ThinkFest 2026 พลิกย่านอารีย์สู่ Creative Hopping ยกระดับสู่พื้นที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เชื่อม Data, Creator Ecosystem และพฤติกรรมคนรุ่นใหม่ สะท้อนการเปลี่ยนจากผู้เสพคอนเทนต์สู่ผู้ร่วมสร้างประสบการณ์และขับเคลื่อนเมือง
วันที่ 15 มิ.ย.69 BrandThink ในฐานะ Creative Business Company ได้จัดงาน ThinkFest: Everybody Changes เทศกาลความคิดสร้างสรรค์ที่เปลี่ยนพื้นที่ย่านอารีย์ให้กลายเป็นเส้นทาง Creative Hopping ตลอด 3 วันเต็ม ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา นับเป็นหนึ่งในโมเดลการจัดเทศกาลสร้างสรรค์และการพัฒนาย่านที่แปลกใหม่สำหรับวงการเฟสติวัลไทย ด้วยการกระจายกิจกรรมออกจากพื้นที่ปิดไปยัง 9 หมุดหมายสำคัญในย่าน เพื่อชวนผู้ร่วมงานสำรวจแนวคิดเรื่อง "การเปลี่ยนแปลง" ผ่าน Session Talk, นิทรรศการ, เวิร์คช็อป, Creative Market, คอนเสิร์ตอินดี้ พื้นที่ภาพยนตร์ และกิจกรรมชุมชนที่เชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน โดยได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรมากกว่า 60 ราย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ศิลปิน สื่อ และชุมชน อาทิ กทม., สำนักงานเขตพญาไท, BrandThink, White Cloud, Gump's Ari และ Josh Hotel พร้อมด้วยพันธมิตรสื่อและคอมมูนิตี้ เช่น CheezeLooker, AD ADDICT, Creative Talk, Pantang Artwork และกลุ่มเพื่อนบ้านอารีย์ รวมถึงค่ายเพลงอย่าง LOVEiS, What The Duck และ White Fox
โมเดลเทศกาลสร้างสรรค์ โดยใช้ ‘ย่านชุมชน’ เป็นพื้นที่กลาง
จากแนวคิด “Everybody Changes” ซึ่งตั้งต้นจากคำถามว่า ในวันที่โลกเปลี่ยนเร็วขึ้นทุกวัน ผู้คนจะปรับตัวอย่างไรโดยไม่หลงทางจากตัวตนของตัวเอง แนวคิดดังกล่าวถูกนำมาถ่ายทอดผ่านรูปแบบงานที่ไม่ได้จำกัดอยู่ในพื้นที่เดียว แต่เปิดให้ผู้ร่วมงานเดินทางไปตามจุดต่าง ๆ ของย่านอารีย์ เพื่อสัมผัสทั้งความรู้ ความบันเทิง คอมมูนิตี้ และไลฟ์สไตล์เมืองในเวลาเดียวกัน ในเชิงรูปแบบ ThinkFest: Everybody Changes ถือเป็นการทดลองโมเดลเทศกาลสร้างสรรค์ที่ใช้ “ย่าน” เป็นพื้นที่กลางในการเชื่อมต่อผู้บริโภค ครีเอเตอร์ แบรนด์ และชุมชนเข้าด้วยกัน โดยเปลี่ยนจากการจัดอีเวนต์ในฮอลล์หรือพื้นที่ปิด ไปสู่การกระจายกิจกรรมตามสถานที่จริงในชุมชน ซึ่งช่วยให้ผู้ร่วมงานได้มีปฏิสัมพันธ์กับพื้นที่ ผู้คน และธุรกิจในย่านอย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้น
การกระจายกิจกรรมไปตามพื้นที่ในย่านอารีย์ไม่เพียงช่วยเพิ่มมิติของประสบการณ์ให้กับผู้ร่วมงาน แต่ยังสะท้อนแนวทางการจัดกิจกรรมเชิงพื้นที่ที่สามารถเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจระดับย่านได้ โดยเฉพาะการเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการ ครีเอเตอร์ และธุรกิจสร้างสรรค์ขนาดเล็กได้เข้ามามีส่วนร่วมเคียงข้างองค์กรและแบรนด์ขนาดใหญ่ ทำให้งานมีลักษณะเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและไอเดีย มากกว่าการเป็นพื้นที่สื่อสารของแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งเพียงฝ่ายเดียว
