ส่องความเห็น 3 ปปช. ชี้มูล "สุภา" ไม่ผิดคดีภาษี ชินคอร์ป 1.79 หมื่นล้าน เจาะห้วงเวลา 2552-2569 ทำไมคดีนี้คล้ายโดนดอง
วันที่ 13 พ.ค.69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ประทับรับฟ้องคดีหมายเลขดำที่ อท.75/2569 ระหว่างสำนักงานอัยการสูงสุด (พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการคดีพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1) โจทก์ นางสาวสุภา ปิยะจิตติ อดีตกรรมการปปช.และอดีตรองปลัดกระทรวงการคลังกับพวกรวมสามราย จำเลย กรณีไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง คดีดำเลขที่ 03-3-1058/2564 ตามหนังสือกระทรวงการคลังที่ กค 0604.2/ว44 ลงวันที่ 23 มิ.ย.2549 เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติในการอุทธรณ์ ฎีกาคดีแพ่งและอุทธรณ์คดีศาลปกครอง ซึ่งสำนักงาน ปปช. ชี้มูลว่า เป็นการกระทำโดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐในฐานะที่เป็นเจ้าพนักงานสังกัดกระทรวงการคลังที่มีหน้าที่ในการเรียกเก็บภาษีอากร แต่กลับไม่อุทธรณ์คดีเพื่อรักษาผลประโยชน์ของรัฐและเป็นหน้าที่โดยตรงที่จะต้องรักษาวินัยการเงินการคลัง มูลค่า 17,900 ล้านบาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 28 เม.ย. มติที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. (เฉพาะสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงที่ชี้มูลความผิดและใกล้ขาดอายุความ) โดยลงมติ 4:3 ชี้มูลความผิดนางสาวสุภา ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงการคลังกับพวกรวมหกราย และส่งสำนวนนี้ให้พนักงานอัยการดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายไปแล้ว กรณี ไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง คดีดำเลขที่ 03-3-1058/2564 ตามหนังสือกระทรวงการคลังที่ กค 0604.2/ว44 ลงวันที่ 23 มิ.ย.2549 เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติในการอุทธรณ์ ฎีกาคดีแพ่งและอุทธรณ์คดีศาลปกครองนั้น
แหล่งข่าวจากสำนักงาน ป.ป.ช.แจ้งว่า มติที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. 4:3 ชี้มูลความผิดนางสาวสุภา กับพวกนั้น ในส่วนมติเสียงข้างน้อยสามเสียงคือ นายเพียรศักดิ์ สมบัติทอง, นายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ และนายแมนรัตน์ รัตนสุคนธ์ ที่มีความเห็นไม่ชี้มูลความผิดนางสาวสุภา และให้ตีตกข้อกล่าวหานั้นมีรายละเอียดดังนี้
นายเพียรศักดิ์ ระบุว่า “หลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติที่ระบุไว้ในหนังสือหนังสือกระทรวงการคลังที่ กค 0604.2/ว44 ตามที่เจ้าหน้าที่ระบุนั้นเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติในการอุทธรณ์ ฎีกาในคดีแพ่งที่มีทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาเกินกว่าสิบล้านบาทและศาลได้พิจารณาให้ส่วนราชการและศาลให้ส่วนราชการเป็นฝ่ายแพ้คดีหรือพิพากษาให้ส่วนราชการชนะคดีไม่เต็มตามฟ้อง หากส่วนราขการเจ้าของคดีและอัยการเห็นตรงกันว่าคดีไม่ควรอุทธรณ์ ฎีกาให้ดำเนินการอุทธรณ์ ฎีกาไปก่อนเนื่องจากเป็นคดีที่มีทุนทรัพย์สูงแล้วส่งเรื่องกลับให้กระทรวงการคลังพิจารณาโดยเร็วหากต่อมากระทรวงการคลังเห็นควรว่าไม่อุทธรณ์ ฎีกาก็ให้เจ้าหน้าที่แจ้งอัยการให้ถอนอุทธรณ์ ฎีกาต่อไป
เห็นว่ากรณีดังกล่าวเป็นหลักเกณฑ์การป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับทางราชการแต่ก็ยังให้อำนาจกระทรวงการคลังที่จะใช้ดุลพินิจว่าจะอุทธรณ์หรือไม่ก็ได้โดยคำนึงถึงประโยชน์ราชการแต่ในทางปฏิบัติสำนักงานอัยการสูงสุดที่เป็นทนายความแก้ต่างให้กรมสรรพากรก็จะยังไม่อุทธรณ์และขอขยายระยะเวลาออกไปก่อนซึ่งไม่ทำให้เกิดความเสียหายและยังสามารถใช้สิทธิอุทธรณ์ได้ตลอดเวลาที่ยังอยู่ในระยะเวลาที่ศาลอุทธรณ์ได้ขยายเว้นแต่กรณีที่ไม่อาจขยายได้แล้ว เช่นนี้จึงเป็นหน้าที่ตัวความโดยสำนักงานอัยการสูงสุดต้องดำเนินการยื่นอุทธรณ์ไปก่อนตามที่หนังสือ ว 44 กำหนดเพื่อมิให้เกิดความเสียหายแก่ราชการและกรณีดังกล่าวนางสาวสุภาได้พิจารณามีความเห็นว่าเพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างถูกต้องและรอบคอบให้กรมสรรพากรตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่าหุ้นที่กรมสรรพากรประเมินภาษีเป็นของโจทก์ทั้งสองหรือไม่(นายพานทองแท้และนางสาวพิณทองทา ชินวัตร)หากมิใช่โอกาสที่จะชนะคดีเป็นไปได้ยากก็เห็นสมควรไม่อุทธรณ์คดี
แต่หากหุ้นเป็นของโจทก์ทั้งสองโดยแท้ก็เห็นสมควรให้กรมสรรพากรดำเนินการอุทธรณ์ต่อไป ต่อมากรมสรรพากรพิจารณาแล้วเห็นว่ากรณีดังกล่าวยังไม่พบแนวทางปฏิบัติประกอบกับคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาว่าโจทก์ทั้งสองมิใช่เจ้าของหุ้นที่แท้จริงและมิใช่ผู้มีเงินได้พึงประเมินที่จะเป็นผู้มีภาระภาษีอากรการอุทธรณ์คดีต่อไปโอกาสชนะเป็นไปได้ยากเห็นควรไม่อุทธรณ์และแจ้งให้อธิบดีอัยการสำนักงานภาษีอาการทราบและเสนอเรื่องให้นางสาวสุภาทราบซึ่งนางสาวสุภามีความเห็นรับทราบดังนั้นการพิจารณาของนางสาวสุภาและผู้เกี่ยวข้องในกรณีนี้อยู่ในห้วงเวลาที่ยังไม่เลยกำหนดเวลาอุทธรณ์ตามที่สำนักงานอัยการสูงสุดขยายระยะเวลาอุทธรณ์ไว้แล้ว
กรณีดังกล่าวยังไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการการพิจารณาไม่อุทธรณ์กรณีดังกล่าวจึงเป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่โดยชอบ ฉะนั้นจากการไต่สวนจึงยังไม่ปรากฏพยานหลักฐานเพียงพอที่จะฟังได้ว่าการกระทำของบุคคลที่เกี่ยวข้องเป็นความผิดจึงเห็นควรไม่แจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ถูกกล่าวหาทั้งหกและให้ข้อกล่าวหาตกไป”
