อาชญากรรม

ACSC เตือนข่มขู่รีดเงินพุ่งอันดับ 1 เสียหาย 117 ล้าน รวบม้าคาตู้

แชร์ข่าว

ACSC เผยสัปดาห์เดียวคดีข่มขู่ทางโทรศัพท์พุ่งอันดับ 1 เสียหายกว่า 117 ล้านบาท พร้อมรวบม้าคาตู้ขณะรอกดเงิน เตือนอย่าหลงเชื่อสแกมเมอร์แอบอ้างเจ้าหน้าที่รัฐ “ห้ามคุย ห้ามโอน” โทรแจ้ง 1441 ทันที

วันที่ 2 มี.ค.69 ที่ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. เปิดสถิติคดีและความเสียหายในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังมีการดำเนินการสืบสวนจับกุมพร้อมช่วยเหลือเหยื่อจากการถูกหลอกลวง ตั้งแต่วันที่ 22-28 ก.พ.69 มีคดีที่รับแจ้งเข้ามาผ่านทาง Thaipoliceonline จำนวน 7,344 คดี มูลค่าความเสียหาย 440,748,273 บาท ซึ่งคดีที่รับแจ้งรอบนี้เพิ่มขึ้นจากห้วงวันที่ 15-21 ก.พ.69 จำนวน 611 คดี และพบว่ามูลค่าความเสียหายเพิ่มขึ้น 488,775 บาท ข้อมูลจากทีมวิเคราะห์พบว่าภาพรวมจำนวนคดีพุ่งสูงขึ้น แต่มูลค่าความเสียหายรวมกลับเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย

หากนับเชิงปริมาณของคดีที่มีการแจ้งเข้ามา อันดับ 1 ยังคงเป็นการหลอกซื้อขายสินค้าออนไลน์ มีจำนวนมากถึง 4,996 คดี ซึ่งครองสัดส่วนสูงที่สุดอย่างชัดเจน สะท้อนว่าเป็นภัยใกล้ตัวที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดในชีวิตประจำวันโดยคนร้ายเน้นหลอกคนจำนวนมาก แม้ว่ามูลค่าต่อคดีจะไม่สูงนัก แต่ก็ยังเป็นภัยคุกคามวงกว้าง ขณะที่อันดับ 2 คือการหลอกให้โอนหาเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ และอันดับ 3 เป็นการข่มขู่ทางโทรศัพท์ ซึ่งขยับอันดับขึ้นมา

ขณะที่หากเทียบในเชิงมูลค่าความเสียหายพบว่าอันดับคดีมีการเปลี่ยนแปลง โดยครั้งนี้

การข่มขู่ทางโทรศัพท์ กลับขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ความเสียหายพุ่งจาก 86.2 ล้านบาท เป็น 117.8 ล้านบาท ขณะที่อันดับ 2 คือการหลอกให้ลงทุน แม้จำนวนคดีจะขยับขึ้นเล็กน้อย แต่ความเสียหายลดลงกว่า 12.3 ล้านบาท และอันดับ 3 คือการหลอกให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ

จากการวิเคราะห์ข้อมูลสถิติคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าผู้หญิงตกเป็นเหยื่อมากกว่าผู้ชายอย่างชัดเจน และกลุ่มอายุ 31-40 ปี เป็นกลุ่มที่ตกเป็นเหยื่อมากที่สุด โดยจำนวนผู้เสียหายสูงสุด อันดับ 1 คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ คือกลุ่มอายุ 31-40 ปี อันดับ 2 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ คือกลุ่มอายุ 41-50 ปี และอันดับ 3 คดีข่มขู่ทางโทรศัพท์ คือกลุ่มอายุ 18-25 ปี

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ขอแจ้งเตือนให้ระวังกลุ่มมิจฉาชีพที่แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เช่นตำรวจ, ดีเอสไอ หรือ ปปง. โดยใช้จิตวิทยาข่มขู่สร้างเรื่องเท็จว่าคุณพัวพันกับคดีฟอกเงินหรืออาชญากรรมร้ายแรง เพื่อกดดันให้เกิดความหวาดกลัวจนยอมโอนเงินให้กลุ่มมิจฉาชีพ โดยใช้ข้ออ้างว่าเป็นการตรวจสอบความบริสุทธิ์ จึงขอเน้นย้ำว่า เจ้าหน้าที่รัฐจะไม่มีนโยบายโทรศัพท์แจ้งข้อกล่าวหากับคุณโดยตรง, ไม่มีการส่งบัตรเจ้าหน้าที่ หรือเอกสารราชการ รวมทั้งหมายเรียกและหมายจับผ่านทางไลน์เด็ดขาด และไม่มีการวิดีโอคอลเพื่อสอบปากคำ ข่มขู่ให้ทำ หรือควบคุมการปฏิบัติของคุณในทุกกรณี ที่สำคัญที่สุด จะไม่มีการให้โอนเงินไปเพื่อตรวจสอบหรือแสดงความบริสุทธ์ใจเป็นอันขาด ดังนั้นหากพบพฤติการณ์ในลักษณะดังกล่าว “ห้ามคุย ห้ามแอดไลน์ ห้ามโอนเงิน” และขอให้รีบวางสายทันที พร้อมแจ้งเหตุที่สายด่วน AOC 1441 เพื่อตัดวงจรอาชญากรรมทันที