วิเคราะห์ 8.4 ล้านข้อความบนออนไลน์และโซเชียล: ข้อมูลที่มาก่อนงาน
ก่อนการจัดงาน BrandThink ได้ใช้เครื่องมือ AI, Social Listening และ Behavioral Analytics วิเคราะห์บทสนทนาบนโลกออนไลน์กว่า 8.4 ล้านข้อความ เพื่อทำความเข้าใจประเด็น ความสนใจ และความรู้สึกร่วมของผู้คนในยุคปัจจุบัน ก่อนนำข้อมูลดังกล่าวมาพัฒนาเป็นแนวคิดหลัก “Everybody Changes” ซึ่งสะท้อนว่าผู้คนจำนวนมากไม่ได้เพียงต้องการตามให้ทันกระแส แต่กำลังมองหาจังหวะ วิธีคิด และพื้นที่ที่ช่วยให้พวกเขาอัปเดตตัวเองได้อย่างมีความหมาย
ผลสำรวจ 1,500 คน: คนทำงานยุคนี้เลือก “เปลี่ยนแบบค่อยเป็นค่อยไป” มากที่สุด
หนึ่งในข้อมูลสำคัญจากงาน คือผลสำรวจ ThinkFest Creative Survey จากผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 1,500 คน โดยกลุ่มอายุหลักของผู้ร่วมงานอยู่ในช่วง 26–45 ปี ซึ่งสะท้อนมุมมองของผู้บริโภคยุคใหม่ต่อการเปลี่ยนแปลงในชีวิตประจำวัน พบว่า
- 59.1 % คือกลุ่ม “SOFT UPDATE” สะท้อนว่าคนทำงานและคนรุ่นใหม่จำนวนมากต้องการเปลี่ยนแปลงชีวิตอย่างค่อยเป็นค่อยไป มีจังหวะของตัวเอง และต้องการข้อมูลที่จับต้องได้มารองรับก่อนการตัดสินใจ
- 32.5% คือกลุ่ม “QUICK INSTALL” เป็นกลุ่มที่พร้อมเปิดรับประสบการณ์ใหม่ ตัดสินใจเร็ว และมองเห็นโอกาสท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง
- 4.1% และ 2.8% ได้แก่ กลุ่ม “SAME VERSION” และ “SYSTEM REBOOT” สะท้อนสองมุมของผู้คนที่เลือกยึดจังหวะเดิมที่มั่นใจ กับกลุ่มที่พร้อมรื้อระบบตัวเองใหม่ทั้งหมด
เมื่อเจาะลึกถึงเป้าหมายที่ผู้บริโภคต้องการเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นมากที่สุด ผลสำรวจระบุว่า “การเงิน” เป็นเรื่องที่ถูกให้ความสำคัญมากที่สุด ตามมาด้วย “การงาน” และ “สุขภาพ” ซึ่งข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงสำหรับคนยุคนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องไลฟ์สไตล์หรือการตามเทรนด์ แต่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง คุณภาพชีวิต และความสามารถในการรับมือกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
แพลตฟอร์มเบื้องหลัง: เมื่อเทคโนโลยีช่วยออกแบบประสบการณ์และอ่านพฤติกรรมผู้บริโภคจากการเข้าร่วมจริง
หนึ่งในองค์ประกอบที่ทำให้งาน ThinkFest แตกต่างจากเทศกาลทั่วไป คือการใช้เทคโนโลยีเป็นระบบหลังบ้านในการเชื่อมโยงประสบการณ์ของผู้ร่วมงานตั้งแต่ต้นจนจบ ผ่านแพลตฟอร์ม Restspace ที่ดูแลตั้งแต่การลงทะเบียน การจำหน่ายตั๋ว ไปจนถึงการเช็กอินเข้าร่วมกิจกรรมผ่าน QR Code ระบบดังกล่าวช่วยให้ผู้ร่วมงานเลือกเส้นทางกิจกรรมได้สะดวกขึ้น สามารถออกแบบประสบการณ์ของตัวเองตามความสนใจและช่วงเวลาที่ต้องการ ขณะเดียวกันยังช่วยให้ผู้จัดงานและแบรนด์พันธมิตรเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคจากการเข้าร่วมจริง ไม่ว่าจะเป็นความสนใจของผู้ร่วมงาน เส้นทางการเดินงาน ประเภทกิจกรรมที่ได้รับความสนใจ หรือรูปแบบปฏิสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นภายในพื้นที่ นอกจาก Restspace ยังมีแพลตฟอร์มสนับสนุนอื่น ๆ เช่น MarLai (มาลัย) ซึ่งทำหน้าที่เชื่อมโยงกลุ่ม Local KOL และครีเอเตอร์เข้ากับสินค้า แบรนด์ และคอมมูนิตี้ในพื้นที่ รวมถึง Moody Universe ที่ทำงานกับมิติด้านอารมณ์ ความรู้สึก และทัศนคติของผู้บริโภคที่มีต่อคอนเทนต์หรือประสบการณ์ต่าง ๆ
