DSI ร่วมหน่วยงานรัฐและองค์กรนานาชาติ ตรวจสอบตู้สินค้าต้องสงสัย 714 ตู้ ที่ท่าเรือแหลมฉบัง หลังพบขยะอิเล็กทรอนิกส์และพลาสติกจากสหรัฐฯ ลักลอบนำเข้าไทย เตรียมขยายผลทลายขบวนการข้ามชาติ พร้อมผลักดันส่งขยะพิษกลับประเทศต้นทาง
วันที่ 10 มี.ค.69 ณ สำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง ตำบลทุ่งสุขลา อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี กรมสอบสวนคดีพิเศษ ร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมศุลกากร กรมควบคุมมลพิษ มูลนิธิบูรณะนิเวศ (Ecological Alert and Recovery – Thailand : EARTH) สำนักงานป้องกันยาเสพติดและปราบปรามอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office on Drugs and Crime : UNODC) และเครือข่ายปฏิบัติการบาเซิล (Basel Action Network : BAN) โดยมี นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน ได้ร่วมตรวจสอบตู้สินค้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ ขยะเทศบาล และเศษพลาสติก จากประเทศต้นทาง สหรัฐอเมริกา ปลายทางประเทศไทย โดยกลุ่มขบวนการองค์กรอาชญากรรมลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งวัตถุอันตราย หรือของต้องห้าม หรือสินค้าที่ต้องห้ามไม่ให้นำเข้ามาในราชอาณาจักร หรือนำผ่านราชอาณาจักร เช่น ขยะอิเล็กทรอนิกส์ ขยะเทศบาล เศษพลาสติก โดยมิชอบโดยกฎหมาย ณ สำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง และท่าเทียบเรือฮัทชิสัน แหลมฉบัง เทอร์มินัล (D1)
กรมสอบสวนคดีพิเศษ ให้รับความร่วมมือในการประสานส่งข้อมูลข่าวกรองตู้สินค้าที่เฝ้าระวังเรื่องมลพิษ Operation Can Opener Waste Trade Risk Alert จากมูลนิธิบูรณะนิเวศ (Ecological Alert and Recovery – Thailand : EARTH) สำนักงานป้องกันยาเสพติดและปราบปรามอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office on Drugs and Crime : UNODC) และเครือข่ายปฏิบัติการบาเซิล (Basel Action Network : BAN) ส่งมอบข้อมูลการลักลอบนำขยะอิเล็กทรอนิกส์และขยะพลาสติกอย่างผิดกฎหมายจากประเทศสหรัฐอเมริกา ประกอบด้วยตู้สินค้าต้องสงสัยว่าลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ และขยะพลาสติก ตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 ถึงเดือนมีนาคม 2569 จึงได้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนและแจ้งอายัดตู้สินค้าต้องสงสัยดังกล่าวไปยังกรมศุลกากร จำนวนทั้งสิ้น 714 ตู้
ข้อมูลรายงานจัดทำโดย สำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง กรมศุลกากร ณ 27 กุมภาพันธ์ 2569 กรณีการเฝ้าระวังสินค้าต้องสงสัยกระทำความผิดตามอนุสัญญาบาเซล ตู้เฝ้าระวัง 714 ตู้ ปฏิบัติพิธีการศุลกากร 372 ตู้ อยู่ระหว่างการอายัด 30 ตู้ ตู้สินค้าไม่เข้ามาในราชอาณาจักร 312 ตู้ ปฏิบัติพิธีการศุลกากร 372 ตู้ ตรงสำแดง 163 ตู้ ถ่ายลำ 63 ตู้ Re-Export 93 ตู้ ผ่านแดน 1 ตู้ ตรวจพบความผิดปกติ 52 ตู้ โดยสำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง เฝ้าระวัง ตั้งแต่ มกราคม 2568 ถึง ปัจจุบัน จำนวน 352 ตู้ ตรวจพบความผิด 43 ตู้
นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวชื่นชมเจ้าหน้าที่ทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และองค์กรระหว่างประเทศ ที่มีความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยปัจจุบันประเทศไทยพบการปนเปื้อนสารเคมีในดินและแหล่งน้ำในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ จังหวัดที่พบรายงานการลักลอบทิ้งขยะอันตรายและสารเคมี ได้แก่ จังหวัดระยอง ชลบุรี ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา สระแก้ว ลพบุรี บุรีรัมย์ และอยุธยา สาเหตุเกิดจากการลักลอบฝังกลบและการกำจัดขยะอันตรายอย่างไม่ถูกวิธีของเจ้าของกิจการโรงงานในไทย นอกจากกรณีดังกล่าวแล้ว ยังพบว่ามีการตั้งโรงงานเถื่อนเพื่อรองรับขยะอันตรายที่เต็มไปด้วยสารพิษเพื่อรีไซเคิลขยะหรือสกัดเอาแร่ที่มีราคาแพงไว้ แต่ของเสียที่เกิดขึ้นจากการกระบวณการดังกล่าว กลับไม่ได้รับการกำจัดหรือบำบัดอย่างถูกวิธีก่อนที่จะทำการฝังกลบหรือปล่อยออกสู่ธรรมชาติ ทำให้เกิดมลพิษทั้งทางดิน ทางน้ำ และทางอากาศ เป็นอันตรายต่อทั้งคน พืช สัตว์ และสิ่งมีชีวิตทุกชนิด ต้องใช้งบประมาณของรัฐจำนวนมหาศาลในการบำบัดฟื้นฟู อีกทั้งยังต้องใช้ระยะเวลานานและยากต่อการฟื้นฟูให้กลับสู่สภาพเดิม ปัญหาดังกล่าวเกิดจากการที่เจ้าของกิจการที่เป็นต้นกำเนิดของขยะอันตรายเหล่านั้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ ต้องการลดค่าใช้จ่ายในการกำจัดขยะ เนื่องจากการจัดการกับขยะอันตรายและกากของเสียอย่างถูกวิธีนั้น จำเป็นต้องใช้ต้นทุนที่สูง จึงทำให้มีการการลักลอบทิ้งขยะอันตรายและกากของเสียอุตสาหกรรมดังที่เห็นทั่วไปตามสื่อต่างๆ
การลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งวัตถุอันตราย หรือของต้องห้าม หรือสินค้าที่ต้องห้ามไม่ให้นำเข้ามาในราชอาณาจักร หรือนำผ่านราชอาณาจักร เช่น ขยะอิเล็กทรอนิกส์ ขยะเทศบาล เศษพลาสติก เป็นต้น โดยมิชอบด้วยกฎหมาย เข้าข่ายเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 มาตรา 4 มาตรา 23 มาตรา 36 มาตรา 43 มาตรา 45 มาตรา 73 มาตรา 74 มาตรา 75 มาตรา 76 และ มาตรา 78 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3 (7) (10) และ (15) มาตรา 5 มาตรา 6 มาตรา 7 มาตรา 9 มาตรา 60 และมาตรา 61 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 205 มาตรา 206 มาตรา 242 มาตรา 243 มาตรา 244 มาตรา 245 มาตรา 246 มาตรา 247 และมาตรา 253 พระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ. 2522 มาตรา 5 และมาตรา 20 พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 104 มาตรา 105 มาตรา 106 และมาตรา 107 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 ประกอบมาตรา 83 และพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
พ.ต.ต. ณฐพล ดิษยธรรม ผู้อำนวยการกองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวถึงบทบาทของ DSI ในคดีดังกล่าว โดยเน้นไปที่ตัวเนื้องานและการจัดการทั้งขบวนการ ดังนี้
1. รับเป็นคดีพิเศษ : จัดการขบวนการลักลอบนำเข้าขยะอันตรายข้ามชาติที่มีความซับซ้อน
2. กวาดล้างการสำแดงเท็จ : ตรวจสอบบริษัทที่แอบนำเข้าสารพิษโดยอ้างว่าเป็นขยะรีไซเคิล
3. ทลายโครงสร้างเครือข่าย : ขยายผลจับกุมกลุ่มทุนและผู้อยู่เบื้องหลังการลักลอบทั้งหมด
4. ประสานส่งขยะคืน : ผลักดันการส่งขยะพิษกลับสู่ประเทศต้นทางตามอนุสัญญาบาเซิล
5. พิทักษ์สิ่งแวดล้อม : ยับยั้งไม่ให้ประเทศไทยกลายเป็นแหล่งทิ้งขยะอันตรายของโลก
6. บังคับใช้กฎหมายเด็ดขาด : ฟ้องร้องดำเนินคดีอาญากับผู้กระทำผิดอย่างถึงที่สุด
จากกรณีดังกล่าว นอกจากจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยที่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำและแหล่งอาหารอันอุดมสมบูรณ์มาช้านานแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ ที่มีสถานที่ท่องเที่ยวติดอันดับต้นๆ ของโลก มีนักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลกเดินทางมาเพื่อชื่นชมความงามของแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ สถานที่ทางประวัติศาสตร์ และศิลปะวัฒนธรรมไทย ดังนั้น รัฐบาลไทยจึงต้องมีนโยบายและแนวทางที่ชัดเจนในการจัดการกับปัญหาดังกล่าว โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควบคุม กำกับ ดูแล ไม่ให้มีการลักลอบกระทำการดังกล่าว ให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายดำเนินการอย่างเข้มงวด ไม่ใช่เพียงแค่โทษปรับ แต่ให้ดำเนินคดีอาญากับผู้ส่งออกซึ่งเป็นต้นทางของขยะอันตรายในต่างประเทศ และผู้นำเข้าขยะต้องห้ามตามกฎหมายไทยทุกรายที่นำขยะเข้ามาในประเทศไทย รวมถึงให้มีการส่งกลับสู่ประเทศต้นทางอย่างจริงจัง เพื่อให้ประเทศไทยเป็น "แหล่งอาหารสถานที่ท่องเที่ยว และแหล่งวัฒนธรรมของโลก มิใช่เป็นที่ทิ้งขยะของโลก"








