มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) โดยหน่วยงาน General Support & Services (GS&S) จัดอบรมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อ “จากฟัง สู่เข้าใจ : 7 เทคนิค เข้าใจคนแบบมืออาชีพ” เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา เพื่อพัฒนาทักษะการฟังเชิงลึกและการเข้าใจผู้อื่นอย่างมืออาชีพ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญทั้งในด้านการเรียน การทำงาน และการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นในสังคมยุคใหม่ ณ ห้องประชุมสมภพ โหตระกิตย์ (5-2) อาคารสำนักอธิการบดี 2 DPU
ในกิจกรรม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วันวร จะนู ผู้เชี่ยวชาญพิเศษอาวุโส General Support & Services มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เป็นประธานเปิดการอบรมในครั้งนี้ โดยมี ดร.อสมา คัมภิรานนท์ ผู้อำนวยการศูนย์สุขภาวะ (Mental Well-being Center) เป็นวิทยากรถ่ายทอดองค์ความรู้และจัดกิจกรรมเวิร์กช็อป โดยมีนักศึกษาชั้นปีที่ 1–3 เข้าร่วมจำนวนมาก
มหาวิทยาลัย คือบ้าน สร้างศูนย์สุขภาวะเป็นพื้นที่ปลอดภัย ดูแลนักศึกษาอย่างเป็นระบบ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วันวร เปิดเผยว่า โครงการนี้เกิดขึ้นภายใต้แนวคิดการดูแลนักศึกษาอย่างเป็นระบบ หลังจากมหาวิทยาลัยได้จัดตั้ง “ศูนย์สุขภาวะ” ขึ้น เพื่อสนับสนุนนักศึกษาอย่างรอบด้าน ซึ่งศูนย์แห่งนี้ไม่ได้มีบทบาทเพียงการให้คำปรึกษาด้านความรู้สึกหรือสุขภาพจิต แต่ยังเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่นักศึกษาสามารถเข้ามาพูดคุยได้ทุกเรื่อง ท่ามกลางบริบทโลกยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงและแรงกดดัน นักศึกษาจึงจำเป็นต้องมีทั้งพื้นที่และผู้ฟังที่เข้าใจ
“มหาวิทยาลัยเปรียบเสมือนบ้านที่นักศึกษาใช้ชีวิตอยู่ประมาณ 4 ปี การมีผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษา นอกเหนือจากกลุ่มเพื่อน จึงเป็นสิ่งสำคัญดังนั้นการเข้ารับคำปรึกษาไม่ได้หมายความว่ามีปัญหาทางจิต แต่สามารถพูดคุยได้ทุกประเด็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรัก ทุนการศึกษา หรือเรื่องส่วนตัวอื่น ๆ โดยศูนย์มีทีมนักจิตวิทยารุ่นใหม่ที่มีช่วงวัยใกล้เคียงกับนักศึกษา และมีผู้เชี่ยวชาญคอยกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด นอกจากการแก้ไขปัญหา ศูนย์ยังมีบทบาทด้าน “การป้องกัน” และ “การส่งเสริม” ด้วย ซึ่งกิจกรรมในวันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจนั้น” ผู้เชี่ยวชาญพิเศษอาวุโส หน่วยงาน General Support & Servicesมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าว
