กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และสำนักจุฬาราชมนตรี ได้จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการและการจัดตั้งสภานักวิชาการมุสลิมแห่งประเทศไทย ณ ห้อง Grand Meroz โรงแรม อัล มีรอซ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. เพื่อพัฒนาอิสลามศึกษาในประเทศไทย พร้อมกับการเปิดตัว Thailand Islamic Education Hub (TIEH) กรอบยุทธศาสตร์มุสลิมไทย MT-Vision 2030 และการขับเคลื่อนสภานักวิชาการมุสลิมแห่งประเทศไทย เพื่อพัฒนาประเทศไทยให้ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้อิสลามศึกษาระดับภูมิภาค
การจัดตั้งครั้งนี้นับเป็น ‘สถาปัตยกรรมใหม่’ ขององค์ความรู้อิสลามไทย และเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยสร้างระบบผลิตองค์ความรู้อิสลามแบบครบวงจร ตั้งแต่วิจัย นโยบาย การศึกษา ไปจนถึงการผลิตบุคลากร กลไกกลางระดับชาตินี้เชื่อมโยงมหาวิทยาลัย 12 แห่ง สถาบันศาสนา ผู้นำชุมชน และนักวิชาการสังคมศาสตร์และอิสลามศึกษาเข้าไว้ในระบบเดียวกัน
โครงการ TIEH และกรอบแผนยุทธศาสตร์มุสลิมไทย MT-Vision 2030 มีความสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) โดยเฉพาะเป้าหมายที่ 4 การศึกษาที่มีคุณภาพ และเป้าหมายที่ 16 สังคมสงบสุข นอกจากนี้การพัฒนาศูนย์กลางอิสลามศึกษายังสามารถเสริมสร้างอำนาจละมุน (Soft Power) ของไทยในโลกมุสลิม โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศ OIC (Organization of Islamic Cooperation) ซึ่งมีสมาชิก 57 ประเทศ การยกระดับมาตรฐานการศึกษาในโครงการนี้เน้นแนวทางสหวิทยาการ (Interdisciplinary Approach) เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้สมัยใหม่กับมาตรฐานสากล
ในช่วงบ่ายที่มีการประชุมกลุ่มย่อย เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ และ อาจารย์อำนาจ มะหะหมัด หัวหน้าหลักสูตรอิสลามศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU-ART) ในฐานะตัวแทนกลุ่มสังคมศาสตร์ ได้ขึ้นเวทีเพื่อนำเสนอมุมมองเชิงยุทธศาสตร์โดยชี้ให้เห็นว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะไร้ผลหากทุกฝ่ายยังคงทำงานเชิงพิธีการโดยไม่เปลี่ยนวิธีคิดให้สอดคล้องกับโลกสมัยใหม่
“ถ้าเราสร้างโครงสร้างใหม่ แต่ไม่สร้างความคิดใหม่ เข้ามาพร้อมกัน ทั้งหมดนี้ก็จะเป็นเพียงเอกสารที่ไม่มีหัวใจและไร้ความหมายสำหรับอนาคต” อาจารย์อำนาจ กล่าวย้ำ พร้อมเสนอแกนคิดสำคัญ 3 ประเด็นที่สังคมมุสลิมไทยต้องเร่งขับเคลื่อนเพื่อให้วิสัยทัศน์นี้เกิดขึ้นจริง
1. Digital Islamic Education ต้องเป็นหัวใจ ไม่ใช่ภาคผนวก เพื่อให้ Thailand Islamic Education Hub เกิดขึ้นจริง การศึกษาอิสลามต้องสามารถดำเนินการออนไลน์ได้เต็มรูปแบบ เข้าถึงต่างประเทศ เชื่อมโยงกับตลาดแรงงานสมัยใหม่ และมีมาตรฐานสากล โดยโมเดลที่บุกเบิกที่ DPU คือ “หลักฐานมีชีวิต” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแนวทางดังกล่าวสามารถทำได้จริง
2. การเปลี่ยนอนาคตฮาลาลให้เป็น อุตสาหกรรมความรู้ ไม่ใช่เพียงตรารับรอง ประเทศไทยต้องสามารถผลิตบุคลากรที่ผสานศาสนศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และกฎหมายระหว่างประเทศเข้าด้วยกัน เพื่อแข่งขันกับตลาดฮาลาลที่เติบโตอย่างรวดเร็ว อาจารย์อำนาจกล่าวว่า “หากไม่เร่งสร้างคน ฮาลาลไทยจะถูกโลกทิ้ง ทั้งที่เราควรเป็นผู้นำในอาเซียน”
3. MT-Vision 2030 ต้องเดินได้จริง ไม่ใช่เอกสารสวยงาม การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์จำเป็นต้องมีฐานข้อมูลกลาง ระบบติดตามผล โครงการที่ลงสู่พื้นที่และการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อให้วิสัยทัศน์กลายเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ การดำเนินงานยังต้องลงสู่ภาคปฏิบัติจริงผ่านยุทธศาสตร์ที่ 4 ด้านสังคมสร้างสรรค์และพหุวัฒนธรรม ซึ่งครอบคลุมการสื่อสารอัตลักษณ์เพื่อสร้างสะพานเชื่อมโยงกับต่างศาสนิกชน รวมถึงการสร้างภูมิคุ้มกันทางความคิดในยุคข้อมูลเทียม และการศึกษาปรากฏการณ์ความไม่เข้าใจ เช่น Islamophobia ที่ปรากฏในหลายมิติของสังคมไทย อาจารย์อำนาจเน้นว่า หากไม่มีฐานข้อมูลเหล่านี้ MT-Vision 2030 จะเป็นเพียงแผนที่ที่ไม่มีพิกัดจริง
อาจารย์อำนาจ ได้กล่าวสรุปถึงพันธกิจที่แท้จริงของการวางรากฐานทางปัญญาด้วยว่า “งานวันนี้ไม่ใช่การลงนาม แต่เป็นการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญาของสังคมมุสลิมไทย โดยหวังว่าสะพานนี้จะเป็นโซ่ข้อกลางที่ขาดหายไปของสังคมมุสลิมต่อไปได้ ถ้าเรายังคิดแบบเดิม เราจะหยุดอยู่ที่เดิม แต่ถ้าเรากล้าปรับตัว เราจะกลายเป็นศูนย์กลางที่โลกมุสลิมต้องหันมามอง”
ทั้งนี้ โครงการ Thailand Islamic Education Hub ได้เริ่มต้นด้วยสถาบันอุดมศึกษานำร่อง 12 แห่ง การกระจายตัวของสถาบันนำร่องนี้สะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับพื้นที่ภาคใต้เป็นพิเศษ โดยมีสถาบัน 8 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 66.7 กรุงเทพฯ และภาคกลาง 3 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 25.0 และภาคตะวันออก 1 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 8.3 ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นที่เป็นรูปธรรมสำหรับการรวมศูนย์องค์ความรู้ภายในประเทศ








