กรณีข้อกล่าวหาล่วงละเมิดทางเพศในแวดวงนักกิจกรรมทางการเมืองกำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง หลังเพจ socialgaze เผยแพร่บทสัมภาษณ์หญิงรายหนึ่งโดยใช้นามสมมุติว่า “คุณ A” บอกเล่าประสบการณ์ที่ระบุว่า ถูกนักกิจกรรมการเมืองรุ่นอาวุโสซึ่งเป็นที่รู้จักในแวดวงนักเคลื่อนไหวและขบวนการแรงงานล่วงละเมิดทางเพศ
ล่าสุด เมื่อวันที่ 22 ส.ค.69 นายสุณัย ผาสุข ที่ปรึกษาฮิวแมนไรท์วอทช์ประจำประเทศไทย โพสต์ข้อความผ่านอแปพลิเคชั่น X บัญชี Sunai (@sunaibkk) ระบุว่า อัพเดต! ผ่านมา 24 ชั่วโมง ข้อมูลจากปากคำของฝ่ายต่างๆ ทำให้เชื่อว่า ‘สมยศ พฤกษาเกษมสุข’ นักกิจกรรมชื่อดัง คือ ผู้ที่ก่อเหตุล่วงละเมิดทางเพศดังกล่าว น่าตกใจว่าพฤติกรรม Sexual Predator ของเขาเป็นที่รับรู้กันมานานแล้ว และที่ผ่านมามีผู้ถูกกระทำจำนวนไม่น้อย แต่ทำไมถึงยังมีที่ยืน ให้ใช้การเคลื่อนไหวในขบวนการแรงงาน และประชาธิปไตยเป็นพื้นที่ก่อเหตุมาเรื่อยๆ
ต่อมา นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข นักเคลื่อนไหวทางการเมืองอาวุโส ได้เคลื่อนไหวผ่านเฟซบุ๊ก “Somyot Pruksakasemsuk” โดยโพสต์ข้อความหัวข้อ “คำขอโทษ” กล่าวขอโทษต่อ “คุณ A” พร้อมระบุว่า "ตนเข้าใจผิดและคิดเพียงฝ่ายเดียวว่าอีกฝ่ายให้ความยินยอม"
นายสมยศ ระบุว่า “ผมขอโทษคุณ A ที่ผมเข้าใจผิด คิดเพียงฝ่ายเดียวว่า คุณ A ให้ความยินยอม แต่ไม่ใช่ดังที่คุณ A ได้เล่าให้ฟัง หลังจากการกระทำหลายครั้ง คุณ A ย้ายมาอยู่กินด้วยกัน คิดว่าความสัมพันธ์จะราบรื่นไปด้วยกันได้ในเรื่องความรัก”
นายสมยศ ระบุต่อว่า ขณะนั้นคุณ A อายุ 25 ปี ส่วนตนอายุ 64 ปี มีความแตกต่างด้านอายุ โดยทั้งสองอยู่ร่วมกันเป็นเวลาประมาณ 2 ปี ซึ่งในปีแรกยังสามารถประคับประคองความสัมพันธ์ไปด้วยกันได้ แต่ในปีที่สองความสัมพันธ์เริ่มแปลกแยกจากกัน
นายสมยศ ระบุอีกว่า ระหว่างที่อยู่ด้วยกัน คุณ A ต้องการให้ปกปิดความสัมพันธ์ และตนก็ร่วมปกปิดด้วย ก่อนที่ภายหลังจะเกิดการทะเลาะและมีปากเสียงกันรุนแรงมากขึ้น จนกระทั่งความสัมพันธ์สิ้นสุดลง
“ขอโทษคุณ A อีกครั้ง ขอโทษทุกท่านที่ทำให้ขุ่นเคืองกับการกระทำที่ผิดพลาดครั้งนี้ จึงขอรับโทษทัณฑ์ทั้งหลายทั้งปวง”
