(ภักดี วีระรัตน์ / รายงาน)
ปฏิบัติการครั้งนี้เกิดจากการประสานความร่วมมือระหว่าง "บิ๊กราญ" พล.ต.ท.สำราญ นวลมา รอง. ผบ.ตร. และ "บิ๊กนพ" พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น. ร่วมกับศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมการปกครอง (DOPA N.I.C.E) ในการสืบสวนกวาดล้างขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติห ตาม รูปแบบและกลโกงของขบวนการนี้ใช้ช่องว่างทางกฎหมายในการรับแจ้งเกิดเท็จการจัดหา "พ่อไทยทิพย์"ว่าจ้างชายไทยที่มีปัญหาทางการเงิน ให้ยินยอมเซ็นชื่อเป็น "พ่อผู้ให้กำเนิด" ในหนังสือรับรองการเกิด (ทร.1/1)
ออกเอกสารเท็จร่วมมือกับบุคลากรในโรงพยาบาลเอกชน ออกหนังสือรับรองการเกิดแจ้งว่าเด็กเกิดในโรงพยาบาล ทั้งที่ไม่ได้เกิดจริงนำเด็กต่างด้าวเข้าสวมสิทธิ์: นำเด็กสัญชาติเพื่อนบ้านหรือเด็กต่างด้าวเข้ามาสวมชื่อเพื่อขอสัญชาติไทย และสิทธิขั้นพื้นฐาน เช่น บัตรประชาชน และการรับสวัสดิการ จำนวนผู้ได้รับผลกระทบ: จากการตรวจสอบขยายผล พบการสวมสิทธิ์เด็กต่างด้าวไปแล้ว เกือบ 1,500 ราย
ล่าสุดเมื่อวันที่ 24 ก.ค.69 ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ย่านเหม่งจ่าย "บิ๊กราญ" พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย "บิ๊กนพ" พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. , "บิ๊กหยาม" พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. "บิ๊กลพ" พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รอง ผบช.น. "บิ๊กหมอ" พล.ต.ต.ธีระชัย ชำนาญหมอ รอง ผบช.สพฐ."บิ๊กเก่ง" พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น. นำกำลังตำรวจ และผู้แทนจากหลายหน่วยงาน ทั้งกรมการปกครอง DOPA N.IC.E สำนักงาน ปปง. ป.ป.ท. กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กรม สบส.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เปิดปฏิบัติการบุกทลายขบวนการ “พ่อไทยทิพย์” ที่ลักลอบสวมสิทธิ์แจ้งเกิดให้เด็กต่างด้าวกว่า 1,500 ราย พร้อมจับกุมผู้ร่วมขบวนการ 4 ราย ประกอบด้วยคนไทย 2 ราย คือ นาย หมง และ นาย วอ (พ่อทิพย์) และ ชาวจีน 2 ราย น.ส.ซี มารดาชาวจีน นายหู บิดาที่แท้จริง ชาวจีน นอกจากนี้ยังเข้าตรวจค้นบ้านพักภายในหมู่บ้านแห่งหนึ่งย่านห้วยขวาง โรงพยาบาลเอกชน 1 แห่ง และสำนักงานเขตที่เกี่ยวข้องอีก 1 แห่ง เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม
พล.ต.อ.สำราญ กล่าวว่า เนื่องจากประชาชนร้องเรียนและส่งหลักฐานให้ตำรวจตรวจสอบพบขบวนการลักลอบช่วยให้ลูกของชาวต่างชาติได้สัญชาติไทย ด้วยการว่าจ้างชายไทยที่ไม่ใช่พ่อแท้ ๆ มาจดทะเบียนรับรองบุตร ทำให้เด็กได้รับสูติบัตร ทะเบียนบ้าน บัตรประชาชน และสิทธิในฐานะคนไทย ทั้งที่ข้อมูลทั้งหมดเป็นเท็จ จากการสืบสวนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกับชุดเฉพาะกิจ DOPA N.I.C.E. พบข้อมูลเด็กต้องสงสัยกว่า 1,483 ราย เชื่อมโยงโรงพยาบาลต้องสงสัย 8 แห่ง โดยก่อนหน้านี้ตรวจสอบโรงพยาบาลแห่งแรก พบเด็กต้องสงสัย 62 ราย ยืนยันการทุจริตแล้ว 19 ราย และยังอยู่ระหว่างขยายผลอีก 43 ราย
