มจพ. เปิดบ้านรับคณะผู้บริหารจีนระดับแนวหน้า ผนึกกำลังวิชาการ–อุตสาหกรรม ขับเคลื่อนอนาคตยานยนต์ไฟฟ้าและระบบอัตโนมัติ
เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2569 ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) คณะผู้แทนจากองค์กรสำคัญของจีน The World New Energy Vehicle Development Organization, China Society of Automotive Engineers (CSAE) and the China National Steering Committee of Teaching for Automobile Vocational Education (NSCTAVE) ได้เดินทางเข้าเยี่ยมชมและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ พร้อมหารือแนวทางความร่วมมือทางวิชาการและการพัฒนากำลังคนด้านอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่
ในการนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ธีรวุฒิ บุณยโสภณ นายกสภามหาวิทยาลัย พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร.เสาวณิต สุขภารังษี รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ และคณะผู้บริหารของมหาวิทยาลัยฯ ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นท่ามกลางมิตรภาพและความร่วมมือเชิงสร้างสรรค์ โดยคณะผู้แทนจากจีนประกอบด้วยผู้บริหารระดับสูงจากทั้งภาคการศึกษา และภาคอุตสาหกรรม อาทิ Mr. David Wang Chief Executive Officer (CEO) FXB Co., LTD. , Miss Catherine Wang Sales Manager FXB Co.,LTD. และ He Jiangfei, Chang’an Automobile Chongqing Anyi Automobile Service Technology Co., Ltd. Project Office for Promoting Industry-Education Integration. ตลอดจนผู้แทนจากโครงการส่งเสริมการบูรณาการอุตสาหกรรมและการศึกษา ซึ่งล้วนเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเทคโนโลยียานยนต์แห่งอนาคตของจีน
ภายหลังการหารือได้เข้าเยี่ยมชมศูนย์วิจัยและห้องปฏิบัติการที่เป็นจุดแข็งของ มจพ. อาทิ อุทยานเทคโนโลยี มจพ. ประกอบด้วย International Institute of Space Technology for Economic Development (INSTED), เทคโนโลยีนวัตกรรมระบบราง (Rail Technology and Innovation Center) และ Center for Automation System and Robotics รวมถึง ศูนย์ความเป็นเลิศทางเทคโนโลยีวิศวกรรมยานยนต์ไฟฟ้าสมัยใหม่ (Center of Excellence in Modern EV Engineering Technology) ภายใต้ วิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มจพ.
การเยือนในครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญของ มจพ. ในการขยายเครือข่ายความร่วมมือระดับนานาชาติ โดยเฉพาะในสาขา “ยานยนต์ไฟฟ้า” และ “ระบบอัตโนมัติ” ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายของโลกยุคใหม่ สะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยในฐานะผู้นำด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ที่มุ่งผลิตกำลังคนคุณภาพสูง ตอบโจทย์การพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวไม่เพียงเสริมสร้างศักยภาพทางวิชาการ แต่ยังเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และประสบการณ์ระหว่างประเทศ อันจะนำไปสู่การพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของระบบการศึกษาไทยในเวทีโลกต่อไป.