ส่วนนายแมนรัตน์ ระบุว่า “การที่นางสุภา (ผู้ถูกกล่าวหาที่1) ลงนามในบันทึกข้อความกระทรวงการคลัง กรมบัญชีกลาง สำนักความรับผิดทางแพ่ง ด่วนที่สุด ที่กค 0410.2/5716 วันที่ 25 มิย.2554เรื่องการพิจารณาอุทธรณ์คดีรายนายพานทองแท้และนางสาวพิณทองทาถึงอธิบดีกรมสรรพากรนั้นเมื่อพิจารณาบันทึกข้อความดังกล่าวแผ่นที่หนึ่ง บรรทัดสุดท้ายว่า”จึงให้กรมสรรพากรตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อประกอบการพิจารณา ดังนี้.. ”และ” ในบันทึกข้อความแผ่นที่สองก็ได้มีแนวทางกำหนดให้อธิบดีกรมสรรพากรไปตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม
เห็นว่าบันทึกข้อความดังกล่าวเป็นการสั่งกรมสรรพากรไปดำเนินการตรวจสอบเพิ่มเติมยังมิได้เป็นกรณีที่กระทรวงการคลังมีคำสั่งว่าจะให้อุทธรณ์หรือไม่กับคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางดังนั้นการที่อธิบดีกรมสรรพากร (นายสาธิต รังคศิริ ผู้ถูกกล่าวหาที่2) ได้รับทราบข้อสั่งการดังกล่าวแล้วแต่กลับสั่งการให้สรรพากรภาค3แจ้งสำนักงานอัยการสูงสุดไม่อุทธรณ์คดีโดยไม่เสนอข้อเท็จจริงการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเพื่อประกอบการพิจารณาของกระทรวงการคลังตามข้อสั่งการนั้น ฉะนั้นการกระทำของนายสาธิตจึงมิชอบด้วยกฎหมายและคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาของนายสาธิตฟังไม่ขึ้นส่วนผู้ถูกกล่าวหารายอื่นเห็นว่าข้อเท็จจริงยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าเป็นการกระทำผิดจึงเห็นควรไม่แจ้งข้อกล่าวหาผู้ถูกกล่าวหารายอื่นและให้ข้อกล่าวหาตกไป
ด้านนายเอกวิทย์ ระบุว่า “เห็นพ้องด้วยกับความเห็นของนายแมนรัตน์และมีความเห็นเพิ่มเติมว่าการที่นายสาธิตลงนามในบันทึกข้อความ กรมสรรพากร สำนักสืบสวนและคดี ด่วนที่สุด ที่ กค 0327/2561 วันที่8เมย.2554สั่งการให้สรรพากรภาค3แจ้งสำนักงานอัยการสูงสุดไม่อุทธรณ์คดีซึ่งเกิดผลไม่มีการอุทธรณ์คดีนี้และถือว่าเป็นคำสั่งทางปกครอง เป็นการสั่งการโดยไม่มีอำนาจ ซึ่งอำนาจดังกล่าวเป็นของกระทรวงการคลัง ฉะนั้นการกระทำของนายสาธิตจึงมิชอบด้วยกฎหมายและคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาของนายสาธิตฟังไม่ขึ้นส่วนผู้ถูกกล่าวหารายอื่นเห็นว่าข้อเท็จจริงยังไม่เพียงพอรับฟังได้ว่าเป็นการกระทำความผิด เห็นควรไม่แจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ถูกกล่าวหารายอื่นและให้ข้อกล่าวหาตกไป”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากศาลประทับรับฟ้องนั้น นางสาวสุภา ชี้เเจงกับสื่อมวลชนบางเเขนงเเละคนใกล้ชิดว่า มติเสียงข้างมากรังเเกเเละสื่อบางเเขนงรายงานว่าบุคลากรที่เป็นคณะทำงานของประธานปปช.บางรายที่เป็นอนุกรรมการไต่สวนสำนวนนางสาวสุภา เช่น “นาย ธ.” นั้น ใกล้ชิดกับทนายความครอบครัวชินวัตรบางคนเพราะนามสกุลเดียวกันน้้น
