อาชญากรรม

เปิดสถิติโกงออนไลน์สัปดาห์ล่าสุด คดีพุ่ง 7,750 คดี แต่ความเสียหายลดลงเกือบ 20 ล้าน

แชร์ข่าว

ACSC เปิดสถิติคดีออนไลน์ 8–14 มี.ค.2569 พบรับแจ้ง 7,750 คดี เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน แต่ความเสียหายรวมลดลงเกือบ 20 ล้านบาท ขณะคดีหลอกซื้อขายสินค้าออนไลน์ยังมากที่สุด พร้อมเตือนตรวจสอบก่อนลงทุนทุกครั้ง

วันที่ 16 มี ค.69 ที่ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. เปิดสถิติคดีและความเสียหายในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังมีการดำเนินการสืบสวนจับกุมพร้อมช่วยเหลือเหยื่อจากการถูกหลอกลวง ตั้งแต่วันที่ 8-14 มี.ค.69 มีคดีที่รับแจ้งเข้ามาผ่านทาง Thaipoliceonline จำนวน 7,750 คดี มูลค่าความเสียหาย 428,838,447 บาท ซึ่งคดีที่รับแจ้งรอบนี้เพิ่มขึ้นจากห้วงวันที่ 1-7 มี.ค.69 จำนวน 71 คดี แต่พบว่ามูลค่าความเสียหายลดลง 19,720,389 บาท ข้อมูลจากทีมวิเคราะห์พบว่าภาพรวมจำนวนคดีพุ่งสูงขึ้น แต่มูลค่าความเสียหายรวมลดลง 4.4%

หากนับเชิงปริมาณของคดีที่มีการแจ้งเข้ามา อันดับ 1.ยังคงเป็นการหลอกซื้อขายสินค้าฯ มีจำนวนมากถึง 5,399 คดี ซึ่งครองสัดส่วนสูงที่สุดอย่างชัดเจน สะท้อนว่าเป็นภัยใกล้ตัวที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดในชีวิตประจำวันโดยคนร้ายเน้นหลอกคนจำนวนมาก แม้ว่ามูลค่าต่อคดีจะไม่สูงนัก แต่ก็ยังเป็นภัยคุกคามวงกว้าง ขณะที่อันดับ 2.คือการหลอกทำงาน และอันดับ 3.เป็นการข่มขู่ทางโทรศัพท์แอบอ้างบุคคล เช่นเดียวกับสัปดาห์ที่แล้ว

ขณะที่หากเทียบในเชิงมูลค่าความเสียหายพบว่า อันดับ 1.คือการหลอกให้ลงทุน ซึ่งในสัปดาห์นี้พบความเสียหายลดลงกว่า 16.3 ล้านบาท ขณะที่อันดับ 2.คือการหลอกทำงาน สถานการณ์ดีขึ้นอย่างชัดเจน มูลค่าความเสียหายลดลงเกือบ 8.6 ล้านบาท ขณะที่อันดับ 3.การข่มขู่ทางโทรศัพท์แอบอ้างบุคคล แซงการหลอกขายสินค้าฯ ขึ้นมา แต่ความเสียหายก็ลดลงกว่า 8.5 ล้านบาท เป็นสัญญาณบวกที่ชัดเจน

ทั้งนี้ ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ขอเตือนภัยประชาชนอีกครั้ง โดยเฉพาะสำหรับการลงทุน โดยสามารถป้องกันความเสี่ยงในการลงทุนทุกชนิดได้ ด้วยการตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบ ดังนี้

1.ตรวจสอบข้อมูลก่อนลงทุนผ่านแอป SEC Check First ของ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยให้สังเกตผลการค้นหา ดังต่อไปนี้

- ต้องพบชื่อบริษัทในระบบอย่างชัดเจน

- ระบุสถานะว่า “ได้รับอนุญาต” หรือ “ยังประกอบธุรกิจได้ตามปกติ”

- มีเลขที่ใบอนุญาต ระบุประเภทใบอนุญาตชัดเจน

- มีรายละเอียดที่อยู่สำนักงาน และข้อมูลติดต่อที่ตรวจสอบได้

- รายชื่อผู้แนะนำการลงทุน/ผู้บริหาร ปรากฏในระบบอย่างถูกต้อง

2.ตรวจสอบบัญชีก่อนโอนเงินทุกครั้ง

- ชื่อบัญชีที่รับโอนเงินต้องตรงกับชื่อบริษัทที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น หากระบุให้โอนเงินลงทุนไปยังบัญชีบุคคลธรรมดา นั่นคือมิจฉาชีพ 100 % เช่นเดียวกัน หากมีการเปลี่ยนบัญชีนิติบุคคลรับฝากเงินลงทุนบ่อยครั้ง รวมถึงเปลี่ยนบัญชีนิติบุคคลในการโอนเงินหรือผลกำไรคืนมาให้เรื่อยๆ นั่นก็คือมิจฉาชีพ 100% เช่นกัน

- หากพบความผิดปกติ ควรหยุดโอนเงินทันทีและรีบตรวจสอบกับบริษัทที่ถูกกล่าวอ้างผ่านทางช่องทางหลัก

