ACSC เปิดสถิติคดีสแกมเมอร์สัปดาห์ล่าสุดกว่า 6,455 คดี เสียหายกว่า 276 ล้านบาท เตือนภัยกลโกงหลอกขายของ-คอลเซ็นเตอร์-ทำภารกิจโอนเงิน พร้อมเผยผลจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ 13 ราย เร่งช่วยเหยื่อหลายเคส
วันที่ 4 พ.ค.69 ที่ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. เปิดสถิติคดีและความเสียหายในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังมีการดำเนินการสืบสวนจับกุมพร้อมช่วยเหลือเหยื่อจากการถูกหลอกลวง ตั้งแต่วันที่ 26 เม.ย.-2 พ.ค.69 มีคดีที่รับแจ้งเข้ามาผ่านทาง Thaipoliceonline จำนวน 6,455 คดี มูลค่าความเสียหาย 276,991,425 บาท ซึ่งคดีที่รับแจ้งรอบนี้เพิ่มขึ้นจากห้วงวันที่ 19 เม.ย.-25 เม.ย.69 จำนวน 7 คดี แต่พบว่ามูลค่าความเสียหายลดลง 104,315,574 บาท
จากข้อมูลจากทีมวิเคราะห์พบว่า ภาพรวมจำนวนคดีมีความผันผวนสูงในช่วงต้นปี โดยพุ่งสูงสุดในช่วงต้นเดือนมีนาคม (ประมาณ 7,800 คดี) ก่อนจะลดลงต่ำสุดในช่วงสงกรานต์ (12-18 เม.ย.69) และกลับมาทรงตัวที่ประมาณ 6,455 คดี ในสัปดาห์ล่าสุด ส่วนมูลค่าความเสียหายมีทิศทางลดลงอย่างต่อเนื่องจากค่าเฉลี่ย 450-500 ล้านบาทในช่วงแรก จนลดเหลือประมาณ 276.99 ล้านบาท ในสัปดาห์ล่าสุด แม้จำนวนคดีในสัปดาห์ล่าสุดจะขยับตัวสูงขึ้นกว่าช่วงกลางเดือนเมษายน แต่มูลค่าความเสียหายกลับลดลงต่ำสุดในรอบหลายเดือน สะท้อนว่าความรุนแรงต่อคดีเริ่มลดน้อยลง และพบว่าการหลอกลวงด้านสินค้าและบริการ ยังคงเป็นคดีที่มีปริมาณสูงที่สุด คิดเป็น 82.3% ของคดีทั้งหมด แต่ที่น่าสนใจคือ มูลค่าความเสียหายรวมของคดีนี้กลับลดลงจาก 81 ล้านเหลือ 58 ล้านบาท ขณะที่อันดับ 2 เป็นการหลอกลวงด้านการจ้างงาน แต่ส่วนนี้ แม้จำนวนคดีจะลดลงจากสัปดาห์ก่อน แต่มูลค่าความเสียหายแต่ละคดียังคงสูงอยู่
ซึ่งจากการวิเคราะห์ข้อมูลสถิติคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังพบว่าผู้หญิงตกเป็นเหยื่อมากกว่าผู้ชาย และยังคงเป็นกลุ่มอายุ 21-30 ปี ที่มักตกเป็นเหยื่อมากที่สุดเช่นเคย โดยจำนวนผู้เสียหายสูงสุด อันดับ 1 คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ ก็พบว่า อยู่ในกลุ่มอายุ 21-30 ปี เช่นกัน ขณะที่อันดับ 2 คดีหลอกลวงด้านการจ้างงาน คือกลุ่มอายุ 31-40 ปี และอันดับ 3 คดีหลอกลวงโดยแอบอ้างเป็นบุคคลอื่น กลับมาเป็น กลุ่มอายุ 21-30 ปี อีกครั้ง
