ท่ามกลางเทรนด์ของผู้คนที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว งานหัตถศิลป์ไทยจะก้าวต่อไปอย่างไรให้ยังคงคุณค่า และเข้าถึงวิถีชีวิตของผู้คนรุ่นใหม่? คำตอบอาจไม่ได้อยู่เพียงการอนุรักษ์ภูมิปัญญาดั้งเดิมให้คงอยู่แต่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องส่งต่อองค์ความรู้ ผสมผสานความคิดสร้างสรรค์ พัฒนาเป็นผลงานที่ร่วมสมัย ใช้งานได้จริง และเชื่อมโยงกับผู้คนทุกช่วงวัย สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT จึงเดินหน้าทำหน้าที่เป็นผู้ค้นหา บ่มเพาะ ส่งเสริมนวัตกรรม และผลักดันนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ ผ่านโครงการ “The New Artisans” เวทีแห่งโอกาสที่เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้จากรากเหง้าภูมิปัญญาไทย ก่อนนำมาต่อยอดด้วยความคิดสร้างสรรค์จนเกิดเป็นผลงานร่วมสมัยที่สะท้อนอัตลักษณ์ไทย
ดังเช่นเรื่องราวของ 3 นักสร้างสรรค์ The New Artisans 2026 ที่แสดงให้เห็นถึงภาพสะท้อนของพลังคนรุ่นใหม่ที่กำลังเชื่อมอดีตสู่อนาคต เปลี่ยนงานหัตถกรรมให้กลายเป็นแฟชั่น นำองค์ความรู้จากภูมิปัญญาไทยมาผสานกับความคิดสร้างสรรค์ จนพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ทั้งงานแฟชั่น เครื่องประดับ และงานออกแบบที่เข้าถึงผู้คนได้ง่ายขึ้น พร้อมพิสูจน์ว่างานหัตถศิลป์ไทยสามารถเติบโต เคลื่อนไหว และเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนทุกเจเนอเรชันได้อย่างมีความหมาย
● SACIT เฟ้นหา ‘The New Artisans 2026’ ดันงานคราฟต์ร่วมสมัย ต่อยอดเชิงพาณิชย์
ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย เปิดเผยว่า SACIT มุ่งมั่นทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงคุณค่า ถ่ายทอดองค์ความรู้ และเผยแพร่ภูมิปัญญางานหัตถศิลป์ไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดยหนึ่งในภารกิจสำคัญคือการยกย่องเชิดชูบุคคลผู้เป็นกำลังหลักในการอนุรักษ์และสืบสานศาสตร์แห่งงานศิลปหัตถกรรม ไม่ว่าจะเป็นครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม และทายาทช่างศิลปหัตถกรรม ขณะเดียวกัน เพื่อให้งานศิลปหัตถกรรมไทยสามารถเติบโตได้อย่างงดงามในบริบทของโลกยุคใหม่ SACIT ยังเดินหน้าสานต่อโครงการเชิดชู “ผู้สร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรมคนรุ่นใหม่” หรือ The New Artisans อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2567 เพื่อเฟ้นหาดีไซเนอร์ ศิลปิน และนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ ที่มีการต่อยอดภูมิปัญญาดั้งเดิม ผสานนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ จนเกิดเป็นผลงานร่วมสมัยที่มีเอกลักษณ์ และสะท้อนเสน่ห์ของงานคราฟต์ไทยให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของสังคมปัจจุบันได้อย่างน่าภาคภูมิใจ โดยในปีนี้ ได้มอบรางวัลเชิดชู ผู้สร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรมคนรุ่นใหม่ หรือ The New Artisans 2026 เพื่อยกย่องและสร้างแรงบันดาลใจให้ คนรุ่นใหม่ที่นำทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอดสู่ผลงานร่วมสมัย จำนวน 10 ราย จากหลากหลายสาขาหัตถศิลป์ ซึ่งผลงานของ The New Artisans ต่างมีความน่าสนใจ และสะท้อนอัตลักษณ์ในงานหัตถศิลป์ที่แตกต่างกันสะท้อนพลังของคนรุ่นใหม่ที่กำลังขับเคลื่อนงานหัตถศิลป์ไทยให้ก้าวทันโลก พร้อมรักษารากเหง้า คุณค่า และเสน่ห์ของภูมิปัญญาดั้งเดิมไว้อย่างงดงาม
“เปิดมุมมอง 3 The New Artisans คนรุ่นใหม่ผู้สร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรม”
