สำนักงานตำรวจแห่งชาติย้ำความชัดเจนกรณีสถานะของอดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ระบุแม้ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาในวันที่ 9 มกราคมนี้ หากผลออกมาเป็นคุณ ก็ยังไม่ทำให้กลับเข้ารับราชการตำรวจได้ในทันที เนื่องจากต้องรอผลการพิจารณาคดีคำสั่งไล่ออกจากราชการก่อน
เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2569 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีที่ ศาลปกครองสูงสุด นัดอ่านคำพิพากษาในวันที่ 9 มกราคม 2569 คดีหมายเลขดำที่ ฟ.117/2567 ซึ่ง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล เป็นผู้ยื่นฟ้อง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.) และนายกรัฐมนตรี กรณีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนโดยมิชอบ
พล.ต.ท.ไตรรงค์ ระบุว่า การดำเนินคดีสินบนทองคำไม่ได้เป็นการเร่งเกมของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อแข่งขันกับกระบวนการพิจารณาของศาล แต่เป็นคดีที่มีผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษอย่างเป็นทางการ โดย พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย เป็นผู้นำพยานหลักฐานมายื่นให้พนักงานสอบสวน ประกอบกับมีกระแสในสื่อสังคมออนไลน์ว่าอดีตรอง ผบ.ตร. อาจกลับมารับราชการ ทำให้ประชาชนเกิดความสับสน
รองโฆษก ตร. อธิบายลำดับขั้นตอนว่า ก่อนหน้านี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ออกคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน จากนั้น พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งที่ 178/2567 ต่อ ก.พ.ค.ตร. โดยโต้แย้งว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ก.พ.ค.ตร. มีมติยกอุทธรณ์ โดยเห็นว่าการใช้ดุลพินิจของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นไปโดยชอบแล้ว
ต่อมา พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุด ซึ่งจะมีการอ่านคำพิพากษาในวันที่ 9 มกราคมนี้ แต่ภายหลังสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีคำสั่งไล่ออกจากราชการตำรวจ ซึ่งคำสั่งดังกล่าวมีผลบังคับใช้แล้ว ทำให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ นำคำสั่งไล่ออกไปยื่นฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุดอีกคดีหนึ่ง ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา
พล.ต.ท.ไตรรงค์ ย้ำว่า ไม่ว่าคำพิพากษาในวันที่ 9 มกราคม จะออกมาในทางเป็นคุณหรือเป็นโทษ ก็ยังไม่ส่งผลให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กลับเข้ารับราชการตำรวจได้ทันที เนื่องจากต้องรอผลการพิจารณาคดีคำสั่งไล่ออกจากราชการให้ถึงที่สุดก่อน