สำหรับจุดเริ่มต้นเหตุการณ์ครั้งนี้ เริ่มมาจากเพจ socialgaze ได้สัมภาษณ์ “คุณ A” นามสมมุติ ถึงเรื่องดังกล่าวว่า วันหนึ่งที่อากาศค่อนข้างดี เรานัดเจอกับ “คุณ A” (นามสมมติ) ในร้านกาแฟแห่งหนึ่ง ตอนที่คุณ A มาถึงคุณ A ยิ้มให้เราและชวนพูดคุยอย่างเป็นกันเอง ผู้หญิงคนนี้อายุน้อยกว่าเราอีก มาพร้อมกับรอยยิ้มที่สดใส เห็นอกเห็นใจ แบบที่ถ้ามองผ่าน ๆ เราคงคาดเดาไม่ออกว่าคุณ A ต้องผ่านอะไรมาบ้าง เราคุยเล่นกันเล็กน้อยเพื่อให้บรรยากาศไม่เครียดเกินไป เราต่างก็รู้ว่ามันเป็นเรื่องที่หนักหนามากสำหรับเด็ก 20 กว่า ๆ คนหนึ่ง
“แล้ว… ได้อ่านบันทึกของเราแล้วใช่ไหม”
เสียงของคุณ A สั่นเล็กน้อยตอนถามคำถามเรา สายตาที่มองมาที่เรา มันทำให้เรารู้ว่าคุณ A ไม่อยากจะเล่าเรื่องราวในคืนนั้นและดีเทลของสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดออกมาด้วยตนเอง มันเหมือนจะเป็นความจริงที่ชัดเกินไปจนแม้แต่ตัวคุณ A เองก็รับไม่ไหว
เราพยักหน้า แล้วคุณ A ก็เริ่มเล่าว่ารู้จักคนคนนี้จากในม็อบ ตอนไปทำกิจกรรมทางการเมือง เขาเป็นนักกิจกรรมทางการเมืองรุ่นเก่าที่เป็นที่รู้จักดีในแวดวงนักเคลื่อนไหวทางการเมืองและผู้นำแรงงาน เคยติดคุกคดีทางการเมืองจนพ้นโทษออกมา เป็นคนที่หลาย ๆ คนมองว่าเป็นไอดอล เขาเข้ามาทักทายและขอเบอร์โทร ถามหลายเรื่อง เรียนที่ไหน ทำงานอะไร เก่งด้านไหน ทำไมสนใจงาน จากนั้นไม่กี่วันก็โทรมาบอกว่ามีงานแปลจะให้ทำ พึ่งมาทราบทีหลังว่าเขาเป็นใครจากเพื่อน ๆ อีกที เขามักสร้างความประทับใจด้วยการเล่าเรื่องต่าง ๆ ให้ฟัง เล่าอดีตทั้งช่วงเคลื่อนไหวแต่ก่อนและตอนอยู่ในคุก ทำให้นับถือเขามาก พูดเก่ง มีความสามารถ มีอุดมการณ์สูงส่ง แต่ถูกระบบอยุติธรรมรังแก ทำให้ชีวิตรัดทน ยิ่งได้ฟังเรื่องราว ยิ่งรู้สึกสงสาร จากนั้นเขาก็เริ่มเข้าหามากขึ้นด้วยการไปรับไปส่งถึงบ้านตลอด ทำตัวเป็นที่ปรึกษาทั้งเรื่องงานเคลื่อนไหวและความรัก โทรชวนไปงานเสวนาบ่อย ๆ จบด้วยการพาไปเลี้ยงข้าว เลี้ยงขนมเสมอ กินเสร็จก็ไปส่งที่บ้านตลอด เมื่อถามว่าทำไมมาส่งบ่อย เพราะรู้สึกเกรงใจ เขาก็จะตอบว่า ทำแบบนี้กับทุกคน แล้วบอกว่าตัวคุณ A เป็นคนสำคัญกับขบวน ต้องดูแลเอาใจใส่อยู่แล้ว แล้วเขาก็เริ่มเรียกคุณ A ว่า “ที่รัก” ทำให้คุณ A เริ่มรู้สึกแปลก ๆ แต่ยังไม่ได้ปรึกษาใคร
พอไปส่งบ้านเสร็จ ไม่กี่วันจะมีข้อความว่า “คิดถึง” “เมื่อไหร่จะได้เจอกัน” ติดต่อกันหลายเดือนในช่วงปี 67 คุณ A ก็รู้สึกแปลกมากขึ้น บางครั้งมักใช้คำหยอด เช่น ระวังหลงรักวัตถุโบราณคนนี้ก็แล้วกัน คุณ A ก็ไม่ได้คิดอะไร ก็ขำใส่ หรือตอบประมาณว่า เดี๋ยวก็เจอจะคิดถึงทำไม ก็คิดไปว่า เพราะอยู่ในคุกนานเลยเหงาหรือเปล่า เขาเคยเล่าทรอม่าจากคุกหลายครั้ง ทำให้มีพฤติกรรมที่ผิดแปลกไปจากคนปกติ เขาเริ่มสอนการทำม็อบ พาไปแจ้งการชุมนุม แจกจ่ายงานที่ได้ค่าตอบแทนให้พาไปรู้จักคนนู้นคนนี้ในวงการ ได้เจอเขาแทบทุกวัน ทำให้เริ่มสนิทกันช่วงนี้ เขาไปไหนก็จะชวนติดสอยห้อยท้ายไปด้วยตลอด ซึ่งทีแรกคุณ A ก็โอเคเพราะไม่ได้เสียเงินอะไร แถมได้ประสบการณ์เพิ่ม ไม่ได้คิดอะไรในทางไม่ดีกับเขา เพราะเขาก็มีชื่อเสียง เป็นที่รู้จัก และดูเหมือนจะทำอะไรเพื่อประโยชน์ของขบวนการ อุดมการณ์ประชาธิปไตย ที่สำคัญคือคุณ A คิดว่าตัวคุณ A เด็กกว่าอีกฝ่ายมาก อายุเป็นลูกได้ แถมเขาชอบให้กำลังใจ คอยชมเสมอ มีพลังบวก เป็นช่วงที่นับถือแบบสนิทใจ เป็นอาจารย์เป็นเพื่อนคุยได้ดี มีความรู้และตัวคุณ A ก็คอยทำงานเคลื่อนไหวให้อีกฝ่ายหมด ถ้าเขาขอให้ทำอะไร บางงานไม่ได้เงินก็ทำ เพราะคุณ A ก็พยายามคิดบวกว่าถือเป็นการก้าวจากคอมฟอร์ตโซน ถือว่าได้ลองผิดลองถูก เช่น จับไมค์ปราศรัย ทำกราฟฟิค เขียนแถลงการณ์ทำป้าย มีหลายคนที่เห็นคุณ A เริ่มสนิทกับอีกฝ่ายก็เข้ามาเตือน ในทำนองว่า “ถ้าเกิดอะไรขึ้นให้รีบบอกนะ” หรือ “คนนั้นชอบสัมผัสตัวคนอื่นนะ ระวังไว้” ซึ่งคุณ A ยอมรับว่าเป็นหนึ่งในความรู้สึกอับอายของคุณ A ที่มีคนมาเตือนแล้วไม่ฟัง ทำให้คุณ A ไม่กล้าบอกใคร “ทำไมยังทำพลาดอีก ว่าแล้วต้องเป็นแบบนี้” อะไรทำนองนั้น แต่หลังจากที่คุณ A ได้คำเตือนมา ตัวคุณ A ก็ได้ตักเตือนอีกฝ่ายในรถระหว่างที่ไปส่งตัวคุณ A ว่า ได้ทราบข้อกังวลจากคนที่ถูกกระทำ ขอให้เขาระวังการปฏิบัติตัว อย่าสัมผัสตัวใครโดยไม่มีคอนเซ็น เขาก็เงียบ ดูเหมือนจะรับฟังและก็เปลี่ยนเรื่องไป
วันหนึ่งช่วงเดือนมิถุนายน 2567 คุณ A ได้เดินทางกับเขาสองคนในระยะทางที่ไกลมากที่สุดครั้งแรก ณ จังหวัดแห่งหนึ่ง โดยขอให้เป็นไกด์พาเพื่อนที่เป็นผู้นำแรงงานต่างประเทศไปเที่ยว งานนี้ได้เงิน ตกลงกันว่าจะแบ่งกันคนละครึ่ง อีกฝ่ายจะเป็นคนขับรถ พอมาถึงกันดึก เพื่อนต่างชาติสองคนนอนในห้องของตัวเอง ส่วนคุณ A ต้องนอนกับเขาในห้องนั่งเล่นสองคน โดยที่มีที่นอนติดกัน ตัวคุณ A ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาไม่แจ้งว่ามีอีกคนจะมา หรือขอห้องเพิ่ม ตัวคุณ A ก็เริ่มกังวล เลยทำงานแปลจนดึกถึงเที่ยงคืนตีหนึ่ง เพื่อให้เขาหลับก่อน แต่พอตกดึกคุณ A ก็รับรู้ได้ว่ามีขามาพาดหรือมือมาลูบบนร่างกาย พยายามคิดในแง่ดีสุด ๆ ว่า เขาคงคิดถึงหมอนข้าง ตื่นเช้ามาเขาไม่ได้ถามไถ่อะไร ก็ทำตัวเป็นปกติจนตัวคุณ A คิดว่าเขาอาจจะละเมอ วันต่อมา ช่วงเย็น ๆ หลังเพื่อนต่างชาติหลับ คุณ A ออกไปเดินเล่นริมทะเล พอกลับมานอนก็เจอแบบนี้อีก ตื่นเช้ามาด้วยความเงียบและไม่มีอะไรเกิดขึ้น คุณ A สลัดความคิดต่าง ๆ ทิ้งแล้วก็ทำหน้าที่จนเสร็จ สองสามวันนั้นเขาก็ชมคุณ A ใหญ่โต ว่าเป็นคนที่พึ่งพาได้เก่งสุด ๆ ถ้าไม่ได้คุณ A เขาคงแย่ พอกลับมาบ้านอีกฝ่ายก็ดึกอีกแล้ว เขาบอกว่าไปส่งไม่ได้เพราะรู้สึกเหนื่อยมาก ตัวคุณ A ก็น้อมรับ ไปส่งพรุ่งนี้ก็ได้ เพื่อนต่างชาติสองคนไปนอนบนห้องชั้นสาม เขานอนชั้นสองด้านซ้าย คุณ A เข้าไปนอนและหลับก่อน จากนั้นเขาได้เข้ามาในห้องคุณ A คุณ A ถามว่า “เข้ามาทำไม” เขาเงียบ คุณ A รู้สึกแปลกสุดขีด งงและสงสัยว่ามานอนด้วยกันทำไม ในบ้านก็มีห้องตั้งเยอะ และใช่ มันเกิดเหตุการณ์สอดใส่ขึ้นในคืนนั้น โดยที่เขาพึมพำกับตัวเองตลอดว่า เขาต้องบ้าไปแล้วแน่ ๆ ตัวคุณ A ไม่อยากทำ แต่เขาบังคับให้ทำ คุณ A เองก็ไม่กล้าขอความช่วยเหลือ ด้วยความกลัว ความงง ผิดหวัง ผสมปนเป ได้แต่อดทนและคิดซะว่า เดี๋ยวมันก็จบ ๆ ไป พอรุ่งขึ้น เขาก็ไปส่งคุณ A ที่บ้าน มีความเงียบเกิดขึ้น ตัวคุณ A รอให้เขาเอ่ยปากอธิบาย ก็ไม่มีคำอธิบายอะไร คุณ A เลยถามเองว่า “เมื่อคืนทำไมถึงทำแบบนั้น” “มันคืออะไร” เขาตอบกลับมานิ่ง ๆ ว่า “เรื่องอะไรเหรอ จำไม่ได้” คุณ A ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะตอบแบบนี้ ผิดหวังและโกรธ แต่ไม่ได้พูดคุยอะไรกันต่อ เมื่อถึงที่บ้าน คุณ A ได้ปิดประตูรถอย่างแรง แสดงความไม่พอใจ
หลังจากนั้น คุณ A คิดทบทวน และคิดถึงการปรึกษาเพื่อน บอกเล่าให้ใครสักคนฟัง แต่ความคิดหยุดอยู่ตรงนั้น เพราะไม่กล้าเล่า รู้สึกอายจริง ๆ ที่พลาดโดนกระทำ แถมนึกไปนึกมา ต้องเจอคำถามมากมาย เลยตกผลึกว่าไม่บอกใครดีกว่า ทำตัวปกติเหมือนเดิม ช่วงนั้นคุณ A ทะเลาะกับแฟนเก่าด้วยสภาพจิตใจย่ำแย่ฝันร้ายบ่อย ๆ หลังจากนั้นผ่านพ้นไป ไม่เคยมีคำขอโทษ ไม่มีแม้แต่การพูดคุยเรื่องนี้เกิดขึ้นทั้งนั้น ผ่านไปหลายเดือน มีอีกครั้งที่ไปเชียงใหม่ เขาเป็นคนอาสาพาไปดูสถานที่จัดงานเอง โดยบอกว่าช่วงนี้ จนอยากรับงาน และจะคิดราคาถูก ๆ หว่านล้อมต่าง ๆ นานา คุณ A ก็ตกลงคิดว่ามันคงไม่เกิดอะไรแล้ว แต่พอตกกลางคืน คุณ A ถูกบังคับให้นอนห้องเดียวกัน โดยเขาบอกว่าประหยัด ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่รู้สึกแย่ รู้สึกเกลียดตัวเอง อยากหายไปจากตรงนั้น คุณ A ขอร้องว่าไม่อยากทำหลายรอบ แต่เขาไม่ฟัง และทำเหมือนเดิม พอจบงานกลับกรุงเทพ คุณ A โอนเงินให้เขาหมื่นกว่าบาท พอได้เงิน เขาบ่นคุณ A เรื่องเงินว่าได้น้อย ไม่พอค่าห้อง ค่าน้ำมันเลย ทำให้คุณ A รู้สึกผิด หลายคำพูดรู้สึกเหมือนถูกหลอกใช้ให้หาเงินเข้ากระเป๋าเขา ช่วงเวลานี้ภาพจำที่เลิศเลอเริ่มพังทลาย เริ่มรู้สึกต่อต้าน
มีครั้งหนึ่ง ช่วงแรก ๆ เขาได้ไปเจอพ่อแม่คุณ A พ่อคุณ A ฝากเขาให้ดูแลคุณ A ด้วย ก็พูดคุยไถ่ถามไปต่าง ๆ นานา มาจนเรื่องอายุของคุณ A แม่คุณ A ก็บอกว่าคุณ A อายุเท่านี้ พอเขาทราบอายุคุณ A ก็พูดว่า “ดีใจจังที่บรรลุนิติภาวะแล้ว นึกว่าไม่ถึง 20” พอคุณ A ได้ฟัง ในใจคือรู้สึกแย่ แต่เก็บคำถามไว้
จากนั้นก็มีการพึ่งพาที่ทับซ้อนกัน ทั้งในชีวิตส่วนตัวและงานเคลื่อนไหว ต้องพึ่งพาอยู่เสมอ ๆ เรื่องประสบการณ์ความรู้ พึ่งพิงเรื่องเงิน บ้าน และรถ เนื่องจากพ่อคุณ A ป่วย แถมต้องช่วยหาเงินให้เพื่อคงความเสถียรทางอารมณ์ของเขา เลยหนีไปไหนไม่ได้เพราะเป็นผู้มีบุญคุณ ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่คุณ A ไม่กล้าเล่าออกไป แต่มันไปปะทุในรูปแบบอื่น เวลาที่คุณ A นึกถึงเรื่องนั้นขึ้นมาไม่ว่าจะขณะเดินทาง กินข้าว อ่านข่าว คุณ A จะถามเขาว่า ทำแบบนั้นกับคุณ A ทำไม จำได้ไหม มันคือข่มขืนใช่ไหม มีเหยื่อแบบคุณ A อีกกี่คน สุดท้ายจะจบลงเสมอด้วยการทะเลาะเบาะแว้งทุกทีและไม่มีคำอธิบาย เขาก็จะตอบแบบปัด ๆ เปลี่ยนเรื่องว่า “จะชวนทะเลาะทำไม” “ต้องการอะไรบอกมา” “เรื่องมันนานแล้ว จะรื้อฟื้นขึ้นมาทำไมอีก” ทำให้คุณ A ยิ่งหงุดหงิด ทำไมเขาคุยไม่รู้เรื่อง พอนาน ๆ เข้า คุณ A เริ่มโวยวายหนักขึ้น มีอารมณ์รุนแรง ทำร้ายตัวเอง เขาก็บอกว่า คุณ A ทำให้อีกฝ่ายอยากตายเหมือนกัน
คุณ A เคยรู้สึกอยากบอกให้ทุกคนทราบ แต่ก็หยุดลงด้วยการที่คิดว่า การเปิดเผยเรื่องนี้ ก็คือการทำร้ายตัวเองด้วยเหมือนกัน คุณ A ก็จะโดนโจมตี เพราะไม่มีหลักฐาน ส่วนเขาคงจะรอด ไม่มีการสำนึกผิดใด ๆ มีหน้ามีตาในสังคมต่อไป มีแต่คุณ Aที่ต้องแบกรับความอับอายมากกว่าเดิมในการพูดเรื่องนี้ แล้วคุณ A จะพูดทำไม ไม่พูดดีกว่า ซึ่งในปีหลัง ๆ ทะเลาะกันบ่อย อีกฝ่ายก็เริ่มจับแพทเทิร์นของคุณ A ได้ เลยปล่อยให้คุณ A ขู่ไป เพราะเขารู้ดีว่าคุณ A ก็ไม่บอกใครอยู่ดี แต่ความรุนแรงเริ่มเพิ่มมากขึ้น จะมีบางคำถามที่คุณ A รู้ว่าไม่สามารถถามได้ ถ้าถามออกไปอีกฝ่ายจะโมโหทันที มีครั้งนึงที่มีการทะเลาะกันรุนแรงมาก ทั้งเรื่องเก่า ๆ และประเด็นเรื่องการใช้อำนาจของเขา มีการใช้คำพูดรุนแรงมากขึ้น มีการใช้กำลังบีบแขน เขาเคยง้างมือจะตบ แต่ก็หยุดแล้วบอกว่า “ล้อเล่น ไม่ทำหรอก” คุณ A ถูกจับกดเหวี่ยงไปเหวี่ยงมา เขาบอกว่าทำไปเพื่อให้คุณ A สงบสติอารมณ์ คุณ A ตอบโต้ด้วยการดึงยื้อเพื่อให้หลุดการกดล็อกตัว มีเตะเป้า เหตุการณ์นั้นทำให้คุณ A แว่นหัก และเขาโทษว่า คุณ A ทำแว่นหักเอง บอกว่าตัวเขาก็ถูกกระทำเหมือนกัน บอกว่าคุณ A ก็ตีเขาเหมือนกันนะ เป็นเหตุการณ์ที่คุณ A บอกว่าคุณ A ร้องไห้หนักมาก คุณ A ไม่เคยโดนแบบนี้ คุณ A เชื่อว่ามันคือการทำร้ายร่างกาย