พล.ต.อ.สำราญ กล่าวต่อว่า ส่วนการปฏิบัติการครั้งนี้ตรวจสอบโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งย่านพระราม 9 พบเด็กต้องสงสัย 3 ราย และพบพฤติการณ์เข้าข่ายทุจริตแล้ว 2 ราย อีก 1 รายอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ก่อนที่ DOPA N.I.C.E. จะเข้าแจ้งความกับ สน.ห้วยขวาง เพื่อดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้อง การทีาตำรวจลงพื้นที่รวบรวมหลักฐานอย่างละเอียด ทั้งสอบปากคำพยาน ตรวจเวชระเบียน ตรวจเอกสารการแจ้งเกิด และตรวจพิสูจน์ DNA ของพ่อ แม่ และเด็ก จนพบว่า หญิงชาวจีนรายหนึ่งและสามีชาวจีน ต้องการให้ลูกทั้ง 2 คนได้สัญชาติไทย จึงติดต่อขบวนการนายหน้าให้หาชายไทยมารับรองบุตรแทนพ่อที่แท้จริง ชายไทยที่ถูกว่าจ้างมี 2 คน คือ นายหมง และ นายวอ โดยทั้งคู่ไม่เคยรู้จักหรือมีความสัมพันธ์กับหญิงชาวจีนมาก่อน แต่ยอมใช้เอกสารส่วนตัวและแสดงตัวเป็นพ่อเด็กเพื่อแลกกับค่าจ้าง ขณะที่นายวอ ยังพบประวัติคดียาเสพติดและการพนันในพื้นที่ จ.พิจิตร อีกด้วย ตำรวจเชื่อว่าขบวนการนี้ทำกันเป็นเครือข่าย มีการอาศัยช่องโหว่ของระบบและขั้นตอนการรับรองบุตร เพื่อให้เด็กต่างด้าวได้รับสัญชาติไทยอย่างผิดกฎหมาย
พล.ต.อ.สำราญ กล่าวว่าการลงพื้นในครั้งนี้ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ครบทั้งหมด พร้อมดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน ใช้เอกสารราชการอันเป็นเท็จ และทุจริตทะเบียนราษฎรเพื่อให้ได้สัญชาติไทยโดยมิชอบ นอกจากนี้ นายทะเบียนได้ดำเนินการเพิกถอนรายการทะเบียนและเพิกถอนสัญชาติไทยของเด็กที่ได้มาโดยทุจริตทั้งหมดแล้ว พร้อมประสานสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายกับชาวต่างชาติที่เกี่ยวข้อง
รวมผลการปฏิบัติการทลายเครือข่าย “พ่อไทยทิพย์” ห้วงวันที่ 9 กรกฎาคม - 24 กรกฎาคม พบเด็กต้องสงสัย 22 ราย จับกุมผู้กระทำความผิด พ่อไทยทิพย์จำนวน 16 ราย แม่ชาวจีน 13 ราย พ่อคนจีน 6 ราย เจ้าหน้าที่รัฐ 1 ราย เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล 1 ราย รวมทั้งสิ้น 37 ราย
ยืนยันว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเดินหน้าขยายผลปราบปรามเครือข่ายลักษณะนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อปกป้องความถูกต้องของระบบทะเบียนราษฎร ป้องกันการแฝงตัวของอาชญากรรมข้ามชาติ และรักษาความมั่นคงของประเทศ พร้อมขอความร่วมมือประชาชน หากพบพฤติการณ์ผิดปกติ สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สถานีตำรวจทุกแห่ง หรือสายด่วน 1599 ตลอด 24 ชั่วโมง
การสวมสิทธิ์สัญชาติไทยลักษณะนี้ ไม่เพียงแต่ทำให้รัฐสูญเสียงบประมาณด้านสวัสดิการ แต่ยังเปิดช่องให้กลุ่มทุนสีเทาและขบวนการค้ามนุษย์ใช้นำพาบุคคลเข้ามาถือครองทรัพย์สิน หรือประกอบธุรกิจผิดกฎหมายในประเทศไทยได้โดยง่าย.... ปัจจุบัน กรมการปกครองและตำรวจนครบาลกำลังเร่งเพิกถอนรายการสถานะทางทะเบียนของเด็กที่ถูกสวมสิทธิ์ทั้งหมด พร้อมขยายผลจับกุมผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมทั้งระบบ