ในภาพรวม แพลตฟอร์มเหล่านี้สะท้อนทิศทางใหม่ของการใช้ข้อมูลในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ที่ไม่ได้มุ่งเก็บข้อมูลเพื่อการสื่อสารการตลาดเพียงอย่างเดียว แต่ยังช่วยให้ผู้จัดงานและแบรนด์เข้าใจผู้บริโภคในระดับพฤติกรรม ความสนใจ และความรู้สึก ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญต่อการออกแบบประสบการณ์ คอนเทนต์ และบริการให้สอดคล้องกับชีวิตจริงของผู้คนมากขึ้น
จากเทศกาลสู่โมเดลธุรกิจ: 4 แนวทางที่แบรนด์ยุคใหม่ต้องให้ความสำคัญ
นอกจากมิติของเทศกาลสร้างสรรค์ ThinkFest: Everybody Changes ยังสะท้อนแนวทางที่แบรนด์และองค์กรอาจนำไปปรับใช้ในยุคที่ Data, AI และ Creator Economy มีบทบาทต่อการสื่อสารและการสร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภคมากขึ้น โดยสามารถสรุปเป็น 4 แนวทางสำคัญ
1.Data-Driven Culture Marketing คือการใช้ข้อมูลเพื่อเข้าใจว่า "ผู้คนกำลังรู้สึกอะไร" และบริบทใดที่ส่งผลต่อการตัดสินใจ ไม่ใช่แค่มองหาว่าใครจะซื้อสินค้า สะท้อนผ่านการวิเคราะห์บทสนทนาออนไลน์กว่า 8.4 ล้านข้อความก่อนออกแบบงาน
2.Creator Ecosystem คือบทบาทของครีเอเตอร์ที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การสร้างการรับรู้ แต่ขยายไปสู่การสร้างคอมมูนิตี้ IP และโอกาสทางธุรกิจใหม่ ผ่านการทำงานร่วมกันระหว่างศิลปิน แบรนด์ และผู้บริโภค
3.Community Building คือการสร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภคผ่านประสบการณ์ที่มีความหมาย เพราะในยุคที่ข้อมูลท่วมท้น ความผูกพันต่อแบรนด์เกิดจากการที่แบรนด์เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของคุณค่าและคอมมูนิตี้ที่ผู้บริโภค
ให้ความสำคัญ ไม่ใช่แค่โฆษณาบ่อยขึ้น
4.Creative Business Transformation คือการมองความคิดสร้างสรรค์เป็นเครื่องมือทางธุรกิจที่ต่อยอดได้ ทั้งการออกแบบประสบการณ์ การพัฒนา IP และโมเดลรายได้ใหม่ ตอบรับความคาดหวังของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการประสบการณ์ที่มีความหมายและเชื่อมโยงกับชีวิตจริง
PLAY MODE และ BrandThink Cinema: เสริมมิติความบันเทิง วัฒนธรรมย่อย และคอนเทนต์สร้างสรรค์
