วันที่ 17 สิงหาคม 2569 ที่กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 3 ถนนมิตรภาพ ตำบลสำราญ อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะรองผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ต.คมกฤช สุขไทย ผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 3 พ.ต.อ.คัมภีร์ พรหมสนธิ รองผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 3 พ.ต.อ.ชัยพันธุ์ ทัพวงษ์ รองผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 3 พ.ต.อ.พงศ์นรินทร์ เหล่าเขตกิจ รองผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 3 พ.ต.อ.ณกฤช บุญศักดิ์ รองผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 3 พ.ต.อ.พิเชียรยศ อรุณพันธกุล รองผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 3 พ.ต.อ.สรกฤช พันธ์ศรี รองผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 3 พ.ต.อ.อดิชาต อมรประดิษฐ ผู้กำกับการวิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 3 และ พ.ต.อ.ประเสริฐ หวังบุญสร้าง ผู้กำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 3 พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงผลปฏิบัติการกวาดล้างเครือข่ายสแกมเมอร์ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สามารถติดตามจับกุมผู้ต้องหาได้รวม 20 ราย และติดตามอายัดเงินคืนผู้เสียหายได้กว่า 2.18 ล้านบาท
สืบเนื่องจาก พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี มีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดเร่งกวาดล้างเครือข่ายสแกมเมอร์ในทุกมิติ ทั้งการสืบสวนขยายผล ตรวจสอบเส้นทางการเงิน และติดตามเงินที่ถูกหลอกลวงกลับคืนสู่ผู้เสียหาย ตามโครงการ “MONEY CASH BACK ปิดบัญชี ตามล่าม้า คว้าเงินคืน” โดยที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมเครือข่ายบัญชีม้าของขบวนการหลอกลวงออนไลน์ และติดตามเงินกลับคืนให้ผู้เสียหายตามขั้นตอนได้หลายครั้ง รวมมูลค่าหลายร้อยล้านบาท
ล่าสุด พล.ต.ต.คมกฤช สุขไทย ผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 3 ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดเร่งดำเนินการตามนโยบายดังกล่าว จนนำไปสู่ปฏิบัติการจับกุมผู้ต้องหารวม 20 ราย พร้อมติดตามเงินที่ถูกหลอกลวงกลับคืนให้ผู้เสียหายได้จำนวน 3,088,294 บาท โดยแบ่งเป็น 2 กรณีสำคัญ
กรณีแรก เป็นคดีหลอกลงทุนเทรดหุ้นออนไลน์ มีผู้เสียหายสูญเงินกว่า 19 ล้านบาท และเจ้าหน้าที่สามารถอายัดเงินคืนผู้เสียหายได้ 1,284,000 บาท
คดีดังกล่าวเกิดขึ้นหลังชายอายุ 70 ปี ผู้เสียหายรายหนึ่งในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น ถูกมิจฉาชีพชักชวนให้ลงทุนเทรดหุ้นออนไลน์ โดยแนะนำให้เข้าร่วมกลุ่มไลน์ชื่อ “Invest” พร้อมอ้างว่าเป็นโครงการสอนเทรดหุ้น และสร้างความน่าเชื่อถือด้วยการใช้ภาพโปรไฟล์เป็นตราสัญลักษณ์ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ผู้เสียหายหลงเชื่อและโอนเงินตามคำแนะนำของคนร้ายรวม 22 ครั้ง ไปยังบัญชีธนาคารปลายทาง 15 บัญชี รวมมูลค่าความเสียหาย 19,638,742.20 บาท
จากการตรวจสอบคดีดังกล่าว พ.ต.อ.อดิชาต อมรประดิษฐ ผู้กำกับการวิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 3 นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมด้วย พ.ต.ท.อนุสรณ์ ธีรนุชพงศ์ พ.ต.ท.ชนทัช วุฒิภัทรโสภณ พ.ต.ท.ธนัช ธนาบุญประกอบ พ.ต.ท.ภูวสิษฐ์ เจริญธนฐิติโชค รองผู้กำกับการวิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 3 พ.ต.ท.นิพนธ์ ลำน้อย พ.ต.ท.วชิรการณ์ วัฒนา สารวัตรกองกำกับการวิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 3 และเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัด ร่วมกันสืบสวนและตรวจสอบเส้นทางการเงินของเครือข่ายดังกล่าว
ผลการตรวจสอบพบว่า เครือข่ายมีการวางระบบเส้นทางการเงินเป็น 4 ระดับ ตั้งแต่ผู้ใช้บัญชีรับเงินจากผู้เสียหาย ผู้ทำหน้าที่พักเงิน ผู้ถอนเงิน และผู้ที่นำเงินสดไปส่งมอบให้กลุ่มผู้รับผลประโยชน์โดยตรง หรือโอนต่อไปยังบัญชีของผู้รับผลประโยชน์ เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ นอกจากนี้ยังพบการใช้บัญชีธนาคารทั้งในนามบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล หรือบริษัท ในการทำธุรกรรม และพบว่ามีชาวต่างชาติเข้ามาเกี่ยวข้องกับการรับเงินสดจากกลุ่มผู้ถอนเงินด้วย
เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขอศาลออกหมายจับกลุ่มบุคคลที่เป็นกรรมการบริษัท รวมถึงเจ้าของบัญชีถอนเงิน รวม 19 ราย ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยการแสดงตนเป็นบุคคลอื่น ร่วมกันโดยทุจริตนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น และร่วมกันหรือสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป หรือสนับสนุนการกระทำความผิดฐานฟอกเงิน รวมถึงได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน
ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถติดตามจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้แล้ว 15 ราย โดยมีผู้ต้องหาคนสำคัญ 2 ราย ได้แก่ นายอธิคม ซึ่งทำหน้าที่ถอนเงินสดเพื่อส่งมอบต่อให้ผู้รับผลประโยชน์ และ น.ส.ธัญสินี หุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัด ธัญสินี โมบาย โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถประสานธนาคารให้อายัดยอดเงินในบัญชีธนาคารของนิติบุคคลดังกล่าวไว้ได้ทันจำนวน 1,284,000 บาท
กรณีที่ 2 เป็นคดีหลอกลงทุนเงินหมุนและสินค้า มีความเสียหายเชื่อมโยงกว่า 22 ล้านบาท และเจ้าหน้าที่สามารถอายัดเงินคืนผู้เสียหายได้ 904,294 บาท
คดีนี้มีผู้เสียหายหลายรายพบโฆษณาบนสื่อสังคมออนไลน์ชักชวนให้ลงทุนเงินหมุนหรือสินค้าเพื่อดึงดูดความสนใจ เมื่อผู้เสียหายเริ่มโอนเงินในช่วงแรกซึ่งเป็นจำนวนไม่สูงมาก มิจฉาชีพจะโอนผลกำไรกลับมาให้จริง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและกระตุ้นให้ผู้เสียหายเพิ่มเงินลงทุน
จากนั้นเมื่อผู้เสียหายโอนเงินเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และต้องการถอนเงินออกมา มิจฉาชีพจะอ้างเงื่อนไขต่าง ๆ เช่น ต้องชำระภาษีหรือค่าธรรมเนียมระบบ ทำให้ผู้เสียหายส่วนใหญ่หลงเชื่อและไม่กล้าหยุดโอนเงิน เพราะเสียดายเงินก้อนแรกที่ลงทุนไป จนท้ายที่สุดสูญเงินจำนวนมากหรือหมดตัว โดยเบื้องต้นพบว่าคดีดังกล่าวมีความเชื่อมโยงมากถึง 48 คดี รวมมูลค่าความเสียหาย 22,187,994.77 บาท
ต่อมา พ.ต.อ.ประเสริฐ หวังบุญสร้าง ผู้กำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 3 พร้อมด้วย พ.ต.ท.อโนทัย ดียิ่ง รองผู้กำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 3 พ.ต.ท.วินัย ชมพุฒ รองผู้กำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 3 และเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัด ร่วมกันสืบสวนและตรวจสอบเส้นทางการเงิน พบว่าเมื่อเครือข่ายได้รับเงินก้อนใหญ่จากผู้เสียหาย จะรีบโอนเงินออกจากระบบผ่านบัญชีม้าจำนวน 13 บัญชี และโอนถ่ายต่ออีก 3 ทอด เพื่ออำพรางเส้นทางการเงิน
เจ้าหน้าที่จึงรวบรวมพยานหลักฐานขอศาลออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องได้แล้ว 12 ราย ก่อนเปิดปฏิบัติการตรวจค้นพร้อมกัน 5 จุด ในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ ศรีสะเกษ สมุทรปราการ ปทุมธานี อุบลราชธานี และกรุงเทพมหานคร สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 5 ราย ประกอบด้วย น.ส.ธนาภรณ์ อายุ 18 ปี ทำหน้าที่รับโอนเงินโดยตรงจากผู้เสียหายจำนวน 192,900 บาท นายพิทักษ์ อายุ 62 ปี ทำหน้าที่รับโอนเงินโดยตรงจากผู้เสียหายจำนวน 1,100,000 บาท นายณัฐพล อายุ 27 ปี ทำหน้าที่รับโอนเงินโดยตรงจากผู้เสียหายจำนวน 900,000 บาท น.ส.นันทนัช อายุ 53 ปี ทำหน้าที่เป็นบัญชีม้ารับโอนเงินโดยตรงจากผู้เสียหายจำนวน 904,294 บาท และนายชวนคิด อายุ 41 ปี ทำหน้าที่เป็นบัญชีม้าปลายทางชั้นที่ 3 รับโอนเงินต่อจำนวน 640,000 บาท
จากการดำเนินการดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถประสานธนาคารอายัดบัญชีของผู้ต้องหาได้ 2 ราย ได้แก่ บัญชีธนาคารของนายณัฐพลและ น.ส.นันทนัช รวมเป็นเงิน 1,804,294 บาท โดยธนาคารได้ดำเนินการออกเช็คเงินของกลางที่ถูกประทุษร้ายจำนวน 904,294 บาท เพื่อคืนให้แก่ผู้เสียหาย ส่วนยอดเงินที่เหลืออยู่ระหว่างดำเนินการ และจะนำกลับคืนให้ผู้เสียหายต่อไป
ท้ายที่สุด พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ต.คมกฤช สุขไทย ผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 3 และเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดติดตามคดี ได้ร่วมกันนำเงินจำนวน 2,188,294 บาท คืนให้แก่ผู้เสียหาย 2 ราย ตามโครงการ “MONEY Cash Back ปิดบัญชี ตามล่าม้า คว้าเงินคืน”