ทั้งนี้ ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเคสรับแจ้งผ่านทางศูนย์ ACSC และสามารถประสานงานร่วมกันกับทุกภาคส่วน ประกอบกับประสานให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เข้าตรวจสอบพร้อมช่วยเหลือเหยื่ออย่างทันท่วงที โดยเป็นการเข้าตรวจสอบทั้งหมด 12 เคส สามารถช่วยเหลือรวมทั้งระงับการโอนเงินของผู้เสียหายก่อนจะโอนเงินไปยังบัญชีของมิจฉาชีพได้ทั้งหมด จำนวน 47 ราย คิดเป็นจำนวนเงินกว่า 4,073,000 บาท และสามารถจับกุมได้ 13 คดี

สำหรับเคสการช่วยเหลือที่น่าสนใจและมีมูลค่าความเสียหายสูง ได้แก่

เคสที่ 1 เจ้าหน้าที่ warroom ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.มีนบุรี เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายเป็นหญิงวัย 46 ปี หลังตรวจพบความผิดปกติของการโอนเงินไปยัง “บัญชีม้า” ซึ่งเริ่มต้นจากการสั่งซื้อโทรศัพท์มือถือผ่าน TikTok แต่กลับถูกมิจฉาชีพใช้อุบายชักชวนให้ทำกิจกรรมพิเศษ อ้างเพื่อรับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม โดยข่มขู่ว่าหากไม่ทำตามจะไม่ได้รับสินค้า จนผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินไปให้รวมมูลค่าสูงถึง 4,320,000 บาท เจ้าหน้าที่จึงรีบไปพบผู้เสียหาย ให้้หยุดโอนเงิน อธิบายกลโกงมิจฉาชีพ ก่อนแนะนำให้ไปยังสน.ร่มเกล้าเพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับมิจฉาชีพ สำหรับเคสนี้เจ้าหน้าที่สามารถสกัดเส้นทางการเงินและ “อายัดเงินคืนได้เต็มจำนวน” ท่ามกลางความโล่งใจของผู้เสียหายที่เกือบต้องสูญเสียเงินก้อนโตไปเพียงชั่วพริบตา

เคสที่ 2 เจ้าหน้าที่ warroom ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองสระบุรี เข้าช่วยเหลือหญิงวัย 61 ปี หลังถูกมิจฉาชีพอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์และกรมบัญชีกลาง ใช้กลอุบายหลอกให้ลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิ์คุ้มครองเงินบำนาญ อ้างจะได้รับเงินชดเชยสูงถึง 50% กรณีถูกมิจฉาชีพหลอกลวงในอนาคต จนผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินไป มูลค่ารวมกว่า 2.4 ล้านบาท ซึ่งจากการประสานงานร่วมกับธนาคาร ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ สภ.เมืองเชียงใหม่ สามารถนำกำลังเข้าจับกุมกลุ่มผู้ต้องหาได้ขณะรอถอนเงินสด ประกอบด้วย ผู้ทำหน้าที่กดเงิน 1 ราย และผู้ควบคุมม้าอีก 3 ราย รวมทั้งสิ้น 4 ราย พร้อมตรวจยึดเงินสดจำนวน 300,000 บาท เจ้าหน้าที่จึงนำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน เพื่อขยายผลสู่ตัวการใหญ่และดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เคสที่ 3 เจ้าหน้าที่ warroom ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.โชคชัย เข้าช่วยเหลือหญิงวัย 66 ปี หลังพบว่ากำลังโอนเงินไปยังบัญชีม้า หลังผู้เสียหายหลงเชื่อโฆษณาแจกผงมัทฉะฟรีในไลน์ จากนั้นถูกดึงเข้ากลุ่มโอเพ่นแชทเพื่อทำกิจกรรมกดรับออเดอร์โปรโมทสินค้าแลกเงินปันผล ซึ่งในช่วงแรกถอนเงินได้จริง แต่ต่อมากลับถูกหว่านล้อมให้โอนเงินเพิ่ม พร้อมสร้างเงื่อนไขอ้างว่าทำผิดขั้นตอน จำเป็นต้องแก้ไขระบบ พบมูลค่าความเสียหายกว่า 1,670,430 บาท ขณะที่ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เร่งชี้แจงให้ผู้เสียหายรู้ตัวว่ากำลังถูกหลอก ให้หยุดโอนเงินทันที พร้อมแนะนำให้รวบรวมหลักฐานเข้าแจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมาย ยับยั้งความสูญเสียที่อาจขยายวงกว้างต่อไป

เคสที่ 4 เจ้าหน้าที่ warroom ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.นิคมพัฒนา เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายเป็นหญิงวัย 40 ปี หลังตรวจพบการโอนเงินไปยังบัญชีม้า มูลค่าความเสียหายกว่า 1 ล้านบาท เจ้าหน้าที่เร่งลงพื้นที่ตรวจสอบ เมื่อไปถึงพบเพียงพี่ชายผู้เสียหาย ระบุว่า เจ้าตัวเดินทางไปทำธุระที่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เจ้าหน้าที่จึงรีบโทรศัพท์ติดต่อพร้อมอธิบายให้ทราบว่ากำลังตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ ก่อนประสานให้เข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อแจ้งความดำเนินคดีและสกัดกั้นความเสียหายได้อย่างทันท่วงที