ญาติทยอยเดินทางรับศพ เหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว ด้านสถาบันนิติเวชเร่งตรวจ DNA ระบุตัวตนช่วยเหลือญาติ กรมคุ้มครองสิทธิ์มอบเงินเยียวยาศพละ 3 แสน บาดเจ็บ 8 หมื่นบาท
วันที่ 13 ก.ค.69 ที่ สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ ญาติทยอยเดินทางมาเพื่อรับร่างของผู้เสียชีวิต จากเหตุการณ์เพลิงไหม้โรงเบียร์ ลาดพร้าว เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 27 ราย โดยเมื่อช่วงเช้ามีญาติทั้งของที่สามารถระบุตัวตนได้ และผู้ที่ยังสูญหาย หรือไม่สามารถระบุตัวตนได้ เข้ามาติดต่อ เพื่อรับร่างของผู้เสียชีวิตและพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล
หนึ่งในญาติผู้เสียชีวิต ซึ่งเป็นน้องสาว เล่าทั้งน้ำตาว่า ตนได้รับการยืนยันจากเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้วว่าหนึ่งในผู้เสียชีวิตคือพี่ชาย เพราะลายมือตรงกับฐานข้อมูลของตำรวจ จึงมาติดต่อขอรับร่างของพี่ชายไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ก่อนเกิดเหตุตนได้นั่งดื่มสังสรรค์กับพี่ชายและเพื่อนๆที่บ้าน จนกระทั้งเกือบเที่ยงคืนพี่ชายได้ขับรถออกไปโดยไม่ได้บอกว่าจะไปไหน ต่อมาเพื่อนสนิทของพี่ชายโทรบอกตนว่าเกิดเหตุไฟไหม้ร้านอาหารที่พี่ชายเคยชวนไปดื่ม ตนจึงขอให้เพื่อนพี่ชายช่วยตรวจสอบว่าพี่ชายอยู่ในร้านหรือไม่
ขณะเดียวกันตนพยายามโทรศัพท์หาพี่ชาย 5 ครั้ง แต่ไม่รับ จนโทรไปสายที่ 6 มีคนรับสายและแจ้งว่าเกิดเหตุไฟไหม้ แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าพี่ชายได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต พร้อมขอวางสายเพื่อตรวจสอบข้อมูล ก่อนจะโทรกลับมาแจ้งให้ญาติเดินทางไปยังจุดเกิดเหตุ เมื่อไปถึงก็พบว่าพี่ชายเสียชีวิต นอนคว่ำหน้าอยู่ภายในห้องน้ำ
ด้าน น.ส.อุษา (ขอสงวนนามสกุล) ผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ เพลิงไหม้ ได้เดินทางมาติดต่อขอรับศพ กล่าวว่า ปกติมาเที่ยวที่ร้านโรงเบียร์ลาดพร้าว อยู่เป็นประจำวันเว้นวัน ซึ่งในวันเกิดเหตุก็ไปดื่มกินกับเพื่อนรวมทั้งหมด 5 คน ก่อนเกิดเหตุตนเองออกมาสูบบุหรี่ที่หน้าร้าน ทั้งที่ไม่เคยสูบมาก่อน ออกมาได้ไม่นานก็เห็นควันพวยพุ่งออกมาจากหลังคาร้าน จากนั้นก็มีเปลวไฟลุกลาม เหตุการณ์เกิดขึ้นเร็วมาก จะเข้าไปช่วยเพื่อนก็ไม่ทัน เพราะเพลิงลุกลามอันตรายมาก โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรอดชีวิตมาได้ 3 คน เสียชีวิต 2 คน คือ นายสุวิชชา หรือลี่ นางสาวน้ำทิพย์ หรืออัย ซึ่งผู้เสียชีวิตเป็นสามีภรรยากัน และมีลูกเล็กด้วย ไม่คิดว่าร้านที่ตนเองมาเที่ยวบ่อยครั้งจะไม่ปลอดภัย ไม่คาดคิดจะเกิดเหตุการรุนแรงได้ขนาดนี้
ด้าน นางจันสุดา (ขอสงวนนามสกุล) แม่ของนายฐิติวัฒน์ หรือดิน อายุ 27 ปี นักร้องนำวงทศกัณฐ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้สูญหายจากเหตุเพลิงไหม้ร้านอาหารและโรงเบียร์ย่านลาดพร้าว กล่าวทั้งน้ำตาว่า ขณะนี้ครอบครัวยังคงออกตามหาลูกชายอย่างต่อเนื่อง และยังไม่มีใครสามารถยืนยันชะตากรรมของลูกได้ โดยตนพักอาศัยอยู่ย่านคลอง 4 ส่วนน้องดินพักอยู่กับพ่อในซอยเสนานิคม คืนเกิดเหตุลูกชายเดินทางไปทำงานตามปกติ โดยพ่อไม่ทันสังเกตเพราะเข้านอนแล้ว กระทั่งเวลาประมาณ 22.00 น. พ่อตื่นขึ้นมาไม่พบลูก จึงโทรศัพท์ไปหา น้องดินรับสายและบอกเพียงว่าถึงร้านแล้ว ซึ่งเป็นบทสนทนาครั้งสุดท้าย ก่อนจะขาดการติดต่อ