3.ระวังแอปพลิเคชันปลอม

- มิจฉาชีพสามารถสร้างแอปพลิเคชันปลอม เลียนแบบชื่อ โลโก้ และรูปแบบแอปฯทางการ แล้วนำไปเผยแพร่ใน Store ได้ ดังนั้น การดาวน์โหลดแอปพลิเคชันจาก App Store หรือ Google Play อาจไม่ปลอดภัยเสมอไป

ที่สำคัญ ขอให้ประชาชนใช้ความรอบคอบในการตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง ตรวจสอบข้อมูลผ่านแอป SEC Check First ให้ครบถ้วนก่อนโอนเงิน และอย่าหลงเชื่อข้อเสนอผลตอบแทนสูงผิดปกติหรือการเร่งรัดให้ตัดสินใจ เพราะการตรวจสอบเพียงไม่กี่นาที อาจช่วยป้องกันความเสียหายทางการเงินจำนวนมากได้

จากการวิเคราะห์ข้อมูลสถิติคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าผู้หญิงตกเป็นเหยื่อมากกว่าผู้ชายเหมือนสัปดาห์ที่แล้ว และยังคงเป็นกลุ่มอายุ 31-40 ปี ที่มักตกเป็นเหยื่อมากที่สุด โดยจำนวนผู้เสียหายสูงสุด อันดับ 1 คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ อยู่ในกลุ่มอายุ 31-40 ปี อันดับ 2 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ คือกลุ่มอายุ 31-40 ปี และอันดับ 3 คดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีลักษณะอื่นๆ คือกลุ่มอายุ 31-40 ปี

ทั้งนี้ ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเคสรับแจ้งผ่านทางศูนย์ ACSC และสามารถประสานงานร่วมกันกับทุกภาคส่วน ประกอบกับประสานให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เข้าตรวจสอบพร้อมช่วยเหลือเหยื่ออย่างทันท่วงที โดยเป็นการเข้าตรวจสอบทั้งหมด 16 เคส สามารถช่วยเหลือรวมทั้งระงับการโอนเงินของผู้เสียหายก่อนจะโอนเงินไปยังบัญชีของมิจฉาชีพได้ทั้งหมด จำนวน 52 ราย คิดเป็นจำนวนเงินกว่า 4,984,900 บาท และสามารถจับกุมได้ 3 คดี

สำหรับเคสการช่วยเหลือที่น่าสนใจและมีมูลค่าความเสียหายสูง ได้แก่ เคสเจ้าหน้าที่ warroom ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.มารวิชัย จ.พระนครศรีอยุธยา เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายอย่างเร่งด่วน หลังตรวจพบพิรุธการถูกหลอกให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายสูงถึง 1 ล้านบาท โดยเจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่เข้าตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมเร่งประชาสัมพันธ์ให้ผู้เสียหายตระหนักถึงกลโกงมิจฉาชีพ เพื่อให้หยุดการโอนเงินโดยทันที พร้อมแนะนำขั้นตอนการรวบรวมพยานหลักฐานและประสานงานเข้าแจ้งความเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

ขณะที่อีก 1 เคสจับกุมที่น่าสนใจ เป็นผลงานของ กก.สืบสวน ภ.จว.สมุทรปราการ ที่รวบขบวนการบัญชีม้าครบวงจร เจ้าตัวสารภาพรอถอนเงินหน้าเคาน์เตอร์ 2.5 แสนไม่ไหว แอบกดเงินสดออกมาบางส่วนจนมุมหลักฐานมัดตัว

คดีนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สืบสวน ภ.จว.สมุทรปราการ เข้าตรวจสอบและควบคุมตัวกลุ่มผู้ต้องหาเครือข่ายบัญชีม้าจำนวน 4 ราย ประกอบด้วย นายกัมนาทฯ (เจ้าของบัญชีม้า), น.ส.วรรณิภา และนายธนรัตน์ (ผู้ควบคุม) และ น.ส.นันติตา (ผู้จัดหาบัญชีม้า) ขณะรอทำธุรกรรมถอนเงินภายในธนาคาร ที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรปราการ จากการตรวจสอบพบของกลางเป็นเงินสดจำนวน 90,000 บาท ซึ่งถูกถอนออกมาจากตู้ ATM บริเวณหน้าธนาคารก่อนหน้านี้ โดยกลุ่มผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า มีเงินจำนวน 250,000 บาท โอนเข้าบัญชีนายกัมนาทฯ จึงพากันมาถอนเงินสดที่หน้าเคาน์เตอร์ธนาคาร แต่เนื่องจากมีผู้ใช้บริการจำนวนมาก

น.ส.วรรณิภา. จึงนำบัตร ATM ไปกดเงินสดออกมาก่อนบางส่วน จำนวน 90,000 บาท เพื่อความรวดเร็ว จนกระทั่งถูกเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนที่เฝ้าสังเกตการณ์อยู่แสดงตัวเข้าตรวจสอบและจับกุมได้พร้อมของกลางดังกล่าว ก่อนจะควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายและขยายผลถึงเครือข่ายที่เกี่ยวข้องต่อไป

ข่าวแนะนำ