นอกจากกิจกรรมด้านความรู้ ธุรกิจ และคอมมูนิตี้ งานครั้งนี้ยังเปิดพื้นที่ “PLAY MODE” เพื่อเชื่อมโยงผู้ร่วมงานกับมิติความบันเทิงและวัฒนธรรมย่อย ผ่านโชว์เคสและคอนเสิร์ตจากศิลปินอินดี้และนักดนตรีรุ่นใหม่ ควบคู่กับพื้นที่ฉายภาพยนตร์ นอกกระแส ซึ่งทำให้เทศกาลมีบรรยากาศที่เข้าถึงง่าย และเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงออกผ่านดนตรี ภาพยนตร์ และไลฟ์สไตล์ภายในงาน BrandThink Cinema ยังได้เปิดเผยโรดแมปและไลน์อัปภาพยนตร์ประจำปี 2569 จำนวน 4 โปรเจกต์ ได้แก่ “I’m Not Your Ladyboy” ซีรีส์สารคดี 4 ตอนที่สำรวจคอมมูนิตี้แดร็กควีนไทยสู่ระดับสากล ภายใต้ความร่วมมือกับ N8 Studio และมี อนุชา บุญยวรรธนะ เป็น Showrunner, “อรุณกาล” หรือ Regretfully at Dawn ภาพยนตร์ดราม่าที่พัฒนาและระดมทุนนานกว่า 6 ปี ผลงานกำกับโดย ศิวโรจน์ คงสกุล และโปรดิวซ์โดย พิมพ์ผกา โตวิระ อีกสองโปรเจกต์คือ “Paradox the Movie: Lunatic Summer” ภาพยนตร์สารคดีดนตรีฉลอง 30 ปีวง Paradox โดยมี ยุทธนา บุญอ้อม เป็น Executive Producer และ “TAME เลี้ยงไม่เชื่อง” ภาพยนตร์แนวขบถที่สะท้อนวัฒนธรรมท้องถิ่น นำแสดงโดย เจษ เจษฎ์พิพัฒ, พิมมา พิมพ์มาดา หรือ พิมมา PiXXiE, แพท ชญานิษฐ์, ยูกิ ไหทองคำ และนักแสดงสมทบอีกหลายราย ผลงานกำกับโดย ฐามุยา ทัศนพันธุ์ และโปรดิวซ์โดย เอกลักญ กรรณศรณ์
การนำพาร์ทดนตรี ภาพยนตร์ และคอนเทนต์สร้างสรรค์เข้ามาอยู่ในเทศกาล ทำให้ PLAY MODE ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเป็นพื้นที่ความบันเทิง แต่ยังสะท้อนศักยภาพของคอนเทนต์และทรัพย์สินทางปัญญา หรือ IP ที่สามารถเชื่อมโยงผู้ชม ครีเอเตอร์ ชุมชน และภาคธุรกิจเข้าด้วยกันในหลายมิติ
มองภาพรวมต่ออุตสาหกรรมสร้างสรรค์และเศรษฐกิจเมือง
ThinkFest: Everybody Changes สะท้อนให้เห็นแนวโน้มสำคัญของการจัดกิจกรรมและการสื่อสารแบรนด์ในยุคปัจจุบัน ที่เริ่มให้ความสำคัญกับ “ประสบการณ์ที่จับต้องได้” และ “ข้อมูลเชิงลึกจากผู้บริโภคจริง” มากกว่าการสื่อสารทางเดียว ผู้ร่วมงานได้รับทั้งความรู้ ความบันเทิง พื้นที่พบปะเครือข่ายใหม่ และโอกาสสำรวจความเปลี่ยนแปลงในแบบของตัวเอง ขณะที่
แบรนด์และภาคธุรกิจได้เห็นรูปแบบการเชื่อมต่อกับผู้บริโภคผ่านประสบการณ์จริงในพื้นที่เมือง
เอกลักญ กรรณศรณ์ ผู้บริหาร BrandThink กล่าวว่า “ThinkFest คือพื้นที่ที่เรานำเอาวิสัยทัศน์ Creative Business powered by Creator Ecosystem มาทำให้เห็นเป็นรูปธรรม เราต้องการแสดงให้เห็นว่า ระบบนิเวศที่มีทั้งคอนเทนต์ แพลตฟอร์มคอมมูนิตี้ และระบบ Data สามารถทำงานร่วมกันเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ไม่ใช่แค่การเก็บข้อมูลไปขายของ แต่เป็นการออกแบบประสบการณ์และสร้างคุณค่าร่วมกันระหว่างแบรนด์ ครีเอเตอร์ และผู้บริโภคในระยะยาว”
ในเชิงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ งานลักษณะนี้ชี้ให้เห็นว่า คอนเทนต์ ครีเอเตอร์ เทคโนโลยี และชุมชน สามารถทำงานร่วมกันเพื่อสร้างมูลค่าใหม่ให้กับทั้งผู้บริโภค แบรนด์ และพื้นที่เมืองได้ หากโมเดล Creative Hopping ถูกพัฒนาต่ออย่างต่อเนื่อง ก็อาจกลายเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทย จากการจัดอีเวนต์เพื่อสร้างการรับรู้ ไปสู่การสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงข้อมูล ประสบการณ์ และวัฒนธรรมร่วมสมัยเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม








