อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ยกแนวทางต่างประเทศเทียบการบริหารโทษทางอาญา ชี้ศาลควรมีบทบาทชัดเจนในการกำหนดขอบเขตของโทษ ขณะที่ฝ่ายปกครองต้องบริหารและบังคับโทษภายใต้กรอบกฎหมาย พร้อมหนุนแนวทางกำหนด “โทษจำคุกจริงขั้นต่ำ” ก่อนเสนอระยะยาวควรบัญญัติหลักเกณฑ์ไว้ในระดับ พ.ร.บ. เพื่อความมั่นคง ไม่ผันแปรตามนโยบายรัฐมนตรีแต่ละยุค
เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “ส่องบทเรียนจากต่างประเทศ: เขากระจายอำนาจและบริหารโทษทางอาญาอย่างไร?” ระบุว่า นานาประเทศทั้งในระบบ Common Law และ Civil Law ต่างพัฒนากลไก “การบริหารโทษ” (Penal Administration) เพื่อสร้างดุลยภาพระหว่างอำนาจของศาลในการกำหนดโทษ กับอำนาจของฝ่ายปกครองในการบังคับโทษทางอาญา
โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ ป้องกันไม่ให้การบริหารโทษในภายหลัง ทำให้ระยะเวลาที่ผู้ต้องขังจริงแตกต่างจากเจตนารมณ์ของคำพิพากษามากเกินไป
1.ศาลกำหนด “ระยะเวลาขั้นต่ำก่อนมีสิทธิได้รับการปล่อยตัว” (Minimum / Non-Parole Period)
ในหลายประเทศ กฎหมายเปิดโอกาสให้ศาลเป็นผู้กำหนดระยะเวลาขั้นต่ำที่ผู้ต้องโทษจำคุกต้องอยู่ในเรือนจำจริง ก่อนจะมีสิทธิได้รับการพิจารณาปล่อยตัวก่อนกำหนด โดยเฉพาะในคดีโทษจำคุกตลอดชีวิต
สหราชอาณาจักร ศาลอาจกำหนด Minimum Term (Tariff) สำหรับโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือในกรณีร้ายแรงมากๆ อาจสั่ง Whole Life Order ซึ่งจะไม่มีสิทธิได้รับการปล่อยตัวโดย Parole ตลอดชีวิต เว้นแต่มีเหตุพิเศษตามกฎหมาย
ออสเตรเลีย ใช้ระบบ Non-Parole Period ซึ่งศาลในแต่ละรัฐหรือดินแดนสามารถกำหนดระยะเวลาขั้นต่ำก่อนมีสิทธิได้รับการพิจารณาปล่อยตัวได้เช่นกัน
หัวใจสำคัญคือ เมื่อกฎหมายกำหนดให้ศาลเป็นผู้กำหนดระยะเวลาขั้นต่ำ ฝ่ายปกครองย่อมไม่สามารถลดระยะเวลานั้นลงตามดุลพินิจของตนเองได้ เว้นแต่กฎหมายจะให้อำนาจไว้โดยชัดแจ้ง
ทั้งนี้ สหรัฐอเมริกาไม่ได้ใช้ระบบนี้เหมือนกันทั้งประเทศ เนื่องจากต้องแยกระหว่างระบบ Federal และกฎหมายของแต่ละรัฐ.
2.แนวคิด “Truth in Sentencing”
สหรัฐอเมริกาพัฒนาแนวคิด Truth in Sentencing เพื่อให้ระยะเวลาที่ศาลกำหนดกับระยะเวลาที่ผู้กระทำความผิดต้องรับโทษจริงสอดคล้องกันมากที่สุด
ในระบบ Federal มีข้อจำกัดเข้มงวดเกี่ยวกับการลดโทษและการปล่อยตัวก่อนกำหนด
ผู้ต้องขังส่วนใหญ่ต้องรับโทษเป็นสัดส่วนสูงของโทษที่ศาลกำหนด จึงจะเริ่มมีสิทธิได้รับประโยชน์บางประเภท
เกณฑ์ 85% ซึ่งผู้ต้องขังในคดีอุกฉกรรจ์ต้องรับโทษจำคุกจริงอย่างน้อย 85% ของโทษที่ศาลพิพากษา เป็นตัวเลขสำคัญในกฎหมาย Federal สำหรับการรับเครดิตจากการประพฤติดีในบางกรณี แม้จะไม่ใช่กฎทั่วไปที่ใช้กับทุกคดี แต่เป็นตัวอย่างของการจำกัดดุลพินิจฝ่ายบริหาร
หัวใจสำคัญของ Truth in Sentencing ไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลข 85% แต่คือหลักการที่ว่า การกำหนดโทษโดยศาลต้องมีความสัมพันธ์อย่างสมเหตุสมผลกับระยะเวลาที่ผู้กระทำความผิดต้องรับโทษจริง
3.คณะกรรมการพิจารณาปล่อยตัวก่อนกำหนดที่มีความเป็นอิสระ
การปล่อยตัวก่อนกำหนดไม่ได้เป็นเพียงการตัดสินใจภายในของกรมราชทัณฑ์ แต่มักต้องผ่านกลไกองค์กรเฉพาะที่มีความเป็นอิสระ
สหราชอาณาจักร มี Parole Board ทำหน้าที่ประเมินว่า การปล่อยตัวจะก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสาธารณะในระดับที่รับไม่ได้หรือไม่ โดยมุ่งเน้นไปที่ความเสี่ยงการกระทำผิดซ้ำและความปลอดภัยของสังคม
แคนาดา มี Parole Board of Canada เป็นองค์กรอิสระตามกฎหมายที่พิจารณาปล่อยตัวตามหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน ตรวจสอบได้
