"ธนดล" แนะ DSI-ตร. เอาผิด “นอมินี” เพิ่ม ม.137 ชี้หากแจ้งข้อมูลเท็จตอนจดทะเบียนบริษัท อาจเข้าข่ายความผิดอาญา
วันที่ 19 มิ.ย.69 นายธนดล สุวัณณะฤทธิ์ เลขานุการประจำคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด (กมธ. ปปง.) ออกมาเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขยายผลการตรวจสอบเครือข่ายธุรกิจที่เข้าข่ายใช้ “นอมินี” ถือครองกิจการแทนชาวต่างชาติ พร้อมพิจารณาดำเนินคดีเพิ่มเติมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 ในกรณีที่พบการแจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน
นายธนดล ระบุว่า ปัจจุบันการตรวจสอบบริษัทที่ถูกกล่าวหาว่าใช้โครงสร้างนอมินี มักมุ่งเน้นไปที่การถือหุ้นแทนหรือการหลีกเลี่ยงข้อจำกัดทางกฎหมายเกี่ยวกับสัดส่วนการถือครองธุรกิจของชาวต่างชาติ แต่ยังมีอีกประเด็นสำคัญที่ควรถูกตรวจสอบควบคู่กันไป คือข้อมูลที่ถูกใช้ในการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทตามกฎหมาย การจดทะเบียนบริษัทจะต้องแจ้งรายละเอียดต่อหน่วยงานของรัฐ ทั้งเรื่องสถานประกอบการ วัตถุประสงค์การดำเนินธุรกิจ และโครงสร้างผู้ถือหุ้น หากภายหลังการตรวจสอบพบว่าข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง หรือบริษัทไม่ได้ประกอบกิจการตามที่แจ้งไว้ตั้งแต่แรก ก็อาจเข้าข่ายการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน
ทั้งนี้ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 บัญญัติว่า ผู้ใดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนได้รับความเสียหาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
นายธนดล มองว่า หากการสืบสวนพบว่าบริษัทบางแห่งมีการจัดทำข้อมูลขึ้นมาเพื่อใช้ประกอบการจดทะเบียน แต่ในความเป็นจริงไม่ได้ดำเนินธุรกิจตามที่แจ้ง หรือมีการใช้บุคคลอื่นถือหุ้นแทนเพื่ออำพรางผู้มีอำนาจที่แท้จริง เจ้าหน้าที่ควรพิจารณาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้รอบด้าน ไม่จำกัดเฉพาะความผิดเรื่องนอมินีเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ธนดลยอมรับว่า ในขณะนี้ยังไม่ปรากฏว่ามีการแจ้งข้อกล่าวหาตามมาตรา 137 ในกรณีดังกล่าวอย่างชัดเจน จึงต้องการออกมาประชาสัมพันธ์และสร้างการรับรู้ให้กับประชาชน รวมถึงเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลที่ถูกใช้ในการจดทะเบียนนิติบุคคล
พร้อมกันนี้ ยังเชิญชวนประชาชนที่มีข้อมูล เอกสาร หรือเบาะแสเกี่ยวกับบริษัทที่อาจเข้าข่ายใช้บุคคลอื่นถือหุ้นแทน หรือมีการแจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จต่อหน่วยงานรัฐ ให้ส่งข้อมูลไปยังหน่วยงานที่มีอำนาจตรวจสอบ โดยเฉพาะ DSI และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานและขยายผลดำเนินการตามกฎหมายต่อไป








