วันที่ 4 มี.ค.69 เวลา 09.30 น. ที่ห้องพิจารณาคดี 403 ศาลได้นัดอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ 442/2568 ซึ่ง น.ส.รัศมี ทองสิริไพรศรี หรือ “ลูกหมี” ดารานางแบบชื่อดัง เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นางมัณฑนา หิมะทองคำ หรือ “ปู มัณฑนา” นักแสดงและบุคคลในแวดวงบันเทิง ในข้อหาหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา หลังจากมีการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนในลักษณะพาดพิงถึงโจทก์เกี่ยวกับเรื่องการปล่อยเงินกู้ จนทำให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของผู้ถูกกล่าวถึง
บรรยากาศที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ในช่วงเช้าวันดังกล่าว ปรากฏว่า “ปู มัณฑนา” เดินทางมาศาลพร้อมทีมทนายความ เพื่อรับฟังคำพิพากษาด้วยตนเอง ขณะที่ฝ่าย “ลูกหมี รัศมี” ได้มอบหมายให้ทนายความเป็นตัวแทนมาฟังคำตัดสินแทน โดยตลอดกระบวนการพิจารณา ศาลได้พิเคราะห์พยานหลักฐานและถ้อยคำจากทั้งสองฝ่ายอย่างละเอียด ก่อนจะมีคำวินิจฉัยในที่สุด
ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การที่จำเลยได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนโดยกล่าวพาดพิงถึงโจทก์ในประเด็นเกี่ยวกับการปล่อยเงินกู้ เป็นการกล่าวหาในลักษณะที่อาจทำให้บุคคลภายนอกเข้าใจว่าโจทก์มีพฤติการณ์ดังกล่าวจริง อย่างไรก็ตาม จำเลยไม่สามารถนำพยานหลักฐานใดมายืนยันได้ว่าข้อกล่าวหานั้นเป็นความจริง อีกทั้งการกระทำดังกล่าวไม่ได้อยู่ในข่ายการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อประโยชน์สาธารณะ ศาลจึงเห็นว่าการให้สัมภาษณ์ของจำเลยมีลักษณะเป็นการใส่ความให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย อันเข้าข่ายความผิดฐานหมิ่นประมาทตามที่โจทก์ยื่นฟ้อง
จากการพิจารณาข้อกฎหมาย ศาลมีคำพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 มาตรา 328 และมาตรา 393 ซึ่งถือเป็นการกระทำกรรมเดียวแต่ผิดต่อกฎหมายหลายบท โดยให้ลงโทษตามบทที่มีโทษหนักที่สุด คือความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ศาลจึงพิพากษาให้จำคุกเป็นเวลา 2 ปี และปรับเป็นเงินจำนวน 60,000 บาท
อย่างไรก็ตาม ศาลพิจารณาถึงพฤติการณ์ของคดีและปัจจัยแวดล้อมประกอบ จึงมีคำสั่งให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 2 ปี พร้อมกำหนดเงื่อนไขให้จำเลยอยู่ภายใต้การคุมประพฤติเป็นเวลา 1 ปี โดยต้องมารายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติจำนวน 3 ครั้งตามกำหนด และให้ทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์เป็นเวลา 48 ชั่วโมงตามคำสั่งศาล
คำพิพากษาดังกล่าวถือเป็นบทสรุปของข้อพิพาททางกฎหมายระหว่างบุคคลในแวดวงบันเทิงที่ถูกจับตามองมาเป็นระยะหนึ่ง โดยศาลย้ำว่าการให้ข้อมูลหรือแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อสาธารณะจำเป็นต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและความรับผิดชอบ เพราะหากเป็นการกล่าวหาโดยปราศจากหลักฐาน ย่อมอาจเข้าข่ายเป็นการละเมิดสิทธิและชื่อเสียงของผู้อื่น ซึ่งกฎหมายให้ความคุ้มครองอย่างชัดเจน