ทั้งนี้ ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ขอแนะนำวิธีป้องกันตนเองจากการถูกหลอกลวงด้านการซื้อสินค้าทางออนไลน์อีกครั้ง โดยประชาชนควรเลือกซื้อสินค้าและบริการออนไลน์ ผ่านแพลตฟอร์มที่มีระบบ “กระเป๋าเงินกลาง” เช่น TikTokShop, Lazada และ Shopee ซึ่งเป็นระบบที่แพลตฟอร์มจะรับเงินจากผู้ซื้อไว้ชั่วคราว และจะโอนเงินให้ผู้ขายก็ต่อเมื่อผู้ซื้อได้รับสินค้าเรียบร้อยแล้วและยืนยันว่าถูกต้องตรงตามที่สั่งซื้อ หากเกิดปัญหา เช่น ไม่ได้รับสินค้า, สินค้าปลอม หรือไม่ตรงปก ผู้ซื้อสามารถร้องเรียนผ่านแพลตฟอร์มได้ โดยแพลตฟอร์มจะตรวจสอบและระงับการโอนเงินให้ผู้ขาย โดยเฉพาะการซื้อผ่าน TikTok ควรซื้อผ่านการปักตะกร้าเท่านั้น และควรหลีกเลี่ยงการตกลงซื้อขายนอกระบบหรือโอนเงินให้ผู้ขายโดยตรง เนื่องจากมีความเสี่ยงสูง ทั้งนี้แพลตฟอร์ม Facebook, Instagram (IG) และ X (Twitter) เป็นช่องทางที่มิจฉาชีพมักใช้หลอกลวงมากที่สุด เพราะไม่มีกระเป๋าเงินกลาง ไม่สามารถคุ้มครองผู้ซื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงขอให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวัง ตรวจสอบร้านค้าให้รอบคอบ และหลีกเลี่ยงการซื้อขายที่ไม่มีหลักฐาน เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการถูกหลอกซื้อขายสินค้าออนไลน์
นอกจากนี้ ยังรวมไปถึงรูปแบบกลโกงที่แยบยลมากขึ้น คือ การหลอกซื้อของพ่วงทำภารกิจ โดยมิจฉาชีพใช้กลโกง “ของถูก-ของฟรี” เป็นเหยื่อล่อ ก่อนจะชักชวนเข้ากลุ่มไลน์เพื่อทำภารกิจ ดังนี้ 1. มิจฉาชีพจะโพสต์ขายของที่คนต้องการสูงในราคาที่ถูกกว่าผิดปกติ เช่น นมผง, เครื่องปั๊มนม, โทรศัพท์มือถือ หรือเฟอร์นิเจอร์ รวมถึงการแอบอ้างแจกของฟรี เช่น แจกต้นไม้ฟรี โดยอ้างว่าเลิกเลี้ยง หรือแจกเนื่องในโอกาสพิเศษ ให้ฟรี เพียงแค่ช่วยค่าจัดส่งเท่านั้น. 2. เมื่อเหยื่อโอนค่าเงินค่าสินค้าหรือค่าส่งแล้ว มิจฉาชีพจะยังไม่ส่งของ แต่จะดึงเหยื่อเข้ากลุ่มไลน์ โดยอ้างว่าเป็นเงื่อนไขในการรับสิทธิ์ ต้อง “ทำกิจกรรม” หรือ “ทำภารกิจ” ก่อน ถึงจะส่งของให้. 3. มิจฉาชีพจะหลอกให้โอนเงินซ้ำ โดยในกลุ่มจะมีหน้าม้าคอยรีวิวว่าได้เงินคืนจริง เพื่อกดดันให้เหยื่อยอมโอนเงินสำรองจ่ายเพื่อจบภารกิจและรับของที่อยากได้. 4. หากเหยื่อจะเลิก มิจฉาชีพจะอ้างว่า “ภารกิจยังไม่เสร็จ” พร้อมบีบให้โอนเงินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้ายปิดกลุ่มหนี ทำให้สูญเสียเงินเป็นจำนวนมาก
ดังนั้น หากประชาชนเลือกซื้อสินค้าทางออนไลน์แล้วถูกดึงเข้ากลุ่มไลน์เพื่อ “ทำภารกิจเสริม” ไม่ว่าจะเป็นการปั่นยอดวิวหรือสำรองจ่ายเพื่อรับของและค่าคอมมิชชัน ขอให้หยุดการสนทนาและออกจากกลุ่มทันที เพราะนั่นคือพฤติกรรมของมิจฉาชีพ 100% ที่ใช้ของถูกมาเป็นเหยื่อล่อ เพื่อป้องกันการสูญเสียทรัพย์สิน
