" ความว่า เมื่อโลกการศึกษาหมุนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ที่ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตของนักศึกษาและผู้เรียนทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย ส่งผลให้มหาวิทยาลัยหลายแห่งต้องปรับรูปแบบการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับโลกยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้แบบเฉพาะบุคคลด้วย AI
การเรียนออนไลน์แบบโต้ตอบ และการใช้เทคโนโลยีเสมือนจริงเพื่อสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่ใกล้เคียงกับสถานการณ์จริง
ประเทศไทยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้จัดกิจกรรมหลากหลายเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ของเยาวชน เปิดโอกาสให้นักเรียนและนักศึกษาได้ค้นหาทิศทางการเรียนรู้ ได้รับคำแนะนำด้านอาชีพ และเข้าถึงทุนการศึกษาในสาขาที่เกี่ยวข้อง สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าโลกการเรียนรู้กำลังขับเคลื่อนไปสู่ยุคที่เทคโนโลยีและการพัฒนาทักษะใหม่เป็นหัวใจสำคัญของอนาคต อย่างไรก็ตาม โอกาสที่เพิ่มขึ้นกลับมีคำถามตามมาว่า เรียนรู้อย่างไร? ให้มีความสุข ในยุคที่ข้อมูลความรู้ท่วมท้น และการแข่งขันสูงขึ้นเรื่อย ๆ
ในอดีตหลายคนอาจมองว่าการเรียนคือ หน้าที่ที่ต้องทำให้สำเร็จ แม้จะต้องแลกมาด้วยความเครียดหรือความกดดัน แต่แนวคิดด้านการศึกษาสมัยใหม่กลับชี้ว่า การเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด คือการเรียนรู้ที่ผู้เรียนมีส่วนร่วมและมีความสุขกับกระบวนการนั้น
แนวคิด Active Learning หรือการเรียนรู้เชิงรุกเป็นแนวทางหนึ่งที่ได้รับความสนใจมากขึ้น เพราะเน้นให้ผู้เรียนลงมือทำ คิด วิเคราะห์ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้อื่น แทนที่การเป็นแค่ผู้ฟังในห้องเรียนเท่านั้น ทำให้ผู้เรียนมีบทบาทสำคัญในการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง เมื่อผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ ความรู้จะไม่ใช่ข้อมูลที่ต้องจำเพื่อสอบ แต่คือประสบการณ์ที่มีความหมาย และสิ่งนี้เองที่ทำให้การเรียนรู้เชื่อมโยงกับความสุขได้
ในอีกมุมหนึ่ง งานวิจัยเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้บริโภคของคนไทยในปัจจุบันพบปรากฏการณ์ที่น่าสนใจที่เรียกว่า “Dopamine Economy” หรือเศรษฐกิจแห่งรางวัลทางอารมณ์ “โดพามีน” เป็นสารเคมีในสมองที่เกี่ยวข้องกับแรงจูงใจและความคาดหวังต่อรางวัล เมื่อเราทำบางสิ่งแล้วคาดว่าจะได้รับผลลัพธ์ที่ดี สมองจะหลั่งโดพามีนเพื่อกระตุ้นให้เราลงมือทำมากขึ้น
ในยุคดิจิทัล สิ่งกระตุ้นโดพามีนอยู่รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นการไถฟีดโซเชียลมีเดีย การดูวิดีโอสั้น การช้อปปิ้งออนไลน์ หรือแม้แต่การลุ้นเปิดกล่องสุ่ม สิ่งเหล่านี้สร้าง “ความสุขแบบฉับพลัน” หรือ Happiness Spike ที่ช่วยให้ผู้คนรู้สึกดีในระยะสั้น โดยเฉพาะ
คนรุ่นใหม่อย่าง Gen Z ซึ่งอยู่ในช่วงวัยเรียนและเริ่มต้นทำงาน ต้องเผชิญกับความกดดันหลายด้าน ทั้งการแข่งขันทางการศึกษา ความคาดหวังจากสังคม และความไม่แน่นอนของอนาคต ผลลัพธ์คือ หลายคนหันไปหาความสุขแบบรวดเร็วผ่านโลกออนไลน์
แม้ว่าความสุขแบบฉับพลันจะช่วยผ่อนคลายความเครียด แต่ถ้าพึ่งพามากเกินไปอาจทำให้สูญเสียสมาธิ ขาดแรงจูงใจระยะยาว และเกิดภาวะที่เรียกว่า “Mismatch” คืออยากพัฒนาตัวเอง แต่กลับติดอยู่กับสิ่งกระตุ้นระยะสั้น
เมื่อพิจารณาให้ลึกซึ้งจะพบว่า ความสุขจากการเรียนรู้เกิดจาก “ความสนุก” และจากความรู้สึกว่าตนเอง “เติบโตขึ้น” ดังนั้น การสร้างการเรียนรู้ที่มีความสุขควรมีองค์ประกอบสำคัญ ๆ หลายประการ อาทิ
1. การเห็นความก้าวหน้าของตัวเอง มนุษย์ทุกคนต้องการความรู้สึกสำเร็จ แม้จะเป็นความสำเร็จเล็ก ๆ เช่น การเข้าใจบทเรียนที่ยาก การทำโครงงานสำเร็จ หรือการแก้ปัญหาด้วยตนเอง ความสำเร็จเล็ก ๆ เหล่านี้จะสร้างแรงจูงใจให้เราก้าวต่อไป