รวมทั้งวิจารณ์ว่า ป.ป.ช.เร่งรัดส่งสำนวนให้อัยการพิจารณาในเวลาไม่กี่วันเพราะคดีจะขาดอายุความในวันที่ 2 พ.ค.อาจมีสิ่งผิดปกตินั้น
เเหล่งข่าวจาก ป.ป.ช.เเจ้งว่า กรณีนางสาวสุภา นั้น ในช่วงนั้นคณะอนุกรรมการไต่สวนเเละ นาย ธ.ได้เสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาว่า สมควรตั้งไต่สวนนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รมว.คลัง ในขณะนั้นกับพวก รวมทั้งนางสาวสุภา ด้วย ในเมื่อนางสาวสุภา ไม่ปฏิบัติตามตามหนังสือกระทรวงการคลังที่ กค 0604.2/ว44 ที่วางหลักไว้ว่าต้องอุทธรณ์ ฎีกาไปก่อนในคดีที่กระทรวงการคลังเเพ้หากจะถอนฟ้องจึงนำมาพิจารณาอีกครั้ง เเต่นางสาวสุภา ไม่ดำเนินการ เเละไปใช้วิธีอื่นเเทน นางสาวสุภา จึงปฏิเสธความรับผิดชอบนี้ไม่ได้เพราะกระทรวงการคลังเกิดความเสียหาย1.79หมื่นล้านบาทไปเเล้วจากการไม่ปฏิบัติตามหนังสือข้างต้นของนางสาวสุภากับพวก
“คดีนี้เริ่มต้นปี 2552 เเละจะขาดอายุความในวันที่ 2 พ.ค.ปีนี้จริง เเต่มีคำถามว่า ตั้งเเต่มีการร้องเรียนคดีนี้ ช่วงเเรกกรรมการ ป.ป.ช.ที่รับผิดชอบคือนายวิชา มหาคุณ เเละเมื่อนายวิขา พ้นหน้าที่ (ดำรงตำเเหน่งครบเก้าปีตามกฎหมาย ป.ป.ช.ฉบับเก่า) นางสาวสุภา รับหน้าที่นี้ต่อ เเม้มีเสียงทักท้วงว่าไม่เหมาะสมเพราะนางสาวสุภา เป็นผู้มีส่วนได้เสียในสำนวนนี้เเต่ช่วงนั้นนางสาวสุภา ยืนยันขอทำหน้าที่นี้จนเมื่อไม่กี่ปีมานี้ มติที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ลงคะเเนนการเปลี่ยนตัวนางสาวสุภา ออกจากสำนวนนี้เเละให้กรรมการ ป.ป.ช.รายอื่นมาทำหน้าที่เเทน สำนวนนี้จึงดำเนินการไต่สวน/ลงมติ/ส่งฟ้องเเละไม่ขาดอายุความ”
เเหล่งข่าวจาก ป.ป.ช. ระบุว่า “ตรงนี้น่าตั้งข้อสังเกตมากกว่าว่าช่วงนั้นทำไมนายวิชา ดำเนินการไต่สวนไม่เสร็จเเละทำไมนางสาวสุภา มารับหน้าที่ต่อเเละไต่สวนตัวเองทั้งๆ ที่มีเสียงคัดค้านจนสุดท้ายนางสาวสุภา จึงยอมถอนตัว การกระทำข้างต้นมีเหตุผลเช่นใด นายวิชา เเละนางสาวสุภา ควรชี้เเจงกับสังคมให้กระจ่าง”
เเหล่งข่าวจาก ป.ป.ช.เเจ้งว่า ส่วนการตั้งข้อสังเกตของสื่อบางเเเขนงว่า นาย ธ.กับทนายความครอบครัวชินวัตรบางคนมีนามสกุลเดียวกันนั้น ทราบว่า นาย ธ.ยอมรับว่า จริง เพราะเป็นพี่น้องกัน เเต่ทั้งสองคนประกอบอาขีพด้านกฎหมายเเละมีใบอนุญาตประกอบอาชีพทนายความคนละใบ จึงไม่จำเป็นต้องมีมุมมองในการทำหน้าที่ทนายความ/ฝ่ายกฎหมายเหมือนกันทุกกรณี
“หากนาย ธ. ทำตามความต้องการของพี่ชาย นาย ธ.ก็ควรที่จะเสนอความเห็นไปในทางที่เป็นคุณกับนางสาวสุภา ในสำนวนนี้ เพราะการที่นางสาวสุภาเสนอไม่อุทธรณ์ 1.79 หมื่นล้านบาท จะเป็นประโยชน์แก่ฝ่ายพี่ชายของนาย ธ.ซึ่งเป็นทนายความคดีดังกล่าวของครอบครัวชินวัตร”เเหล่งข่าว ระบุ