คุณ A บอกว่าเขามักพูดลดทอนได้เก่งเสมอ เช่น ชอบบอกว่า “พูดเรื่องนั้นไม่ได้งานต้องมาก่อน” “อย่าทะเลาะทำให้งานเสีย” “ไหวไหมเนี่ย เป็นแบบนี้ทำงานไหวเหรอ” “ทำไมถึงเป็นคนแบบนี้” “ป่วยหรือเปล่า เดี๋ยวจะพาไปหาหมอ” “ทะเลาะกันทำไมบ่อย ๆ อยู่กับคนอื่นไม่เคยทะเลาะแบบนี้ พอเถอะนะเสียสุขภาพจิตทำให้อยากตาย”
ตัวคุณ A ก็พยายามลืมจุดเริ่มต้นเรื่องราวในอดีต แต่รู้สึกได้ว่ามันอยู่ข้างหลังเสมอ สุดท้ายตัวคุณ A ก็ถูกทำให้กลายเป็นคนที่ชอบทะเลาะ ป่วยจิต พูดไม่ดีชอบรื้อฟื้นเรื่องเก่า คือถูกทำให้รู้สึกว่าตัวคุณ A ไม่มีอะไรดีทั้งนั้น คุณ A รู้สึกว่าแบกอะไรไว้หลายอย่าง เริ่มรู้สึกว่ามันไม่ไหวแล้ว แล้วภาพจำที่เพื่อน ๆ คุณ A เห็นว่า ดูสนิทกันดี ว่าเขามีคุณูปการกับขบวนแรงงาน ทำให้คุณ A เชื่อว่าการซัพพอร์ตเขาคือการสนับสนุนขบวนการด้วย ทุกคนมักมองเขาเป็นคนดีไม่เคยมีเรื่องราวกับใคร ตัวคุณ Aก็ไม่อยากทำลายภาพนั้น ไม่อยากทำให้ขบวนการเสียหาย พยายามทำตัวให้ปกติเหมือนไม่มีไรเกิดขึ้น แต่คุณ A ก็ทรมานกับการโทษตัวเองซ้ำ ๆ คิดไปว่า ถ้าตัวคุณ A กล้าบอกคนอื่นในวันแรก ๆ คงจบแล้ว คงไม่เกิดเรื่องซับซ้อนแบบนี้ ถ้าไม่ลบหลักฐาน ถ้าไม่ ๆๆๆ เวลาเห็นคนชื่นชมคนคนนี้ก็อยากจะอ้วก และสงสัยว่ามีเหยื่อจากการแสวงผลประโยชน์ทางเพศจากคนคนนี้อีกกี่คน
หลังจากฟังคุณ A เล่าเรื่องทั้งหมดจบ ตลอดระยะเวลาเกือบ 2 ชั่วโมงครึ่งที่ฟังคุณ A เล่าเรื่องทั้งหมด มันเต็มไปด้วยความเจ็บปวด ความเสียใจ และการโทษตัวเอง มากมายจนไม่รู้จะบรรยายอย่างไร คุณ A เสียใจที่ตัวเองไม่บอกคนอื่นให้เร็วกว่านี้ กลัวที่ทำลายขบวนการเคลื่อนไหว คุณ A เลือกที่จะทำลายหลักฐานเองในตอนนั้นเพราะ คุณ A ไม่ต้องการให้คนอื่นผิดหวังกับตัวผู้กระทำ คุณ A อยู่กับมันมาเกือบ 2 ปี มีเรื่องมากมายที่เกิดขึ้นที่ คุณ A ขอไม่ให้เราเขียนลงไป และเมื่อ คุณ A ทนกับมันไม่ไหวแล้วและเริ่มที่จะเล่าให้คนรอบตัวฟัง รวมถึงคนในขบวนที่สนิทและไว้ใจ มีเพื่อนที่ยืนข้างคุณ A จำนวนหนึ่งพยายามช่วย คุณ A เท่าที่ทำได้ แต่สิ่งที่คุณ A ไม่คิดว่าเขาต้องเจอคือคำถามมากมายจากคนอีกจำนวนหนึ่งที่เขาก็สนิทและเคารพกันมา “จริงเหรอ?” “ใช่เหรอ เขาไม่ดูเป็นคนแบบนั้นเลย เขาเป็นคนดีนะ” “แล้วทำไมไม่พูดตั้งแต่ตอนนั้น ทำไมไม่พูดว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงพึ่งมาพูดตอนนี้” หรือไม่ก็เลือกที่จะเชื่อฝั่งผู้กระทำที่กล่าวหาว่าเหยื่อมีอาการทางจิต หรือถึงขั้นถูกบอกให้เงียบเสีย อย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่ สิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบกับคุณ A มาก ทำให้คุณ A ตัดสินใจเงียบลงอีกครั้ง เพราะเจ็บปวดกับคำถามที่ตั้งคำถามกับคุณ A และยิ่งทำให้เขายิ่งโทษตัวเองมากขึ้นไปอีก คุณ A พยายามอยู่กับมันไปเรื่อย ๆ โดยที่ไม่ได้บอกใครเพิ่มเติม ตอนที่คุณ Aเล่าเรื่องทั้งหมดให้เราฟัง คุณ A อยากรู้ว่ามีเหยื่อแบบเขาอีกไหมเพื่อที่จะได้ยืนยันกับตัวเองว่าสิ่งที่คุณ A โดน คุณ A ไม่ได้คิดไปเอง มันเจ็บปวดมากกับการนั่งมองเหยื่อที่แตกสลายและกลัวแม้กระทั่งว่าสิ่งที่ตัวเองโดน อาจจะเป็นตัวเองที่คิดมากไปเอง และต้องผ่านเรื่องราวที่เลวร้ายทั้งหมดนี้มาเพียงลำพัง
สิ่งที่ผูกพวกเราเอาไว้ในฐานะขบวนการนักเคลื่อนไหวคืออะไร? สำหรับเรา มันคือ “ความรุนแรง” เพราะเราทุกคนที่มายืนตรงนี้ต่างก็เคยประสบและพบเห็นความรุนแรงหลากหลายรูปแบบในสังคม ทั้งจากรัฐ ทุน ปิตาธิปไตย การเหยียดเชื้อชาติ การกดขี่ขูดรีดเอารัดเอาเปรียบแรงงาน ฯลฯ ประสบการณ์ตรงนี้ทำให้คนที่แทบไม่รู้จักกันเลยมาเจอกัน มองเห็นกัน และสร้างคำว่า “พวกเรา” ขึ้นมา ถึงแม้ว่าจะไม่ได้คิดเห็นตรงกันทุกเรื่อง เราต่างก้าวเข้ามาในพื้นที่นี้ด้วยความหวังเดียวกัน คือการเห็นสังคมที่ยอมรับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และเท่าเทียม แต่ในขณะเดียวกันเรื่องหนึ่งที่เราอาจจงใจปิดตาข้างหนึ่งเพื่อไม่ให้มองเห็นมันคือ “วัฒนธรรมการข่มขืนและการล่วงละเมิดทางเพศ” ที่กำลังกัดกินอยู่ภายในขบวนการของเราเอง วัฒนธรรมนี้ไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน หรือดำรงอยู่ได้เพราะคนเลวไม่กี่คนและไม่ได้เกิดขึ้นจากปีศาจที่ไหน แต่เกิดจากคนธรรมดาในพวกเรา ที่ค่อย ๆ สร้าง ถักทอ และหล่อหลอมมันขึ้นมาในขบวนการเคลื่อนไหวที่อ้างว่าสู้เพื่อความเท่าเทียม วัฒนธรรมที่เกิดขึ้นจากการผลิตซ้ำโครงสร้างอำนาจนิยมที่มีลำดับชั้นอำนาจอาวุโสรวมศูนย์ ที่สร้าง “แกนนำผู้มีบารมี” ใช้ประสบการณ์และเครือข่ายทางการเมืองที่มีมากดขี่คนรุ่นใหม่ที่ยังขาดประสบการณ์ โครงสร้างแบบนี้ทำให้คำพูดของคนบางกลุ่มมีอำนาจและทำให้คนอีกกลุ่มกลายเป็นผู้ไร้เสียงไป ผู้มีอำนาจมากกว่าใช้ความนับถือ ความเคารพไว้เนื้อเชื่อใจเป็นเครื่องมือล่วงละเมิดสิทธิเหนือเนื้อตัวร่างกายของผู้มีอำนาจน้อยกว่า พวกเขาใช้อุดมการณ์ทางการเมืองมาเป็นข้ออ้างในการตักตวงผลประโยชน์จากใครก็ได้ เขาจึงพร้อมที่จะล่วงละเมิดและลดทอนความเป็นมนุษย์ของคนที่มีอำนาจน้อยกว่าลับหลัง แม้จะปราศรัยเรื่องสิทธิมนุษยชนและความเท่าเทียมได้อย่างกินใจในที่สาธารณะก็ตาม
สิ่งที่เหยื่อต้องเจอภายใต้โครงสร้างแบบนี้ไม่ใช่แค่การถูกล่วงละเมิด หรือการต่อสู้กับตัวเองว่าสิ่งที่ตัวเองเจอเป็นเรื่องจริง การต้องยอมรับว่าตัวเองเป็นเหยื่อ การโทษตัวเองที่ปล่อยให้เรื่องนี้เกิดขึ้น สิ่งที่คุณ A ต้องเจอและเจ็บปวดมากกว่าคือ เมื่อรวบรวมความกล้าที่จะพูดออกไปว่า คุณ A เจอกับอะไร คนในขบวนการก็เลือกที่จะตั้งคำถามกับเหยื่อและสาดโคลนใส่เหยื่อ เพียงเพราะผู้กระทำผิด เป็น “คนดี” “ผู้เสียสละเพื่อขบวนการ” “นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย” และตนต้องกลายเป็นผู้ทำลายขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ตัวเองก็หวงแหนมันไม่ต่างกัน คุณ A ถูกทำให้โดดเดี่ยว ถูกบีบให้เงียบเสียงลงด้วยความกลัวว่าเขาจะเป็นคนทำลาย “เป้าหมายที่ใหญ่กว่า ของส่วนรวม”
นี่ไม่ใช่เคสเดียวที่เกิดขึ้นและจะไม่ใช่เคสสุดท้าย การเป็นนักเคลื่อนไหวไม่ได้ทำให้ใครหลุดพ้นจากความรุนแรงที่สังคมหล่อหลอมมา ไม่ได้ทำให้เข้าใจเรื่องความยินยอมและสิทธิในเนื้อตัวร่างกายของผู้อื่นโดยอัตโนมัติ สิ่งที่ทำให้พื้นที่ตรงนี้แตกต่าง ไม่ใช่แค่การประกาศว่าพื้นที่ตรงนี้ปลอดภัย แต่เป็นความสามารถในการเผชิญหน้าความรุนแรงภายใน การสร้างกลไกการตรวจสอบภายในที่เป็นธรรม ไม่ใช่ถูกปฏิเสธ ลดทอนให้เป็นเรื่องเข้าใจผิด หรือทำให้เงียบลงเพื่อรักษาภาพลักษณ์ของขบวนการ สำหรับเราการจัดการกับความรุนแรงไม่ได้ทำลายขบวนการ แต่การปล่อยให้มันดำรงอยู่ต่างหากที่เป็นตัวทำลาย ดังนั้นเราจึงหวังว่าพื้นที่ที่เรายืนร่วมกันตรงนี้ควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่คนที่เห็นปัญหาสังคมสามารถมาสู้ร่วมกันเพื่อเปลี่ยนแปลงมันได้ โดยไม่ต้องเผชิญกับความรุนแรงแบบเดียวกันซ้ำอีก
ทุกวันนี้ความยุติธรรมยังคงมาไม่ถึงและเหยื่อยังคงเจ็บปวดกับสิ่งที่เกิดขึ้น เราต้องการเห็นเหยื่อได้รับความเป็นธรรม และพร้อมยืนเคียงข้างเหยื่อทุกคนเสมอ
ขอบคุณข้อมูลจากเพจ : socialgaze
#ล่วงละเมิดทางเพศ #นักกิจกรรมการเมือง #คุณA #สมยศพฤกษาเกษมสุข #สุณัยผาสุข #ข่าวการเมือง #ข่าววันนี้ #ข่าวออนไลน์ #ฮิวแมนไรท์วอทช์








