‘ไทยดม’ (Thaidom) กับกลยุทธ์การรีแบรนด์ยาดมสมุนไพร สู่ Lifestyle Item ที่เชื่อมโยงความผูกพันผ่าน Family Marketing
ในตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพทางเลือก (Alternative Health Products) โดยเฉพาะกลุ่ม “ยาดม” ที่มีการแข่งขันสูงและมีเจ้าตลาดที่แข็งแกร่ง การที่แบรนด์น้องใหม่อย่าง “ไทยดม” (Thaidom) สามารถแทรกตัวเข้ามาและสร้างยอดขายทะลุ 1 ล้านกระปุกได้ในระยะเวลาไม่นาน ถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจในแง่ของการใช้กลยุทธ์การตลาดที่เน้นความเข้าใจใน Insight ของผู้บริโภคยุคใหม่ และการสร้าง Brand Love ผ่านความจริงใจ
1. การแก้โจทย์ Image Gap: เมื่อยาดมไม่ใช่แค่เรื่องของสรรพคุณ โจทย์ใหญ่ของยาดมสมุนไพรคือ Perception ของผู้บริโภคที่มักมองว่าเป็นสินค้าสำหรับผู้สูงอายุ หรือใช้เฉพาะเวลาที่มีอาการไม่สบายเท่านั้น ทีมบริหารของไทยดม นำโดย คุณพีท-กันตพร หาญพาณิชย์ และ คุณแก้มบุ๋ม-ปรียาดา สิทธาไชยจึงเริ่มต้นจากการปรับเปลี่ยน “ภาพลักษณ์” (Visual Identity) ให้มีความเป็นสากลและร่วมสมัยมากขึ้น
การเลือกใช้สีชมพูโทนสว่างและการร่วมงานกับ Thai Artist เพื่อสร้างสรรค์คาแรคเตอร์ “น้องบูดี้” คือการสื่อสารโดยตรงไปที่กลุ่ม Gen Z และคนทำงานรุ่นใหม่ ว่ายาดมสามารถเป็นเครื่องประดับหรือไอเท็มที่วางบนโต๊ะทำงานได้อย่างไม่อายใคร เป็นการขยับจากสินค้า "Functional" (เน้นใช้งาน) ไปสู่สินค้า "Emotional" (เน้นอารมณ์และความชอบ)
2. Family Marketing & Authenticity: พลังของพรีเซนเตอร์ที่มากกว่าพรีเซนเตอร์หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ไทยดมได้รับความเอ็นดูจากผู้บริโภค คือการเลือกพรีเซนเตอร์คู่จิ้นตัวจิ๋วอย่าง “น้องโซล และ น้องโมเน่” ซึ่งเป็นลูกสาวของ แม่เมย์และพ่อแซก การเลือกพรีเซนเตอร์ในครั้งนี้ แบรนด์ไม่ได้มองเพียงแค่ตัวเลขผู้ติดตาม (Followers) แต่เน้นที่ความ “เข้ากันได้” (Brand Fit)ความจริงใจ (Authenticity): คุณพีทเผยว่าการเลือกพรีเซนเตอร์เกิดจากความชื่นชอบและสายสัมพันธ์ที่มีต่อครอบครัวนี้อยู่แล้ว ทำให้การสื่อสารแบรนด์ดูเป็นธรรมชาติ ไม่ยัดเยียดการขยายฐานผู้บริโภค: ความน่ารักของน้องๆ ช่วยขยายฐานลูกค้าจากกลุ่มวัยรุ่นไปสู่กลุ่ม “คุณแม่” และ “ครอบครัว” (Parenting Segment) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงและพร้อมสนับสนุนแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับครอบครัว
3. กลยุทธ์ Gamification: สร้างความสนุกผ่าน Collectible Itemsความสำเร็จของไทยดมไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่ตัวผลิตภัณฑ์ แต่ยังอยู่ที่การออกแบบ “ประสบการณ์การซื้อ” (Customer Experience) ให้มีความสนุกคล้ายกับการสะสม Art Toy ผ่านกลยุทธ์ดังนี้:Trading Card Strategy: การออกการ์ดสะสม 64 แบบ โดยมีลูกเล่นคือภาพในการ์ดเป็นฝีมือการถ่ายของแม่เมย์เอง ทำให้มีเรื่องราว (Storytelling) ที่แฟนคลับอยากเก็บรักษา
The Rare Item: การสร้างความแรร์ด้วย “การ์ดเบอร์ 0” (การ์ดทองคำ) สำหรับผู้ที่สะสมครบ 64 ใบ ซึ่งมีจำกัดเพียง 20,000 ชุด เป็นการกระตุ้นให้เกิดการซื้อซ้ำและการสร้าง Community ในกลุ่มนักสะสมที่คอยแลกเปลี่ยนการ์ดกัน
4. คุณภาพมาตรฐานอุตสาหกรรม: รากฐานที่ทำให้แบรนด์ยั่งยืนแม้การตลาดจะดูหวือหวา แต่ไทยดมยังคงให้ความสำคัญกับ "Core Product" อย่างเคร่งครัด โดยคุณแก้มบุ๋มมีส่วนร่วมอย่างมากในการคัดเลือกสูตรยาดมสมุนไพรแท้ 100% ที่ต้องมีความละมุน ไม่แสบจมูกในแง่การผลิต แบรนด์เลือกใช้โรงงานที่ได้มาตรฐาน GMP (PIC/S) และ ISO 9001 ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกับการผลิตยาแผนปัจจุบัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในระยะยาวว่า ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยก็มีมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูง
5. ช่องทางการจัดจำหน่าย (Omni-channel Strategy)การได้รับแรงสนับสนุนจากพันธมิตรยักษ์ใหญ่อย่าง 7-Eleven กว่า 16,000 สาขาทั่วประเทศ เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้สินค้าเข้าถึงมือผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว (Accessibility) ควบคู่ไปกับการทำตลาดออนไลน์ที่แข็งแกร่งใน TikTok, Shopee และ Lazada ซึ่งตอบโจทย์พฤติกรรมการช้อปปิ้งของคนยุคดิจิทัล
ไทยดมพิสูจน์ให้เห็นว่า แม้จะเป็นแบรนด์ที่เริ่มต้นจากความตั้งใจเล็กๆ ของคนในครอบครัว แต่หากมีการวางกลยุทธ์ที่ชัดเจน การใส่ใจในรายละเอียดตั้งแต่แพ็คเกจจิ้งไปจนถึงมาตรฐานการผลิต ก็สามารถสร้างที่ยืนในตลาดที่มีการแข่งขันสูงได้ ในอนาคต ไทยดมมีแผนที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ในรูปแบบใหม่ๆ และสร้างสรรค์คอลเลกชันร่วมกับศิลปินไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายในการเป็นแบรนด์ยาดมสมุนไพรที่ครองใจคนรุ่นใหม่ในฐานะ “เพื่อนคู่ใจที่ส่งต่อความสดชื่น” ให้กับคนไทยในทุกวัน