ทั้งนี้ ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเคสรับแจ้งผ่านทางศูนย์ ACSC ที่ประสานงานร่วมกันกับกลุ่มธนาคารต่างๆ จนมีผลปฏิบัติการต่างๆ และสามารถจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ จำนวน 6 เคส ผู้ต้องหา 13 ราย เป็นคนไทย 10 ราย และผู้ต้องหาต่างชาติ 3 ราย (จีน 2 ราย,กัมพูชา 1 ราย) พร้อมตรวจยึดเงินสดได้กว่า 4.5 แสนบาท ขณะเดียวกันได้ประสานตำรวจพื้นที่เข้าตรวจสอบพร้อมช่วยเหลือเหยื่ออย่างทันท่วงที ได้ทั้งหมด 7 เคส สามารถช่วยเหลือรวมทั้งระงับการโอนเงินของผู้เสียหายก่อนจะโอนเงินไปยังบัญชีของมิจฉาชีพได้ทั้งหมด จำนวน 17 ราย คิดเป็นจำนวนเงินกว่า 1.9 ล้านบาท
สำหรับเคสการช่วยเหลือที่น่าสนใจและมีมูลค่าความเสียหายสูง ได้แก่
เคสที่ 1 เจ้าหน้าที่ศูนย์ ACSC ประสานตำรวจ สภ.เกาะสมุย เข้าตรวจสอบกรณีหญิงวัย 59 ปี หลังพบว่ามีการโอนเงินไปยังบัญชีต้องสงสัยทั้งส่วนบุคคลและในนามบริษัทชื่อต่างๆ รวม 5 ครั้ง รวมเป็นเงิน 600,000 บาท เมื่อไปพบตัว หญิงคนดังกล่าวปฏิเสธการช่วยเหลือ ไม่ประสงค์ให้ข้อมูลใดๆกับเจ้าหน้าที่ พยายามบ่ายเบีี่ยง ระบุเพียงว่าเป็นการซื้อทองคำผ่านช่องทางออนไลน์และแจ้งว่าตนเองได้รับเงินคืนเรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องการพบและพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่จึงได้อธิบายรูปแบบการหลอกว่าลักษณะดังกล่าวอาจจะเป็นการหลอกลงทุน ให้หยุดโอนเงินซื้อทองคำผ่านช่องทางออนไลน์ พร้อมแนะนำให้ไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อไป
เคสที่ 2 เจ้าหน้าที่ศูนย์ ACSC ประสานตำรวจสภ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายหญิง วัย 67 ปี ซึ่งเป็นผู้ขายผ้าไหมทำเอง และเคยโพสต์ขายในเฟซบุ๊กตัวเอง ก่อนจะพบเฟซบุ๊กที่อ้างว่าตนเป็นผู้รวบรวมผู้ประกอบการที่ขายผ้าไหม ชักชวนให้เข้ากลุ่มในเฟซบุ๊ก พร้อมหลอกให้ร่วมลงทุน โดยอ้างว่าเป็นกองทุนสำรองฯ โดยให้โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของแอดมิน โดยแต่ละครั้งชื่อบัญชีไม่ซ้ำกันเลย รวมเป็นเงินแล้วกว่า 6-7 แสนบาท เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเข้าพูดคุย พร้อมแนะนำให้แจ้งความกับพนักงานสอบสวนต่อไป ทั้งนี้จากการตรวจสอบแล้วยังพบว่าบัญชีที่ผู้เสียหายโอนไป ยังเป็นบัญชีม้าในเคสอื่นๆที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวน ภ.1 จับกุมไว้ได้เช่นกัน ซึ่งหลังจากนี้จะมีการขยายผลต่อไป








