"ป้าสนอง" หญิงพิการชาวระยอง เดินหน้าร้องมหาดไทย จี้สอบอดีตนายก อบต.แม่น้ำคู้ ปมสวมสิทธิเป็นคนไทย แฉข้อมูลเชิงลึกเป็นชาวเวียดนาม แฝงตัวเล่นการเมืองท้องถิ่น พร้อมฮุบที่ดินทำกิน 18 ไร่ ชี้ขัด พ.ร.บ.สัญชาติ ร้องเพิกถอนด่วน
สืบเนื่องจากกรณี นางสนอง พลวิเศษ หญิงผู้พิการชาวจังหวัดระยอง ได้เข้าร้องขอความเป็นธรรมต่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กรณีถูกเจ้าหน้าที่นิคมสร้างตนเองจังหวัดระยอง ใช้อำนาจและดุลพินิจโดยมิชอบ ยึดที่ดินทำกินของป้าสนอง ซึ่งขัดแย้งต่อผลการสอบสวนสิทธิและพิสูจน์สิทธิ ของนายสว่างพงศ์ เมธีกุล ผู้ปกครองนิคมฯ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2563 ที่ระบุชัดเจนว่า ป้าสนองเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวทั้งแปลง
วันที่ 20 ก.ค.2569 ล่าสุด จากการตรวจสอบหนังสือบันทึกถ้อยคำการแบ่งแปลงที่ดิน ระหว่าง นางสนอง พลวิเศษ กับ นายกฤษดา (สงวนนามสกุล) อดีตนายก อบต.แม่น้ำคู้ ฉบับลงวันที่ 7 ตุลาคม 2561 ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ส่วน โดยส่วนที่ 1 อยู่ทางทิศเหนือเป็นของนางสนอง และส่วนที่ 2 อยู่ติดคลองเป็นของนายกฤษดา
ป้าสนอง เปิดเผยว่า ได้มอบอำนาจให้ทีมทนายความเข้าตรวจสอบข้อมูลกับนายทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย พบข้อมูลระบุว่า นายกฤษดา เกิดเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2509 และแจ้งที่อยู่เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2553 ตำบลแม่น้ำคู้ อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง
อย่างไรก็ตาม ชุดสืบเสาะของทีมทนายความได้ข้อมูลเชิงลึกว่า เดิมนายกฤษดามีชื่อเล่นว่า “เหงียน ติ๊ก” สัญชาติเวียดนาม เกิดในประเทศเวียดนาม โดยมีบิดาชื่อ นายเวียง และมารดาชื่อ นางจิง ทั้งคู่เป็นบุคคลสัญชาติเวียดนาม
รายงานระบุว่า ในช่วงวัยรุ่น นายเหงียน ติ๊ก ได้ลักลอบเข้ามาทำงานในพื้นที่ตำบลแม่น้ำคู้ อำเภอปลวกแดง และได้ติดตามผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ขณะนั้น จนกระทั่งมีการรับรองให้ “สวมสิทธิเป็นคนไทย” ทั้งที่บิดามารดาเป็นคนสัญชาติเวียดนาม และเจ้าตัวไม่ได้เกิดในประเทศไทย การออกบัตรประชาชนของนายทะเบียนอำเภอปลวกแดงในขณะนั้น จึงถูกตั้งข้อสงสัยว่าเป็นการทุจริต หรือละเว้นการตรวจสอบ จนทำให้บุคคลต่างด้าวได้สัญชาติไทยโดยมิชอบ ขัดต่อ พระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 มาตรา 7 ทวิ อย่างชัดเจน
ทีมทนายความระบุเพิ่มเติมว่า หลังจากนายเหงียน ติ๊ก ได้สัญชาติไทยมาโดยมิชอบเมื่อปี 2553 ได้เข้ามาติดตามนักการเมืองระดับ สส. ในพื้นที่อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง ทำให้ได้รับการเกรงใจจากนักการเมืองท้องถิ่นในพื้นที่ จากนั้นได้แฝงตัวเข้าสู่การเมืองท้องถิ่น
กระทั่งในปี 2561 นายเหงียน ติ๊ก ได้ร่วมกับบุคคลอื่น ทำบันทึกถ้อยคำแบ่งที่ดินทำกินของป้าสนอง จำนวน 18 ไร่ ไปเป็นของตนเองครึ่งหนึ่ง ซึ่งการกระทำดังกล่าวนอกจากจะไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ยังขัดต่อ พระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 และ ประมวลกฎหมายที่ดิน ที่ห้ามมิให้คนต่างด้าวถือครองที่ดิน เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน 2564 นายเหงียน ติ๊ก ได้ลงสมัครและได้รับเลือกตั้งเป็น นายก อบต.แม่น้ำคู้ ดำรงตำแหน่งระหว่างปี พ.ศ. 2564 ถึง พ.ศ. 2568
ทว่าในการเลือกตั้งสมัยถัดมา ได้ถูกผู้สมัครคู่แข่งนำประเด็นเรื่องการสวมสิทธิและสัญชาติเวียดนามขึ้นมาร้องเรียน จนทำให้กลุ่มต้องเปลี่ยนตัวผู้สมัครหัวหน้ากลุ่มคนใหม่ลงแข่งขันแทน และพ่ายแพ้การเลือกตั้งในที่สุด โดยต่อมาในเดือนมีนาคม 2569 อบต.แม่น้ำคู้ ได้รับการยกฐานะขึ้นเป็น เทศบาลตำบลแม่น้ำคู้
ป้าสนองและทีมทนายความ จึงขอเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง เข้าตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน เนื่องจาก พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ. 2508 มาตรา 7 ทวิ กำหนดไว้อย่างเด็ดขาดว่า บุคคลที่บิดามารดาเป็นคนต่างด้าวไม่อาจได้รับสัญชาติไทย การสวมสิทธิเป็นคนไทยแล้วแฝงตัวเล่นการเมืองท้องถิ่นถือเป็นความผิดร้ายแรงตามกฎหมาย ซึ่งต้องนำไปสู่การ ดำเนินคดีและเพิกถอนสัญชาติไทย โดยเร็วที่สุด








