นายกฯ พร้อมจับมือทุกฝ่ายปราบโกง เเคลงใจบางฝ่ายเป็นผู้นำองค์กรให้ข้อมูลกั๊กบอกพร้อมปราบทุจริต ขณะบางรายอดีตเคยโดนครหาเลี่ยงภาษี จี้"ประมณฑ์"แจงสังคม
วันที่ 21 พ.ค.69 ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลเเจ้งว่า การประชุมบูรณาการความร่วมมือภาครัฐ-เอกชน เพื่อยกระดับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เมื่อวันที่ 20 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เชิญภาคเอกชนมาร่วมประชุมกันในกรณีที่ภาคเอกชนมีผลการสำรวจเกี่ยวกับเรื่องการทุจริตในภาครัฐ ทั้งนี้ นายกฯอนุทินพร้อมสนับสนุนการปราบทุจริตทุกขั้นตอนหากเกิดขึ้นจริงในทุกหน่วยงาน
รายงานข่าวเเจ้งว่า สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือ ข้อความที่นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าไทย ตอบคำถามสื่อมวลชนว่าแบบสอบถามทั้งหมดทำสอดคล้องกับเวิลด์แบงก์ และ OECD (โออีซีดี) เป็นแบบสอบถามว่ามีการทุจริตหรือไม่ ไม่ได้เจาะลึกเพื่อเอาผิดใครนั้น เเปลว่าสอบถามความเห็นจากผู้ตอบเเบบสอบถามว่าเชื่อหรือไม่ว่าหน่วยงานนั้นๆมีการทุจริต บวกกับข้อมูลล่าสุดของกกร. เเละมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่ระบุผลสำรวจว่า 26 หน่วยงานภาครัฐเรียกรับผลประโยชน์เเละยืนยันมีหลักฐานกับบางหน่วยงานนั้น
เเหล่งข่าวระบุว่า ตามขั้นตอนกฎหมายหากพบการกระทำผิดของบุคลากรภาครัฐ สามารถร้องทุกข์กล่าวโทษไปยังกระบวน การยุติธรรม และองค์กรอิสระได้ทันที ซึ่งที่ผ่านมาจนถึงช่วงนี้ การปราบปรามทุจริตได้ดำเนินการไปตามขั้นตอนกฎหมายเเม้บางกรณีล่าช้า เเต่ยังถือว่าอยู่ในอายุความของกฎหมาย
เเหล่งข่าว กล่าวว่า บทบาทขององค์กรภาคเอกชน (คณะทำงานซีโร่คอรัปชั่น และ กกร.)นับว่ามีเจตนาดีในการต้านทุจริต เเต่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่าน มาบางวาระพบว่าบางข้อมูลที่เปิดเผยนั้นค่อนข้างเลื่อนลอย โดยมีการชี้เเจงว่าเป็นเพียงการสอบถามประชาชน/ภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องเเละไม่มีหลักฐานยืนยัน เเละเป็นเบาะเเสให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการ
เเหล่งข่าว กล่าวว่า ก่อนหน้านี้คือช่วงก่อนการเลือกตั้ง สส.ครั้งล่าสุด มีข้อมูล"ซื้อเสียงหัวละ 7,500 บาท" เป็นตัวเลขจากการประเมินขององค์กรภาคเอกชน (คณะทำงานซีโร่คอรัปชั่น และ กกร.)ซึ่งมีการให้ข้อมูลว่าในการเลือกตั้ง ส.ส.นั้น มีการจ่ายเงินสูงเป็นประวัติการณ์ โดยเฉพาะในพื้นที่ กทม. และเขตพื้นที่แข่งขันดุเดือดนั้น เเต่พบว่าเป็นเพียงสอบถามข้อมูลของประชาชนที่ขาดหลักฐาน เเละหากเทียบกับการเปิดเผยว่ากรมควบคุมมลพิษเป็นหน่วยงานเรียกรับผลประโยชน์มากที่สุดนั้น หากคณะทำงานซีโร่คอรัปชั่น และ กกร.มีเจตนาดีควรชี้ไปเลยว่า การทุจริตเกิดขึ้นที่ใด เมื่อใด มูลเหตุเเละหลักฐานคืออะไร ฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะได้ไปดำเนินการได้ทันทีเเต่การให้ช้อมูลเเบบหว่านเเห/เลิ่อนลอยเเบบนี้อาจจะไม่ยุติธรรมกับหน่วยงานที่โดนพาดพิงเช่นกัน
อนึ่ง สิ่งที่ควรพิจารณาควบคู่กับบทบาทของคณะทำงานซีโร่คอรัปชั่น และ กกร. เพราะการให้ข้อมูลทุจริตภาครัฐนั้น หากข้อมูลคลาดเลื่อน ขาดหลักฐาน เครดิตประเทศจะเสียหายเเละเครดิตผู้ให้ข้อมูลย่อมขาดความน่าเชื่อถือเช่นกัน เเละบางบุคลากรของคณะทำงานซีโร่คอรัปชั่น และ กกร.นั้น ที่ผ่านมามีข้อเคลือบเเคลง คือ วันที่15 ก.ย.2565 ศาลฎีกาภาษีอากรกลาง ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ที่ศูนย์ราชการฯ ถนน แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ กำหนดนัดอ่านคำพิพากษาชั้นฎีกา ในคดีข้อพิพาทการจัดเก็บภาษีนำเข้าชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์โตโยต้า รุ่นพรีอุส (Prius) ระหว่างบริษัทโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กับกรมศุลกากร โดยบริษัทโตโยต้าฯเเพ้คดีภาษี 1.16 หมื่นล้านบาท เเละวันที่ 1 พฤษภาคม 2564 องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศ ไทย) ได้ออกคำชี้แจงกรณีข่าวพาดพิงนายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานมูลนิธิองค์ กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ในฐานะประธานกรรมการบริษัทโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ในช่วงนั้นจ่ายสินบนเพื่อให้ชนะคดีภาษีนำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์รุ่นพรีอุสเเละนายประมณฑ์ออกจากตำเเหน่งก่อนที่ศาลชั้นต้นจะตัดสิน รวมถึงก่อนที่ ข้อขัดแย้งจะดำเนินต่อเนื่องมาถึงปัจจุบันเเม้สำนักงานศาลยุติธรรมได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าวเเละได้สรุปผลการตรวจสอบ และระบุว่าไม่พบเส้นทางการเงินหรือหลักฐานการทุจริตจากบริษัทโตโยต้าฯไปถึงผู้พิพากษา
“เเต่การที่บริษัทโตโยต้าฯเลี่ยงภาษีดังกล่าวตามคำพิพากษาของศาล เเละเหตุเกิดช่วงที่นายประมณฑ์ทำหน้าที่ในบริษัทโตโยต้าฯนั้น ทำให้บางฝ่ายในรัฐบาลเคลือบเเคลงบทบาทของมูลนิธิฯ คณะทำงานซีโร่คอรัปชั่น และ กกร.เพราะตอนนี้นายประมณฑ์ยังเป็นประธานมูลนิธิฯที่คณะทำงานซีโร่คอรัปชั่น และ กกร.เป็นคณะทำงานส่วนหนึ่งของมูลนิธิฯที่ออกมาเคลื่อนไหวต้านทุจริตเป็นระยะ เเต่กรณีข้างต้นคือการเลี่ยงภาษีกลับเกิดชึ้นได้ ตรงนี้ หากคณะทำงานซีโร่คอรัปชั่น และ กกร.ตั้งใจปราบทุจริตจริง กรณีเลี่ยงภาษีดังกล่าวก็ควรติดตามเเละชี้เเจงให้กระจ่างเครดิตของคณะทำงานซีโร่คอรัปชั่น และ กกร.จะดีขึ้น“เเหล่งข่าวระบุ