2. การเรียนรู้จากการลงมือทำ การเรียนรู้จากประสบการณ์จริง เช่น โครงงาน การทดลอง หรือการทำกิจกรรมกลุ่ม ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจเนื้อหาได้ลึกซึ้งกว่าเพียงการอ่านหรือฟังบรรยาย
3. การเชื่อมโยงความรู้กับชีวิตจริง เมื่อผู้เรียนเห็นว่าความรู้ที่เรียนสามารถนำไปใช้แก้ปัญหาในชีวิตจริงได้ การเรียนจะมีความหมายมากขึ้น และความหมายนี้เองที่สร้างความสุขที่ยั่งยืน
4. การสร้างสมดุลระหว่างการเรียนและชีวิต ความสุขไม่ได้เกิดจากการเรียนอย่างหนักเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีเวลาพักผ่อน ดูแลสุขภาพ และทำกิจกรรมที่เติมพลังใจ เช่น การออกกำลังกาย อ่านหนังสือ หรือใช้เวลากับครอบครัวและเพื่อน
5. การเรียนรู้ร่วมกับผู้อื่น การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การทำงานเป็นทีม และการช่วยเหลือกันในห้องเรียน ช่วยสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่อบอุ่นและสนุกสนาน
โลกการศึกษาใหม่ บทบาทของครูอาจารย์นอกจากจะเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้แล้ว ยังต้องเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ หรือ Facilitator ที่ช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนตั้งคำถาม คิดวิเคราะห์ และค้นหาคำตอบด้วยตนเอง ขณะเดียวกัน สถาบันการศึกษาควรใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม เพื่อเพิ่มความสะดวกในการเรียนและสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่มีคุณค่า เช่น การใช้ AI วิเคราะห์รูปแบบการเรียนของนักศึกษา การใช้เกมหรือสถานการณ์จำลองเพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วม หรือการออกแบบหลักสูตรที่เชื่อมโยงกับโลกการทำงานจริง
เมื่อสถาบันการศึกษารับเอาเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของผู้เรียน แต่ต้องไม่ใช่เพื่อเร่งการแข่งขันที่มากเกิน ทั้งนี้เพื่อให้การเรียนรู้เป็นพื้นที่แห่งการค้นพบตัวเองมากกว่าการต่อสู้เพื่อคะแนน ครูอาจารย์ต้องมองว่าความสุขจากการเรียนรู้ต้องมาจากผลลัพธ์การเรียนรู้ เช่น คะแนนหรือวุฒิการศึกษา ควบคู่กับกระบวนการที่ผู้เรียนค่อย ๆ เติบโต เรียนรู้จากความผิดพลาด และค้นพบศักยภาพภายในของตัวเอง
โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความรู้ใหม่ ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา และความรู้เดิมก็ล้าสมัยอย่างรวดเร็ว สิ่งสำคัญที่ผู้เรียนควรตระหนักต้องไม่ใช่แค่เรียนให้จบ แต่คือการเรียนรู้ตลอดชีวิต และมองว่าการเรียนรู้เป็นการเดินทาง ไม่ใช่การแข่งขัน เมื่อนั้นความสุขก็จะค่อย ๆ ปรากฏขึ้นระหว่างทางการเรียนรู้
ภายใต้แนวคิดและแนวทางข้างต้น นับเป็นจุดเริ่มต้นของ “มหาวิทยาลัยแห่งความสุข” หรือ Happy University ซึ่งนอกจากจะสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายหรือกิจกรรมที่สร้างความสนุกสนานแล้ว ยังหมายรวมถึงการออกแบบระบบการเรียนรู้ สภาพแวดล้อม และวัฒนธรรมองค์กรที่เอื้อต่อความสุขในการเรียนรู้ของผู้เรียน มหาวิทยาลัยที่มุ่งสู่การเป็นมหาวิทยาลัยแห่งความสุขจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาผู้เรียนอย่างรอบด้าน ทั้งด้านสติปัญญา อารมณ์ สังคม และคุณค่าภายใน
ครูอาจารย์และผู้เรียนทุกคนควรตระหนักและเข้าใจร่วมกันว่า การเรียนรู้ที่แท้จริงไม่ได้วัดว่า “รู้มากแค่ไหน” แต่วัดว่าผู้เรียน “เติบโตขึ้นเพียงใด” เมื่อเรียนรู้ด้วยความอยากรู้ เปิดใจรับประสบการณ์ใหม่ และให้เวลากับการพัฒนาตัวเองทีละเล็ก
ทีละน้อย ในที่สุดจะค้นพบว่า “ความสุขจากการเรียนรู้ ไม่ได้อยู่ที่ปลายทางของความสำเร็จ แต่อยู่ในทุกก้าวของการเรียนรู้ที่กำลังเดินอยู่ในวันนี้” ครับ...
#การศึกษา #AIกับการศึกษา #ActiveLearning #HappyUniversity #การเรียนรู้ตลอดชีวิต #GenZ #การพัฒนาตนเอง #คอลัมน์การศึกษา #siamrathonline







