ดร.นงค์ลักษณ์ โชติวิทยาธานินทร์ สถาบันโรจน์ผลพันธิน มหาวิทยาลัยสวนดุสิต นำเสนอบทความเรื่อง “จิบกาแฟ จับเข่าคุย”ก้าวแรก สู่ความร่วมมือของ 3 สภาคณาจารย์ฯ” ความว่า สภาคณาจารย์และพนักงาน/ข้าราชการในมหาวิทยาลัยมีรากฐานมาจากหลักการบริหารแบบมีส่วนร่วม (Participatory governance) ซึ่งยึดถือว่า “ผู้ปฏิบัติงาน” คือผู้ที่เข้าใจปัญหาและศักยภาพขององค์กรอย่างลึกซึ้งที่สุด โดยสภาคณาจารย์ฯ ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของคณาจารย์และบุคลากรในการเสนอแนะเชิงนโยบาย ให้ข้อคิดเห็นต่อแผนพัฒนา ตลอดจนสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพการศึกษา
สำหรับจุดเริ่มต้นของการจัดตั้งสภาคณาจารย์ฯ ในประเทศไทย ก็เพื่อสร้างกลไกถ่วงดุลและคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของบุคลากร โดยเวทีสภาคณาจารย์ฯ เป็นพื้นที่ของการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ผ่านการเจรจาร่วมเพื่อสร้างฉันทามติระหว่างกัน หากสภาคณาจารย์ฯ ทำหน้าที่ได้เข้มแข็งจะส่งผลให้การกำหนดนโยบายมีความรอบคอบ โปร่งใส และสอดคล้องกับสภาพการทำงานจริง ตัวอย่างเช่น การเสนอแนวทางบริหารภาระงานที่เหมาะสม การพัฒนาระบบประเมินผลที่เป็นธรรม หรือการออกแบบสวัสดิการที่ตอบโจทย์ชีวิตบุคลากรในยุคดิจิทัล
ยิ่งไปกว่านั้น สภาคณาจารย์ฯ ยังมีบทบาทในการธำรงจริยธรรมทางวิชาการ สนับสนุนเสรีภาพทางวิชาการ และส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่เคารพความหลากหลาย เมื่อบุคลากรมหาวิทยาลัยรู้สึกว่าตนมีพื้นที่ในการแสดงความคิดเห็น ความผูกพันต่อองค์กร (Organizational engagement) ย่อมเพิ่มสูงขึ้นนำไปสู่ประสิทธิภาพในการทำงานและคุณภาพการเรียนการสอนที่ยั่งยืน
ความท้าทายสำคัญของมหาวิทยาลัยยุคนี้คือ การสร้างสมดุลระหว่างประสิทธิภาพการบริหารกับความเป็นธรรมต่อบุคลากร สภาคณาจารย์ฯ จึงทำหน้าที่เป็น “สะพาน” เชื่อมระหว่างนโยบายระดับผู้บริหารกับเสียงสะท้อนจากหน่วยปฏิบัติ การประชุมหารือ และการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นอย่างสม่ำเสมอเป็นกลไกที่ช่วยลดช่องว่างความขัดแย้งและเสริมความเข้าใจ
ในหลาย ๆ มหาวิทยาลัย สภาคณาจารย์ฯ มีบทบาทสำคัญในการพิจารณาร่างข้อบังคับมหาวิทยาลัย การกำหนดแนวทางพัฒนาบุคลากร และการติดตามผลกระทบจากนโยบายใหม่ ๆ เช่น การปรับระบบค่าตอบแทน หรือการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในงานบริหาร เมื่อการตัดสินใจเรื่องสำคัญ ๆ ของมหาวิทยาลัยตั้งอยู่บนการรับฟังของหลาย ๆ ฝ่ายความไว้วางใจต่อองค์กรย่อมเพิ่มขึ้น
ในต่างประเทศ สภาคณาจารย์หรือองค์กรเทียบเท่ามีบทบาทเด่นชัดในการกำกับมาตรฐานวิชาการและคุ้มครองสิทธิบุคลากร ซึ่งการมีองค์กรตัวแทนบุคลากรมหาวิทยาลัยที่เข้มแข็งยังช่วยเสริมสร้างคุณภาพการกำกับดูแล (Governance quality) และความยั่งยืนของสถาบัน
มหาวิทยาลัยชั้นนำในสิงคโปร์ มีโครงสร้าง Academic senate ที่เข้มแข็ง คอยทำหน้าที่กำกับหลักสูตร คุณภาพงานวิจัย และจริยธรรมทางวิชาการ โดยคณาจารย์มีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ ไต้หวัน มีระบบ Faculty association ที่ทำงานร่วมกับผู้บริหารในประเด็นสิทธิแรงงานและเสรีภาพทางวิชาการ ญี่ปุ่น ใช้ระบบ Faculty council ในการพิจารณานโยบายสำคัญ เช่น การแต่งตั้งผู้บริหารและการปรับโครงสร้างคณะ เกาหลีใต้ องค์กรคณาจารย์มีบทบาทในการผลักดันความโปร่งใสและความเป็นธรรมในกระบวนการสรรหาผู้บริหาร และออสเตรเลีย สหภาพและสภาคณาจารย์มีความเข้มแข็งในการเจรจาข้อตกลงด้านสภาพการจ้างและการพัฒนาวิชาชีพ
กิจกรรม “จิบกาแฟ จับเข่าคุย 3 สภาคณาจารย์และพนักงาน/ข้าราชการ” ซึ่งจัดขึ้นในวันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 ณ มหาวิทยาลัยสวนดุสิตนี้ นับเป็นก้าวแรกของความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษา 3 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) มหาวิทยาลัยสวนดุสิต (มสด.) และมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา (มบส.) โดยมีประธานสภาคณาจารย์ฯ จากทั้งสามแห่งร่วมเป็นวิทยากรแลกเปลี่ยนมุมมอง ประสบการณ์ และบทเรียนการทำงาน เพื่อตอกย้ำว่า “สภาคณาจารย์และพนักงาน/ข้าราชการ” เป็นกลไกกลางที่สะท้อนเสียงของบุคลากร เชื่อมประสานแนวนโยบาย และรักษาดุลยภาพระหว่างการบริหารจัดการกับหลักธรรมาภิบาล
การที่ประธานสภาคณาจารย์ฯ จาก มศว มสด. และมบส.ร่วมเป็นวิทยากรในเวทีเดียวกัน นับว่าเป็นสัญลักษณ์ของความเชื่อมั่นว่าความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษาจะช่วยยกระดับมาตรฐานการทำงานของสภาคณาจารย์ฯ ในระดับประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการนำรายได้ไปเป็นทุนการศึกษายิ่งเป็นการตอกย้ำว่า การทำงานของสภาคณาจารย์ฯ มุ่งส่งผลกระทบต่อผู้เรียนและสังคมโดยรวม
เมื่อพิจารณาบทบาทของสภาคณาจารย์ฯ กับบริบทโลกอย่าง SDGs (Sustainable Development Goals) หรือ “เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน” พบว่ามีความเชื่อมโยงโดยตรงในหลาย ๆ เป้าหมาย ได้แก่ SDG 4 การศึกษาที่มีคุณภาพ ผ่านการส่งเสริมมาตรฐานวิชาการและการมีส่วนร่วมของผู้สอนในการพัฒนาหลักสูตร SDG 8 งานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ ผ่านการคุ้มครองสิทธิแรงงานและการพัฒนาศักยภาพบุคลากร SDG 16 สถาบันที่เข้มแข็ง โปร่งใส และมีความรับผิดชอบ ผ่านกระบวนการกำกับดูแลที่เปิดกว้างและตรวจสอบได้ และ SDG 17 ความร่วมมือเพื่อการพัฒนา ซึ่งสะท้อนผ่านความร่วมมือระหว่าง 3 มหาวิทยาลัยในกิจกรรม “จิบกาแฟ จับเข่าคุย 3 สภาคณาจารย์และพนักงาน/ข้าราชการ” ซึ่งการจัดกิจกรรม “จิบกาแฟ จับเข่าคุย” นี้แสดงถึงวัฒนธรรมการสื่อสารที่ไม่เป็นทางการ เปิดพื้นที่ปลอดภัยให้เกิดการแลกเปลี่ยน และสร้างเครือข่ายความร่วมมือข้ามสถาบัน
บนเส้นทางความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรวดเร็ว ไร้ความแน่นอน และความท้าทายที่หาจุดจบไม่ได้ของโลกวันนี้และอนาคต
การเปิดหรือมีพื้นที่สนทนาอย่างสร้างสรรค์จะกลายเป็นการลงทุนทางสังคมที่เพิ่มทั้งมูลค่าและคุณค่า ก้าวแรกของความร่วมมือใน
ครั้งนี้เป็นฐานสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่อาจต่อยอดสู่การพัฒนานโยบายร่วม งานวิจัยเปรียบเทียบ หรือการจัดตั้งเวที
สภาคณาจารย์ฯระดับภูมิภาค
ที่สำคัญ เมื่อเสียงของผู้ปฏิบัติงานได้รับการรับฟัง ก้าวเดินของมหาวิทยาลัยย่อมเข้มแข็งและมั่นคงขึ้น เพราะพลังแห่งความคิดและประกายของการเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ ผ่านเวที “จิบกาแฟ จับเข่าคุย 3 สภาคณาจารย์และพนักงาน/ข้าราชการ” ด้วยบทสนทนาเรียบง่ายแต่มีสาระได้เริ่มออกเดินทางแล้ว...