โดยเมื่อคืนดังกล่าว น้องดินมีคิวขึ้นแสดงตั้งแต่ช่วงประมาณ 22.00 น.ไปจนถึงเที่ยงคืน ซึ่งตามข้อมูลทราบว่าเหลือเวลาอีกเพียงประมาณ 10 นาที ก็จะเสร็จสิ้นการแสดง ขณะที่น้องดินถือเป็นพนักงานรุ่นแรกๆที่ทำงานกับร้านมาตั้งแต่เปิดกิจการ ซึ่งวันนี้ตนและครอบครัวได้เดินทางมาตรวจสอบข้อมูลที่สถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ แต่แพทย์แจ้งว่ายังไม่พบผู้เสียชีวิตที่มีอัตลักษณ์ตรงกับข้อมูลของน้องดิน ทำให้ครอบครัวเตรียมเดินทางไปตรวจสอบยังโรงพยาบาลอีก 2 แห่ง เพื่อค้นหาตัวลูกชายต่อไป
แม่ของน้องดิน ยังเล่าด้วยว่า ลูกชายเรียนไม่จบจากวิทยาลัยอาชีวะอยุธยา แต่เป็นคนกตัญญูและมุ่งมั่นทำงาน เคยบอกกับแม่ว่า ไม่จำเป็นต้องจบปริญญา ก็เลี้ยงแม่ได้ ก่อนจะเดินตามความฝันในเส้นทางนักร้อง ตระเวนประกวดร้องเพลงและรับงานแสดง จนสามารถนำเงินมาปลดหนี้นอกระบบให้แม่ได้กว่า 3-4 แสนบาท สำหรับจุดสังเกตของน้องดิน คือมีรอยสักรูปฟันเฟืองและคำว่า “อาชีวะอยุธยา” บริเวณกลางหลัง รวมถึงมีรอยสักตามร่างกายหลายแห่ง
นางจันสุดา กล่าวทั้งน้ำตาว่า น้องดินเป็นลูกชายเพียงคนเดียวของครอบครัว และขอวิงวอนผู้ที่พบเห็นหรือมีข้อมูลเกี่ยวกับลูกชาย ช่วยแจ้งเบาะแสให้ครอบครัวโดยเร็ว เพราะสิ่งที่หวังมากที่สุดในเวลานี้ คือการได้พบลูกชาย ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพใดก็ตาม
ด้านนายไตรยฤทธิ์ เตมหิวงศ์ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม เดินทางมาตรวจสอบความคืบหน้าที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อให้การช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากเหตุการณ์ กล่าวว่า จะมอบเงินเยี่ยวยาให้แก่ผู้เสียชีวิต รายละ 3 แสนบาท ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บจะมอบเงินค่ารักษาพยาบาลไม่เกิน 80,000 บาท ซึ่งพิจารณาจากจำนวนวันที่ต้องสูญเสียรายได้, การฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ ขึ้นอยู่กับภาวะการบาดเจ็บ อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าจะช่วยเหลือเยียวยาเหยื่ออย่างเต็มที่ จะมีการตั้งโต๊ะจุดบริการให้ญาติมายื่นเอกสาร และสอบถามข้อมูลกับเจ้าหน้าที่
ทั้งนี้ สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ และสำนักงานเขตปทุมวัน ได้มีการตั้งศูนย์อำนวยความสะดวกในเรื่องของการตรวจพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล การรับร่างผู้เสียชีวิต และการออกใบมรณะบัตรให้กับผู้เสียชีวิต ที่บริเวณชั้น 3 ของนิติเวชตำรวจด้วย
สำหรับในกรณีของญาติที่ยังตามหาผู้เสียชีวิต ผู้สูญหาย หรือผู้บาดเจ็บไม่พบ สามารถเดินทางติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ สน.พหลโยธิน เพื่อสอบถาม เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีภาพของผู้เสียชีวิตรวมไปถึงวัตถุพยาน เช่น เครื่องแต่งกาย โทรศัพท์มือถือกระเป๋า เพื่อยืนยันตัวบุคคล และมีรายชื่อของผู้ที่ได้รับบาดเจ็บกระจายรักษาตัวอยู่ใน 5 โรงพยาบาลพื้นที่ใกล้เคียง แต่สำหรับญาติท่านใดที่ยังไม่สามารถระบุตัวตนของผู้เสียชีวิตได้ เจ้าหน้าที่ได้แนะนำว่าหากเดินทางเข้ามาติดต่อที่นิติเวช ตำรวจขอให้นำญาติสายตรง อาทิ พ่อ แม่ พี่น้องท้องเดียวกัน หรือลูก เพื่อนำตรวจ DNA เพื่อพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล
นอกจากนี้มูลนิธิปอเต็กตึ้ง ได้มีการมอบเงินช่วยเหลือ ฌาปนกิจ ให้กับญาติผู้เสียชีวิต รายละ 20,000 บาท และพร้อมอำนวยความสะดวก ในการเคลื่อนย้ายศพเพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนาทั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด อีกทั้งมีรายงานข่าวว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลเสียชีวิต 2 นาย ในเหตุการณ์ครั้งนี้ ซึ่งยังไม่ทราบว่าไปปฏิบัติหน้าที่หรือไปพักผ่อนนอกเวลาราชการ