หัวใจสำคัญไม่ใช่ว่าต้องสร้างองค์กรแบบเดียวกันเป๊ะทุกประเทศ แต่คือกระบวนการตัดสินใจปล่อยตัวก่อนกำหนดต้องมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และไม่ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของหน่วยงานผู้ควบคุมเรือนจำเพียงฝ่ายเดียว
4.ประเมินความเสี่ยงเป็นรายบุคคล ไม่ใช้เกณฑ์เหมารวม
ประเทศในยุโรป เช่น เยอรมนี และกลุ่มประเทศนอร์ดิก ได้แก่ เดนมาร์ก นอร์เวย์ และสวีเดน ให้ความสำคัญกับการประเมินความเสี่ยงรายบุคคล (Individualized Risk Assessment)
การประเมินจะพิจารณาทั้งพฤติกรรมในเรือนจำ ประวัติอาชญากรรม สภาพแวดล้อมทางสังคม บุคลิกภาพ และความเสี่ยงในการกระทำผิดซ้ำ
โดยเฉพาะคดีอาชญากรรมร้ายแรงหรือองค์กรอาชญากรรม การพิจารณาจะไม่ดูแค่ “อายุ” หรือ “ระยะเวลาที่รับโทษมาแล้ว” แต่ต้องประเมินถึงความสามารถในการกลับไปมีอิทธิพล สั่งการ หรือเชื่อมโยงกับเครือข่ายเดิมด้วย
หัวใจสำคัญคือ ผู้สูงอายุไม่ได้มีความเสี่ยงต่ำโดยอัตโนมัติ และการรับโทษมานานก็ไม่ได้แปลว่าความเสี่ยงต่อสังคมจะหมดไปแล้ว
บทเรียนสำคัญสำหรับประเทศไทย
นายวัส ระบุว่า เมื่อมองภาพรวม กลไกจากต่างประเทศเหล่านี้สะท้อนหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่
1.ศาลควรมีบทบาทชัดเจนในการกำหนด “ขอบเขตของโทษ”
2.ฝ่ายปกครองมีหน้าที่บริหารและบังคับโทษภายใต้กรอบกฎหมาย มิใช่มีอำนาจเปลี่ยนสาระสำคัญของคำพิพากษาได้เองโดยปราศจากฐานกฎหมาย
3.การปล่อยตัวก่อนกำหนดต้องอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ที่ตรวจสอบได้ และมีการประเมินความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงแค่ “ควรให้ผู้ต้องโทษออกจากเรือนจำเมื่อใด?” แต่ต้องถามลึกไปถึง “ใครควรเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจ และอำนาจนั้นมีขอบเขตเพียงใด?”
เพราะในรัฐที่ยึดหลักนิติธรรม (Rule of Law) การกำหนดโทษโดยศาลกับการบริหารโทษทางอาญาโดยฝ่ายปกครองเป็นคนละเรื่องกัน การที่ฝ่ายบริหารจะกระทบต่อระยะเวลาจำคุกจริง ย่อมต้องมีฐานอำนาจตามกฎหมายที่ชัดเจน ตรวจสอบได้ และไม่ทำลายหลักความแน่นอนของคำพิพากษา
ก้าวสำคัญและการมองไปข้างหน้า
นายวัส ระบุต่อว่า เป็นที่น่ายินดีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการทบทวนและพัฒนาประสิทธิภาพการบังคับโทษทางอาญา และทบทวนมาตรการป้องกันการกระทำผิดซ้ำ ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 ได้เตรียมแก้ไขกฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาดและเงื่อนไขฯ พ.ศ. 2562 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2564 โดยกำหนด “โทษจำคุกจริงขั้นต่ำ” (Minimum Sentence) อย่างชัดเจน
สำหรับโทษประหารชีวิต ต้องรับโทษจำคุกจริงมาแล้วไม่น้อยกว่า 25 ปี
ส่วนโทษจำคุกตลอดชีวิต ต้องรับโทษจำคุกจริงมาแล้วไม่น้อยกว่า 20 ปี ขณะที่ใน พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มาตรา 52 (5) และ (7) ต้องได้รับโทษจำคุกมาแล้วไม่น้อยกว่า 10 ปี ในกรณีที่ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิต.
อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว ไทยควรพิจารณาบัญญัติหลักเกณฑ์โทษจำคุกจริงขั้นต่ำไว้ในกฎหมายระดับ “พระราชบัญญัติ” เพื่อสร้างความมั่นคงยั่งยืนกว่าการปรับปรุงเพียง “กฎกระทรวง” ซึ่งอาจผันแปรตามนโยบายของรัฐมนตรีในแต่ละยุคสมัย
#โทษจำคุกจริงขั้นต่ำ #วัสติงสมิตร #อดีตผู้พิพากษาฎีกา #ศาลฎีกา #กระทรวงยุติธรรม #กฎหมาย #ราชทัณฑ์ #บริหารโทษทางอาญา #กระบวนการยุติธรรม #ปล่อยตัวก่อนกำหนด #ข่าวกฎหมาย #ข่าวการเมือง








