3 ก.พ.69 กรุงเทพฯ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมามีความก้าวหน้าด้านการศึกษา ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายหลักที่ต้องดำเนินการอย่างจริงจัง เนื่องจากเป็นรากฐานในการลดความเหลื่อมล้ำและแก้ไขปัญหา "โง่ จน เจ็บ" โดยผลสำรวจนิด้าโพลล่าสุดชี้ให้เห็นว่า ประชาชนมีความเห็นเกี่ยวกับการพัฒนาการศึกษาของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ร้อยละ 36.70 อยู่ที่ระดับค่อนข้างพอใจ
นายชัชชาติ กล่าวว่า นโยบายด้านการศึกษาที่ กทม. ดำเนินการมานั้นมุ่งเน้นไปที่การปฏิรูปห้องเรียน โดยมีการขยายห้องเรียนดิจิทัลจนครบทั้ง 437 ห้อง หัวใจสำคัญของห้องเรียนดิจิทัลคือการทำให้เด็กเป็นเจ้าของการศึกษาของตนเอง ซึ่งช่วยให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้ตามความเร็วของตนเอง ไม่ต้องขึ้นอยู่กับจังหวะของครูหรือเพื่อนที่อาจเร็วกว่าหรือช้ากว่า เนื้อหาการเรียนทั้งหมดจะอยู่บนระบบคลาวด์ (cloud) ทำให้นักเรียนสามารถใช้บัญชีอีเมลส่วนตัวล็อกอินเพื่อทบทวนบทเรียนได้ทุกที่ แม้จะอยู่บ้านหรือใช้โทรศัพท์มือถือ การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้เกิดความมีชีวิตชีวาในห้องเรียนมากขึ้น ทั้งยังช่วยให้เด็กที่ไม่เก่งสามารถตามทันได้ เนื่องจากมีโอกาสกลับไปทบทวนบทเรียนที่เคยลืม สำหรับการบ้าน จะมีการปรับลดลงและเปลี่ยนไปเน้นการทำในรูปแบบโครงการ (Project-based) หรือการวิเคราะห์มากขึ้น
นายชัชชาติ ได้กล่าวถึงความแตกต่างระหว่างห้องเรียนดิจิทัลกับห้องคอมพิวเตอร์ว่า ห้องเรียนดิจิทัลที่ใช้แล็ปท็อปนั้นเปรียบเสมือนสมุดหรือหนังสือในอนาคต ขณะที่ห้องคอมพิวเตอร์ยังคงมีอยู่สำหรับโปรแกรมที่ต้องใช้ความรู้ขั้นสูง (Advance) เช่น การเขียนโปรแกรมหุ่นยนต์ (Robotics) หรือการฝึกภาษาที่ต้องใช้ไมโครโฟน ซึ่งเป็นส่วนเสริมที่ทำงานร่วมกัน (complementing) ทั้งนี้ กทม. ได้มีการร่วมมือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อช่วยกำกับดูแลคุณครูให้ใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม ไม่ให้ใช้มากเกินไปจนเด็กเบื่อ และยังคงให้ความสำคัญกับการฝึกเขียนหนังสือในกระดาษและการฝึกพิมพ์ดีด
นอกจากนี้ กทม. ยังได้ให้ความสำคัญกับการลดภาระผู้ปกครองด้วยการขยายห้องเรียนอนุบาล 3 ขวบให้ให้เด็กเข้าสู่ระบบการศึกษามากขึ้น และในด้านการเรียนรู้ตลอดชีวิต กทม. ได้เตรียมพัฒนาแพลตฟอร์ม "Next Learn" ในปี 2569 โดยได้รับแรงบันดาลใจจากโครงการ Skill Future ของสิงคโปร์ เพื่อรวบรวมหลักสูตรต่างๆ เช่น AI และภาษา เพื่อยกระดับศูนย์ฝึกอาชีพของ กทม. ให้ทันสมัยขึ้น รวมถึงการออกข้อบัญญัติเพื่อสนับสนุนศูนย์เด็กเล็กนอกชุมชน
สำหรับศูนย์ฝึกอาชีพนั้น ได้มีการปรับปรุงระบบลงทะเบียนให้เป็นออนไลน์ เนื่องจากระบบเดิมที่มีค่าธรรมเนียมเพียง 105 บาท ทำให้มีปัญหาการจองแล้วไม่มาเรียน หรือเรียนแล้วลาออกกลางคันสูงถึง 30-40% การใช้ระบบออนไลน์ใหม่ที่ต้องมีการมัดจำหรือจ่ายเงินก่อน ทำให้สามารถลดปัญหาการยกเลิกชั้นเรียนลงได้จนแทบไม่มีเลย
ในส่วนของแผนงานในอนาคต กทม. จะดำเนินการขยาย "ห้องเรียนปลอดฝุ่น" (Dust-free classrooms) ให้ครบ 1,570 ห้อง สำหรับชั้นอนุบาลทั้งหมดภายในปี 2569 และให้ความสำคัญกับการขยายโรงเรียนสองภาษา ซึ่งได้รับความไว้วางใจจากผู้ปกครองและมีผลการเรียนที่ดี รวมถึงการผลักดัน "ห้องเรียนร่วม" (เด็กพิเศษ) ให้ครอบคลุมทุกเขต นายชัชชาติยอมรับว่าปัจจุบันมีเด็กพิเศษที่อยู่ในระบบโรงเรียน กทม. ประมาณ 4,000 กว่าคน แต่เชื่อว่ายังมีอีกมาก กทม. จึงใช้โครงการตรวจสุขภาพ 1 ล้านคนเพื่อช่วยให้ผู้ปกครองรับทราบและเข้าใจความต้องการพิเศษของบุตรหลานตนเอง และมีการจัดทำกรณีศึกษาเชิงบวกเพื่อสร้างความเข้าใจให้ผู้ปกครองยอมรับว่าการสนับสนุนเด็กพิเศษจะช่วยให้การเรียนรู้และพัฒนาการของเด็กดีขึ้น
นอกจากนี้ กทม. ยังได้ปรับปรุงโครงการที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาและความรู้ เช่น การยกเลิกโครงการห้องสมุดเคลื่อนที่ เนื่องจากไม่คุ้มค่า และหันไปพัฒนาบ้านหนังสือแทน








