งานเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 161 ปี เมืองมหาสารคาม สร้างบรรยากาศคึกคักทั่วพื้นที่ตัวเมือง ประชาชนจากทั้ง 13 อำเภอ รวมถึงนักท่องเที่ยว นิสิต นักศึกษา และประชากรแฝง เดินทางเข้าร่วมกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ร้านค้า ร้านอาหาร ที่พัก ตลอดจนถนนจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ชุมชนมีเงินหมุนเวียนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
อีกหนึ่งจุดเด่นของการจัดงานครั้งนี้ คือการเปิดพื้นที่ให้พ่อค้าแม่ค้า ผู้ประกอบการรายย่อย และผลิตภัณฑ์จากชุมชนเข้ามาจำหน่ายสินค้า ถือเป็นการนำ “กิจกรรมของเมือง” มาเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจฐานรากโดยตรง และสอดรับกับนโยบายกระตุ้นกำลังซื้อของรัฐบาล “ไทยพลัส 60/40” ซึ่งมีเป้าหมายให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่
นายฤทธิรงค์ ภูมิสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมหาสารคาม เขต 1 กล่าวว่า ภาพที่เกิดขึ้นจากงานเฉลิมฉลอง 161 ปี เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า การจัดกิจกรรมขนาดใหญ่สามารถสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจได้มากกว่าพื้นที่จัดงาน เพราะเมื่อประชาชนออกมาใช้ชีวิต ร้านค้า ร้านอาหาร ที่พัก การเดินทาง และธุรกิจบริการโดยรอบก็ได้รับประโยชน์ไปพร้อมกัน
นายฤทธิรงค์มองว่า จังหวัดควรต่อยอดแนวคิด “Event Economy” ให้เป็นหนึ่งในกลไกใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมหาสารคาม โดยไม่ควรจำกัดกิจกรรมใหญ่ไว้เพียงงานครบรอบเมือง แต่ควรมีปฏิทินกิจกรรมตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็น เทศกาลปีใหม่ งานบุญเบิกฟ้าและกาชาด เทศกาลอาหาร ดนตรี กีฬา ศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนกิจกรรมสำหรับคนรุ่นใหม่
“งาน 161 ปี ทำให้เราเห็นว่าถ้าเมืองมีกิจกรรม คนก็ออกมาใช้ชีวิต เงินก็หมุน ร้านค้าขายได้ สิ่งที่อยากเห็นคือไม่ใช่ความคึกคักเพียงไม่กี่วัน แต่อยากให้มหาสารคามมีชีวิตตลอดทั้งปี”
อย่างไรก็ตาม นายฤทธิรงค์ย้ำว่า การยกระดับเมืองไม่ควรวัดเพียงจากจำนวนอีเวนต์ ห้างสรรพสินค้า หรือการเข้ามาของกลุ่มทุน แต่หัวใจสำคัญคือ การทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความสุข และรู้สึกปลอดภัยในบ้านของตัวเอง
สิ่งที่ยังต้องเร่งดำเนินการ ได้แก่ ระบบถนนและไฟส่องสว่าง การแก้ปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้ง ระบบกักเก็บน้ำและชลประทาน การเดินทางเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะ การเข้าถึงบริการสาธารณสุข ตลอดจนการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในชุมชน
ด้านโครงข่ายคมนาคม นายฤทธิรงค์เห็นว่า จังหวัดยังจำเป็นต้องผลักดัน ถนนบายพาสวงแหวนฝั่งตะวันออก เพื่อเติมเต็มระบบโลจิสติกส์ ลดปัญหาการจราจร และรองรับการเติบโตของเมืองในระยะยาว รวมทั้งยกระดับความสะดวกและความปลอดภัยในการเดินทางเชื่อมต่อ สถานีขนส่งผู้โดยสารแห่งที่ 2 หรือ บขส.2 โดยเฉพาะช่วงเวลากลางคืน
ขณะเดียวกัน ปัญหาปากท้องของประชาชน โดยเฉพาะภาคเกษตร ยังเป็นอีกภารกิจสำคัญ ทั้งการบริหารจัดการน้ำ การยกระดับราคาสินค้าเกษตร การแปรรูปเพิ่มมูลค่า และการสร้างตลาดใหม่ เพื่อทำให้รายได้จากภาคการเกษตรกลับมาเป็นฐานเศรษฐกิจที่มั่นคงของจังหวัด
“ความเจริญสำหรับผม ไม่ได้หมายถึงต้องมีห้างใหญ่ก่อนจังหวัดอื่น แต่หมายถึงประชาชนต้องมีน้ำใช้ ถนนต้องดี ไฟต้องสว่าง เดินทางสะดวก ปลอดภัย เกษตรกรมีรายได้ และลูกหลานของเราสามารถใช้ชีวิตอยู่ในเมืองนี้อย่างมีความสุข”
สำหรับมหาสารคาม ซึ่งได้รับการขนานนามว่า “ตักสิลาแห่งอีสาน” มีจุดแข็งจากการเป็นเมืองการศึกษา มีนิสิตนักศึกษาจากทั่วประเทศ รวมถึงนักศึกษาต่างชาติเดินทางเข้ามาศึกษาและใช้ชีวิตจำนวนมาก ทำให้จังหวัดมีศักยภาพในการต่อยอดทั้งเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เศรษฐกิจกลางคืน ธุรกิจบริการ และการท่องเที่ยวเชิงกิจกรรม
นายฤทธิรงค์ระบุว่า หากภาครัฐและทุกภาคส่วนสามารถทำให้มหาสารคามเป็นเมืองที่ น่าอยู่ เดินทางสะดวก ปลอดภัย มีกิจกรรมต่อเนื่อง และมีคุณภาพชีวิตที่ดี การลงทุนของภาคเอกชนก็จะเกิดขึ้นตามศักยภาพของเมืองโดยธรรมชาติ
งานเฉลิมฉลอง 161 ปีเมืองมหาสารคาม จึงอาจไม่ใช่เพียงการเฉลิมฉลองอดีต แต่เป็นโอกาสสำคัญในการกำหนดอนาคตของจังหวัด จาก “เมืองการศึกษา” ไปสู่ เมืองน่าอยู่ เมืองแห่งกิจกรรม และเมืองเศรษฐกิจที่มีชีวิตตลอด 365 วัน
เพราะการพัฒนาเมืองที่ยั่งยืน ไม่ใช่เพียงทำให้คนอยากมาเที่ยว แต่ต้องทำให้ คนมหาสารคามอยากอยู่ คนต่างถิ่นอยากมา และนักลงทุนเห็นโอกาสที่จะเติบโตไปพร้อมกับเมือง