ในโลกยุค AI ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วันวร ชี้ให้เห็นว่า แม้ทักษะด้านเทคนิคและการใช้เทคโนโลยีจะมีความสำคัญ แต่เวทีระดับนานาชาติหลายแห่งยืนยันตรงกันว่า “ทักษะด้าน EQ หรือความฉลาดทางอารมณ์” เป็นหนึ่งในทักษะสำคัญที่สุดของโลกการทำงานยุคใหม่เพราะองค์กรให้ความสำคัญกับความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่น การสื่อสาร และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี มากกว่าความรู้เชิงวิชาการเพียงอย่างเดียว เพราะ AI ไม่มีหัวใจ ไม่มีความรู้สึก แต่มนุษย์ต้องอยู่ร่วมกับครอบครัว เพื่อนร่วมงาน และลูกค้า ความสามารถในการเข้าใจผู้อื่นจึงเป็นหัวใจของโลกยุคใหม่
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วันวร ยังอ้างถึงงานวิจัย Harvard Study of Adult Development ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ในสหรัฐอเมริกาที่ติดตามชีวิตผู้คนยาวนานเกือบ 70–80 ปี โดยปัจจัยสำคัญที่สุดของความสุขในชีวิตไม่ใช่เงิน ชื่อเสียง หรือสถานะทางสังคม แต่คือ ความสัมพันธ์ที่ดี หรือ (good relationships) ดังนั้นกิจกรรมในครั้งนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้การเข้าใจตนเอง เข้าใจผู้อื่น และนำทักษะดังกล่าวไปใช้สร้างความสัมพันธ์ที่ดีในชีวิตจริง ซึ่งเป็นรากฐานความสุขและความสำเร็จระยะยาว
Deep Listening ฟังให้ลึกถึงหัวใจ พัฒนาทักษะ EQ ที่ AI ทดแทนไม่ได้
ด้าน ดร.อสมา กล่าวว่า การอบรมจัดขึ้นโดยแบ่งเป็น 2 รุ่น ช่วงเช้าและช่วงบ่าย เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาเข้าร่วมได้อย่างทั่วถึง โดยออกแบบในรูปแบบ Workshop ที่เน้นการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง ผู้เข้าร่วมไม่ได้เป็นเพียงผู้ฟังการบรรยาย แต่ได้ลงมือปฏิบัติผ่านกิจกรรมกลุ่ม การแสดงบทบาทสมมติ (Role Play) สถานการณ์จำลอง และการสะท้อนความคิดเห็นร่วมกันในชั้นเรียน เพื่อให้เห็นผลลัพธ์ของการสื่อสารที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ทันที โดยนักศึกษาที่เข้าร่วมกิจกรรมจะได้รับ 5 D-Point และเกียรติบัตรเพื่อสะสมเป็นผลงานพัฒนาตนเอง สะท้อนแนวทางการส่งเสริมศักยภาพนักศึกษาอย่างรอบด้านผ่านมิติของสุขภาวะและทักษะชีวิตควบคู่กัน
“หัวใจสำคัญของหลักสูตรคือ การพัฒนาทักษะ การฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening) ซึ่งมุ่งเน้นการทำความเข้าใจโลกภายในของผู้พูด ทั้งมุมมอง ความเชื่อ ประสบการณ์ และบริบทชีวิตที่หล่อหลอมความคิดและอารมณ์ การฟังในแนวทางนี้ให้ความสำคัญกับการรับรู้ความรู้สึก ความต้องการ และความหมายที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังคำพูด ช่วยสร้างบรรยากาศการสื่อสารที่ปลอดภัย ลดอคติ และลดความเข้าใจคลาดเคลื่อนที่มักเกิดจากการตีความอย่างเร่งรีบ” ผู้อำนวยการศูนย์สุขภาวะ กล่าว
เนื้อหาการอบรมครอบคลุม 7 เทคนิคสำคัญ ได้แก่ การฟังอย่างตั้งใจ การตั้งคำถามปลายเปิดเพื่อกระตุ้นการสำรวจตนเอง การสะท้อนความรู้สึกเพื่อยืนยันความเข้าใจ การตีความอย่างรอบคอบ การทำให้กระจ่างเพื่อลดความคลาดเคลื่อน การให้กำลังใจเพื่อเสริมพลังบวก และการสรุปประเด็นเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน พร้อมทั้งการใช้คำถามเชิงระดับ (Scaling Questions 0–10) เพื่อช่วยให้ผู้พูดประเมินระดับความรู้สึกหรือสถานการณ์ของตนเองได้อย่างเป็นรูปธรรม ทุกเทคนิคบูรณาการเข้าด้วยกัน เพื่อให้การสื่อสารนำไปสู่ความเข้าใจที่ลึกซึ้ง ตรงประเด็น และสร้างความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพ
จากรีบให้คำตอบ สู่การฟังอย่างเข้าใจ เรียนรู้ดูแลทั้งเพื่อนและตัวเอง
หนึ่งในนักศึกษาที่ให้ความสนใจเข้าร่วมกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ นายอัครวินท์ วงค์ประดิษฐ์ นักศึกษาชั้นปีที่ 2 วิทยาลัยการพัฒนาและฝึกอบรมด้านการบิน ได้สะท้อนมุมมองไว้อย่างน่าสนใจว่า ตนตั้งใจสมัครมาอบรมครั้งนี้ เพราะอยากรู้จักตัวเองให้มากขึ้น และอยากฝึกการรับฟังคนอื่นให้เข้าใจมากกว่าเดิม เนื่องจากมองว่าทักษะการฟังและการเข้าใจผู้อื่นเป็นเรื่องสำคัญ ทั้งกับการเรียน การทำงาน และการใช้ชีวิตร่วมกับคนรอบข้าง
“กิจกรรมทั้งช่วงเช้าและบ่ายเป็นกันเองและสนุกกว่าที่คิด มีการเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมมีส่วนร่วมตลอดเวลา ชอบรูปแบบที่ไม่ได้มีแค่นั่งฟังบรรยาย แต่มีการทำกิจกรรม เวิร์กช็อป และให้ลองแก้สถานการณ์จริง ทำให้ได้มีส่วนร่วมและได้ลงมือทำจริง ซึ่งสิ่งที่ได้จากการอบรมครั้งนี้สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ เช่น การให้คำปรึกษาเพื่อน การช่วยเหลือคนรอบตัว รวมถึงทำให้ตนเองกลับมาทบทวนและเรียนรู้ที่จะเข้าใจและรักตัวเองมากขึ้นด้วย” นักศึกษาที่เข้ารับการอบรม กล่าว
ขณะที่ นางสาวพิมพ์ณิศา สังศรีอินทร์ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาการออกแบบเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งเข้าร่วมกิจกรรมพร้อมเพื่อนในกลุ่ม ได้แก่ นางสาวณัฐพิธชญา อินทรผล , นางสาวสิรินทรา รักษาธิการ และนางสาวพรกนก จำปาขาว กล่าวว่า ตนตัดสินใจเข้าร่วมกิจกรรมเพราะหัวข้อการอบรมเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันโดยตรง อีกทั้งยังเป็นโอกาสในการพัฒนาตนเอง โดยเฉพาะในเรื่องการเข้าใจตนเองและการเข้าใจผู้อื่น ซึ่งถือเป็นพื้นฐานสำคัญของการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นในกลุ่มเพื่อน ครอบครัว หรือในบริบทการทำงานในอนาคต
นางสาวพิมพ์ณิศา กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจบกิจกรรมรู้สึกทั้งสนุกและได้ประโยชน์อย่างมาก โดยเฉพาะในเรื่องการให้คำปรึกษาเพื่อน จากเดิมที่อาจรีบแนะนำหรือพูดตรงเกินไปโดยยังไม่ทันใส่ใจความรู้สึกของอีกฝ่าย แต่เมื่อได้เรียนรู้หลักการรับฟังอย่างตั้งใจและการเลือกใช้คำพูดที่เหมาะสม ก็ทำให้เข้าใจว่าการให้กำลังใจและการมองสถานการณ์ในมุมของเพื่อนมีความสำคัญเพียงใด นอกจากนี้กิจกรรมยังช่วยให้ตนเองได้ทบทวนและเข้าใจตัวเองลึกซึ้งมากขึ้น ซึ่งสามารถนำไปปรับใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันและในอนาคตหากมีการจัดกิจกรรมลักษณะนี้อีก ก็พร้อมเข้าร่วมอีกครั้งอย่างแน่นอน








