เมื่อวันที่ 8 ธ.ค.68 พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก., พล.ต.ต.ชนันนัทธ์ สารถวัลย์แพศย์ ผบก.ปอท., พ.ต.อ.วัชรพันธ์ ศิริพากย์, พ.ต.อ.เนติ วงษ์กุหลาบ รอง ผบก.ปอท., พ.ต.อ.ภานุภัท กิตติพันธ์ ผกก.1 บก.ปอท.ร่วมกับ เจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย แถลงผลปฏิบัติจับกุมผู้ต้องหาชาวเกาหลีใต้และชาวจีน รวม 17 ราย เป็นชาวเกาหลีใต้ 14 ราย และชาวจีน 3 ราย ในข้อหาทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตและอยู่เกินกำหนด (Overstay) หลังอ้างตัวเป็นพนักงานอัยการ หลอกลวงเหยื่อชาวเกาหลีใต้ร่วมลงทุน ความเสียหายรวมกว่า 2 หมื่นล้านวอน หรือประมาณ 500 ล้านบาท
คดีนี้สืบเนื่องจากการสืบสวนและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับทางการเกาหลีใต้ ตำรวจ บก.ปอท. ได้เข้าตรวจค้นบ้านพักหลังหนึ่งในเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี จับกุมชาวเกาหลีใต้ 4 คน ที่รับสารภาพว่า อ้างตัวเป็นพนักงานอัยการ หลอกลวงเหยื่อชาวเกาหลีใต้ร่วมลงทุน ซึ่งก่อนหน้านี่เคยปฏิบัติการในกัมพูชามาก่อน
ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้ขยายผลจนพบว่าเครือข่ายดังกล่าวได้เช่าอาคารสำนักงานในพื้นที่ พระราม 3 และ ย่านลุมพินี เพื่อใช้เป็นฐานปฏิบัติการหลัก จึงนำหมายค้นเข้าตรวจสอบ พบว่าอาคารทั้ง 2 แห่ง เมื่อไปถึงพบว่า ถูกดัดแปลงคล้ายกัน โดยมีการแบ่งเป็นห้องขนาดเล็กราว 20 ห้อง ภายในติดตั้งโต๊ะทำงานพร้อมอุปกรณ์สื่อสาร คอมพิวเตอร์ และสัญญาณอินเทอร์เน็ตครบครัน
สามารถจับกุมตัวผู้ต้องหาได้จำนวน 10 ราย เป็นชาวเกาหลีใต้ จำนวน 8 ราย และ ชาวจีน จำนวน 2 ราย ได้ที่คอนโดมิเนียมย่านพระราม 3 และสามารถจับกุมตัวผู้ต้องหาได้อีกจำนวน 3 ราย แบ่งเป็นชาวเกาหลีใต้ จำนวน 2 ราย และ ชาวจีน จำนวน1 ราย ได้ที่คอนโดมิเนียม ย่านลุมพินี รวมจับกุมผู้ต้องหาทั้งสิ้น 13 ราย ชาวเกาหลีใต้ จำนวน 10 ราย และ ชาวจีน จำนวน 3 ราย
นอกจากนี้ยังพบ สคริปต์การสนทนา, รายชื่อและเบอร์โทรศัพท์ของผู้เสียหาย, บัตรประจำตัวพนักงานอัยการเกาหลีใต้ปลอม, และเอกสารทางราชการของอัยการเกาหลีใต้ปลอม ซึ่งทั้งหมดใช้สำหรับแอบอ้างหลอกลวงเหยื่อ
สอบสวนกลุ่มผู้ต้องหายอมรับว่าใช้ประเทศไทยเป็นฐานปฏิบัติการ เนื่องจาก "สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในกัมพูชา" ทำให้ต้องย้ายเครือข่ายเข้ามา
ด้านพ.ต.อ.ภานุภัท กิตติพันธ์ ผู้กำกับการ 1 บก.ปอท. เปิดเผยว่า เครือข่ายนี้เริ่มหลอกลวงผู้เสียหายมาตั้งแต่ช่วงวันที่ 17 ตุลาคม 2567 จนถึง 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยเน้นย้ำถึงรูปแบบการหลอกลวงที่แตกต่างกันไปตามประเทศ
“แผนประทุษกรรมจะปรับเปลี่ยนไปตามแต่ละประเทศ เช่น ของเกาหลีจะอ้างเป็นอัยการ ส่วนของประเทศไทยจะใช้ ปปง. แต่มีสคริปต์คล้าย ๆ กัน เบื้องต้นยังไม่พบผู้เสียหายหรือคนไทยถูกหลอกในกรณีนี้ ” พ.ต.อ.ภานุภัท กล่าว
ตำรวจได้ฝากเตือนไปยังเจ้าของอาคารหรือสำนักงานให้เช่า หากพบเห็นการขนย้ายคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์สื่อสารจำนวนมากเข้าไปในอาคาร หรือมีบุคคลเข้าออกในยามวิกาลอย่างผิดสังเกต ขอให้รีบประสานงานหรือติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจในทันที เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศไทยถูกใช้เป็นฐานก่ออาชญากรรมข้ามชาติ.