· จากผืนผ้าและงานปักพื้นถิ่น สู่ผลงานร่วมสมัยที่เชื่อมโยงชุมชน ความยั่งยืน และวิถีชีวิตคนรุ่นใหม่
นางสาวผกาพันธ์ สมอ้าย หรือ “แพรว” ผู้สร้างสรรค์งานสิ่งทอและงานปักร่วมสมัยจากจังหวัดเชียงใหม่ คนรุ่นใหม่ที่เลือกใช้ผืนผ้าเป็นพื้นที่ในการเล่าเรื่องราวของผู้คน ชุมชน และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน เปิดเผยมุมมองว่า งานผ้าทอและงานปักพื้นถิ่นไม่ได้มีคุณค่าเพียงความสวยงาม แต่เป็นองค์ความรู้และมรดกทางวัฒนธรรมที่สะท้อนวิถีชีวิตของชุมชน จึงมุ่งนำองค์ประกอบเหล่านี้มาต่อยอดเป็นผลงานร่วมสมัยที่สามารถสวมใส่ได้จริง และเชื่อมโยงผู้คนรุ่นใหม่เข้ากับงานหัตถกรรมไทยได้มากขึ้น
“ในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ ให้ความสำคัญกับการเคารพต้นทางของภูมิปัญญา ทั้งลวดลาย เทคนิค วัสดุ และเรื่องราวของชุมชน ก่อนจะนำมาวิเคราะห์และออกแบบใหม่ให้เหมาะกับบริบทปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการปรับโครงสร้างเสื้อผ้าให้ใช้งานง่ายขึ้น การเลือกใช้รูปทรงร่วมสมัย หรือการจัดวางลวดลายให้สอดคล้องกับแฟชั่นยุคใหม่ โดยยังคงคุณค่าดั้งเดิมเอาไว้อย่างครบถ้วน”
ผกาพันธ์ ยังเน้นย้ำอีกว่า อีกหนึ่งแนวคิดสำคัญที่สะท้อนอยู่ในผลงานคือเรื่อง “ความยั่งยืน” ซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียงการใช้วัสดุเหลือใช้ แต่คือการมองเห็นคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่แล้ว และใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าที่สุด ผ้าที่หลายคนอาจมองว่าไม่สมบูรณ์แบบ สามารถถูกแปรเปลี่ยนผ่านกระบวนการออกแบบและงานปัก จนกลายเป็นผลงานใหม่ที่มีคุณค่าได้ “งานหัตถกรรมจะสามารถอยู่รอดได้อย่างยั่งยืนก็ต่อเมื่อสามารถเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คนได้จริง และกลายเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่อย่างเป็นธรรมชาติ”
ทั้งนี้ อีกหนึ่งแรงบันดาลใจสำคัญในการทำงานมาจากการได้เรียนรู้ร่วมกับช่างฝีมือในชุมชน ซึ่งทำให้เห็นถึงความอดทน ความละเอียด และความภาคภูมิใจที่ซ่อนอยู่ในงานหัตถกรรมแต่ละชิ้น หลายครั้งรายละเอียดเล็ก ๆ บนผืนผ้าล้วนเกิดจากทักษะและประสบการณ์ที่สั่งสมมาเป็นเวลานาน จึงมุ่งหวังให้ผลงานร่วมสมัยที่สร้างสรรค์ขึ้นไม่เพียงช่วยต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่ยังเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ทำให้ผู้คนได้มองเห็นคุณค่าและเรื่องราวของช่างฝีมือไทยในวงกว้างมากขึ้น
· แรงบันดาลใจของ “ความเป็นไทย” สู่แฟชั่นที่สะท้อนตัวตนและความหลากหลายของผู้คน
แม็กซี่ หาญสงคราม ผู้สร้างสรรค์เครื่องแต่งกายหัตถศิลป์ เล่าว่า เส้นทางสู่การเป็นนักออกแบบไม่ได้เริ่มต้นจากงานช่างโดยตรง แต่เริ่มจากความหลงใหลในแฟชั่นตั้งแต่วัยเด็ก ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยกฎระเบียบในโรงเรียนชายล้วน จนแฟชั่นกลายเป็นพื้นที่แห่งจินตนาการและการค้นหาตัวตน ก่อนจะได้เดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ทำให้เขาได้เรียนรู้เรื่องอัตลักษณ์ความแตกต่าง และการยอมรับความหลากหลายของผู้คน “ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้มองแฟชั่นมากกว่าเสื้อผ้า แต่เป็นภาษาที่ใช้สื่อสารตัวตน ความคิด และเรื่องราวของผู้คน ก่อนจะศึกษาต่อด้านแฟชั่น ณ ESMOD กรุงปารีส สถาบันแฟชั่นชั้นนำของโลก ซึ่งทำให้ได้ซึมซับทั้งศาสตร์การออกแบบและทักษะงานฝีมือชั้นสูง” โดยมีแนวทางการทำงาน คือการตีความโจทย์ “ความเป็นไทย” และพยายามตีความใหม่ผ่านผลงานเครื่องแต่งกายหัตถศิลป์ร่วมสมัย โดยผสมผสานเทคนิคการตัดเย็บและงานปักชั้นสูงเข้ากับวัสดุ ลวดลาย และภูมิปัญญาไทยในรูปแบบที่เข้าถึงผู้คนยุคใหม่มากขึ้น เพราะเชื่อว่าความเป็นไทยไม่ใช่สิ่งที่หยุดนิ่ง แต่เป็นสิ่งที่มีชีวิต เปลี่ยนแปลง และเติบโตไปพร้อมกับสังคม หนึ่งในผลงานสำคัญที่สร้างชื่อเสียงคือชุด “The Royale Blue” ที่ แอนโทเนีย โพซิ้ว สวมใส่ในงาน Gala Night ของ Miss Universe 2023 ซึ่งกลายเป็นผลงานที่จุดประกายคำถามสำคัญเกี่ยวกับคุณค่า อัตลักษณ์ และนิยามของความเป็นไทยในโลกยุคปัจจุบัน จนกลายเป็นบทเรียนสำคัญในการทำงานสร้างสรรค์ของตนเอง
· มรดกเครื่องถมไทย สู่การสร้างสรรค์ร่วมสมัยที่ต่อยอดคุณค่าสู่ชีวิตประจำวัน
นางสาวพิทยาภรณ์ สีสันต์ หรือ “วุ้น” ผู้สร้างสรรค์งานเครื่องเงินและเครื่องถมจากจังหวัดนนทบุรี คืออีกหนึ่งตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่ก้าวเข้ามาเรียนรู้ศาสตร์แห่งงานเครื่องถมไทย แม้จะไม่ได้เติบโตมาในครอบครัวช่างโดยตรงก็ตาม พิทยาภรณ์ เล่าว่า จุดเริ่มต้นมาจากความชื่นชอบด้านการวาดภาพและการออกแบบตั้งแต่สมัยศึกษาในสาขาช่างทองหลวง ก่อนจะมีโอกาสได้รู้จักและร่วมงานกับคุณปวีณา สะแหล๊ะ ทายาทช่างศิลปหัตถกรรม ปี 2567 ซึ่งนับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ความรู้ด้านงานเครื่องเงินที่มีอยู่เดิม เชื่อมโยงเข้ากับโลกของงาน เครื่องถมไทยอย่างลึกซึ้ง และค่อย ๆ ค้นพบเสน่ห์ของความงามที่เกิดจากความตัดกันระหว่างเนื้อเงินและยาถม พร้อมเรียนรู้ที่จะสอดแทรกตัวตนและแนวคิดของตนเองลงไปในผลงานทีละน้อย จนกลายเป็นความหลงใหลและความมุ่งมั่นที่จะสืบสานศาสตร์เครื่องถมไทยในฐานะ “คนนอกวงการ” ที่เลือกก้าวเข้ามาเรียนรู้ พัฒนา และสร้างคุณค่าใหม่ให้กับงานหัตถศิลป์แขนงนี้ด้วยหัวใจ
“เสน่ห์สำคัญของเครื่องเงินและเครื่องถมไทย คือการเป็นงานศิลปะที่สามารถสวมใส่และใช้งานได้จริง ทุกชิ้น ล้วนผ่านกระบวนการสร้างสรรค์อันประณีต และสะท้อนเรื่องราวของช่างฝีมือผ่านลวดลายที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว การสวมใส่งานเครื่องถมในปัจจุบันจึงไม่ใช่เรื่องล้าสมัย แต่เป็นการแสดงออกถึงรสนิยม ความเข้าใจในคุณค่าของงานทำมือ และการร่วมสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมผ่านวิถีชีวิตร่วมสมัย” พิทยาภรณ์กล่าว
สิ่งที่ทำให้ผลงานของเธอโดดเด่น คือการนำเทคนิคดั้งเดิมของงานเครื่องถมไทยมาต่อยอดให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ทั้งการปรับขนาด ปรับฟังก์ชันการใช้งาน และพัฒนารูปแบบการนำเสนอให้ร่วมสมัยมากยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น “กระเป๋าถมรูปหัวใจขนาดมินิ” ที่พลิกภาพจำของเครื่องถมจากวัตถุสะสมหรือของตกแต่ง สู่เครื่องประดับแฟชั่นหรือ Statement Piece ที่สามารถใช้งานได้จริง และดึงดูดความสนใจของผู้บริโภครุ่นใหม่ได้อย่างลงตัว
· SACIT กับบทบาทการสร้างคน สร้างโอกาส และสร้างอนาคตงานหัตถศิลป์ไทย
นอกเหนือจากการเฟ้นหาและเชิดชูผู้สร้างสรรค์ผลงาน รางวัล The New Artisans ยังสะท้อนบทบาทของ SACIT ในการบ่มเพาะและเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ในแวดวงหัตถศิลป์ไทยได้แสดงศักยภาพ ถ่ายทอดแนวคิด และต่อยอดภูมิปัญญาดั้งเดิมสู่ผลงานร่วมสมัยที่สอดรับกับวิถีชีวิตและความต้องการของผู้คนในปัจจุบัน พร้อมส่งเสริมองค์ความรู้ พัฒนาทักษะ และเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ เพื่อสร้างรากฐานที่เข้มแข็งและผลักดันให้งานหัตถศิลป์ไทยเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต








