เมื่อวันที่13 มีนาคม 2569 สภาผู้บริโภค ผนึกกำลัง 3 หน่วยงานรัฐ ยกระดับมาตรการคุมเข้มสินค้าออนไลน์ ต้องมีเครื่องหมาย มอก. พร้อมบังคับแพลตฟอร์มเชื่อมระบบ API ตรวจสอบย้อนกลับได้ภายใน 6 เดือน และต้องระงับหรือนำสินค้าที่ผิดกฎหมายออกจากระบบภายใน 24 ชั่วโมง หากฝ่าฝืนอาจถูกดำเนินคดี มีโทษปรับสูงสุด 500,000 บาท และจำคุกไม่เกิน 6 เดือน รวมทั้งเสนอให้แพลตฟอร์มวางเงินหลักประกันเพื่อใช้เยียวยาผู้บริโภคเมื่อเกิดความเสียหาย รับวันสิทธิผู้บริโภคสากล 15 มี.ค.
จากสถานการณ์ในปัจจุบันพบว่ามีสินค้าจำนวนมากจำหน่ายผ่าน “แพลตฟอร์มออนไลน์” โดยไม่ได้รับใบอนุญาต หรือไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด และไม่มีเครื่องหมาย มอก. โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น ไดร์เป่าผม ปลั๊กพ่วง และพาวเวอร์แบงก์ ซึ่งเป็นสินค้าที่มีความเสี่ยงสูงในการก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของผู้บริโภค ประเด็นดังกล่าวนำมาสู่การรณรงค์ภายใต้หัวข้อ “สินค้าปลอดภัย ผู้บริโภคมั่นใจ (Safe Products, Confident Consumer)” ใน วันสิทธิผู้บริโภคสากล ซึ่งตรงกับวันที่ 15 มีนาคมของทุกปี โดยในปีนี้ สภาผู้บริโภค ร่วมกับ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) และ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) แถลงความร่วมมือ ยกระดับมาตรการกำกับดูแลมาตรฐานและกำหนดแนวทางดำเนินงานเชิงรุก เพื่อป้องกันการจำหน่ายสินค้าอันตรายและสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานบนแพลตฟอร์มดิจิทัล พร้อมยกระดับมาตรฐานการบังคับใช้กฎหมายและกลไกคุ้มครองผู้บริโภคในระบบเศรษฐกิจดิจิทัล
ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว หน่วยงานทั้ง 4 แห่ง ได้กำหนดแนวทางดำเนินงานร่วมกัน โดยให้แพลตฟอร์มออนไลน์ต้องต่าง ๆ เชื่อมต่อระบบ Application Programming Interface (API) กับฐานข้อมูลของ สมอ.ภายใน 6 เดือน หรือภายในเดือน ส.ค. 2569 เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบสถานะสินค้าที่ได้รับใบอนุญาต มอก.ก่อนนำขึ้นจำหน่าย หากแพลตฟอร์มยังไม่สามารถเชื่อมต่อระบบได้ จะต้องมีระบบยืนยันตัวตนผู้ขายและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ และหากไม่สามารถระบุตัวผู้ขายได้เมื่อเกิดข้อร้องเรียน แพลตฟอร์มในฐานะผู้ให้บริการตลาดกลางออนไลน์จะต้องร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้บริโภค
นอกจากนี้ ยังต้องกำหนดมาตรการคัดกรองสินค้าและระงับการขายทันที โดยแพลตฟอร์มดิจิทัลมีหน้าที่กำกับดูแลร้านค้าไม่ให้จำหน่ายสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน และต้องร่วมกับ สมอ.จัดทำบัญชีคำต้องห้าม เพื่อป้องกันการนำสินค้าควบคุมที่ไม่มีใบอนุญาตขึ้นจำหน่าย รวมทั้งกำหนดให้ผู้ขายต้องแสดงเครื่องหมาย มอก. และเลขที่ใบอนุญาตในรูปภาพแรกของสินค้า เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบได้อย่างชัดเจน หากหน่วยงานรัฐ ได้แก่ สมอ. สคบ. หรือ ETDA ตรวจพบสินค้าที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย แพลตฟอร์มจะต้องดำเนินการระงับการจำหน่ายหรือปิดกั้นลิงก์ ทันที พร้อมกำหนดความรับผิดทางกฎหมายต่อทั้งแพลตฟอร์มและผู้ขาย
สำหรับแพลตฟอร์มที่เข้าข่ายเป็นผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงตาม พ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545 จะต้องจดทะเบียนและวางหลักประกันความเสียหายกับ สคบ. เพื่อใช้เป็นหลักประกันในการคุ้มครองผู้บริโภค หากพบว่าแพลตฟอร์มปล่อยปละละเลยให้มีการจำหน่ายสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน อาจถูกดำเนินมาตรการทางกฎหมายหรือเพิกถอนทะเบียนการประกอบธุรกิจได้
นอกจากนี้ การแสดงข้อมูล มอก.ที่ไม่ถูกต้องบนแพลตฟอร์มยังเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ขณะเดียวกันความร่วมมือครั้งนี้ยังเพิ่มความเข้มงวดด้านบทลงโทษเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค โดยกำหนดมาตรการบังคับใช้กฎหมายอย่างชัดเจน ตั้งแต่การสั่งนำออกจากระบบ หรือ Take Down สินค้าภายใน 24 ชั่วโมง การออกหนังสือเตือน การปรับทางแพ่งและอาญา รวมถึงการขึ้นบัญชีดำในกรณีทำผิดซ้ำ โดยผู้จำหน่ายสินค้าที่ไม่มีมาตรฐาน มอก. อาจถูกปรับสูงสุด 500,000 บาท และจำคุกไม่เกิน 6 เดือน
น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า การซื้อสินค้าในโลกออนไลน์ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้จำเป็นต้องเพิ่มกลไกการคุ้มครองผู้บริโภคในโลกดิจิทัลให้เข้มแข็งมากขึ้น สภาผู้บริโภคจะทำหน้าที่เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ความไม่ปลอดภัยของสินค้าร่วมกับเครือข่ายองค์กรสมาชิกทั่วประเทศ ซึ่งมีอยู่ 365 องค์กร พร้อมเปิดเผยข้อมูลร้านค้าและแพลตฟอร์มที่กระทำผิดต่อสาธารณะ เพื่อให้ผู้บริโภครับทราบและร่วมกันสร้างแรงกดดันให้เกิดการปรับปรุงมาตรฐานการค้าดิจิทัล
ด้าน นายเอกนิติ รมยานนท์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กล่าวว่า เหตุการณ์ไดร์เป่าผมไม่ได้มาตรฐานทำให้มีผู้เสียชีวิตในจังหวัดบุรีรัมย์เมื่อประมาณ 6 เดือนที่ผ่านมา ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยพบว่าสินค้าดังกล่าวไม่มีมาตรฐาน มอก. และถูกซื้อผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เจ้าหน้าที่จึงเริ่มขยายผลตรวจสอบเส้นทางสินค้า ตั้งแต่กระบวนการสั่งซื้อ การระบุตัวผู้ขาย ไปจนถึงการตรวจสอบแพลตฟอร์มที่นำสินค้ามาจำหน่าย โดยสามารถค้นหาลิงก์การขายจากรูปภาพสินค้าได้ถึง 28 URL และขยายการตรวจสอบไปยังหลายพื้นที่รวมถึงจังหวัดปทุมธานี ซึ่งพบสินค้าในคลังจำนวนมาก ก่อนประสานแพลตฟอร์มให้ถอดสินค้าออกจากระบบ
ทั้งนี้ จากเหตุการณ์ดังกล่าว สมอ.ได้ขยายความร่วมมือกับหลายหน่วยงาน ทั้งตำรวจ ภาคอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการ และสภาผู้บริโภค เพื่อสร้างเครือข่ายกำจัดสินค้าไม่ปลอดภัยในตลาดออนไลน์ และได้เชิญตัวแทนผู้บริโภคเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดมาตรฐาน มอก. เพื่อสะท้อนเสียงของผู้บริโภค พร้อมเดินหน้ากำจัดสินค้าที่ไม่ปลอดภัยอย่างโดยระยะแรกจะให้ความสำคัญกับสินค้าเสี่ยง ได้แก่ ไดร์เป่าผม ปลั๊กไฟ และพาวเวอร์แบงก์ จากนั้นจะขยายไปยังสินค้าอื่น เช่น อะแดปเตอร์ พัดลมไฟฟ้า สายไฟฟ้า และหมวกกันน็อก รวมถึงเตรียมกำหนดมาตรฐานสินค้าเกี่ยวกับยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภคในอนาคต
นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค กล่าวว่า จากการศึกษาของ สคบ.พบว่ามีช่องโหว่ของกฎหมายในการกำกับดูแลแพลตฟอร์มตลาดออนไลน์ เนื่องจากแพลตฟอร์มออนไลน์ถูกนิยามว่าเป็นเพียง “ตัวกลาง” หรือ “ตลาดกลาง” ในการซื้อขายสินค้า ทำให้ความรับผิดชอบตามกฎหมายตกอยู่กับผู้ขายหรือผู้ประกอบการที่นำสินค้าไปฝากขายเป็นหลัก ขณะที่ตัวแพลตฟอร์มไม่ได้ถูกกำหนดบทบาทหรือบทลงโทษที่ชัดเจนในการกำกับดูแลผู้ขายบนระบบ
ทั้งนี้ หากต้องการให้สินค้าที่จำหน่ายในประเทศไทยมีความปลอดภัยมากขึ้น จำเป็นต้องมีการปรับปรุงกฎหมายเพื่อกำหนดความรับผิดชอบของผู้ที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจน ไม่เช่นนั้นจะทำให้เกิดปัญหาในการติดตามหาผู้รับผิดชอบเมื่อเกิดความเสียหายต่อผู้บริโภค
นายรณรงค์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สคบ.มีพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง ซึ่งกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจประเภทดังกล่าวต้องจดทะเบียนกับ สคบ. โดยแนวทางสำคัญที่กำลังผลักดันคือการกำหนดให้ผู้ขายสินค้าออนไลน์ต้องเข้ามาจดทะเบียนกับ สคบ. เพื่อให้สามารถตรวจสอบตัวตนผู้ขายได้อย่างชัดเจน รวมถึงทราบแหล่งที่มาของสินค้า และการจดทะเบียนยังช่วยให้สามารถกำหนดให้ผู้ประกอบการวางหลักประกันความเสียหายไว้ล่วงหน้า เพื่อใช้ในการเยียวยาผู้บริโภคหากเกิดความเสียหายจากการซื้อสินค้าออนไลน์ แม้ว่าในปัจจุบันกฎหมายจะมีบทลงโทษกำหนดไว้ แต่จำเป็นต้องมีการปรับปรุงรายละเอียดเพิ่มเติม เพื่อให้สามารถบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ขณะที่ นายศักดิ์ เสกขุนทด ที่ปรึกษาอาวุโส สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ กล่าวว่า แนวทางการกำกับดูแลของ ETDA เน้นการทำงานร่วมกับแพลตฟอร์ม โดยกำหนดให้แพลตฟอร์มมีหน้าที่ตรวจสอบตัวตนผู้ขายผ่านระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (Digital ID) และต้องสามารถระบุได้ว่าใครเป็นผู้จำหน่ายสินค้าออนไลน์ รวมถึงผลักดันให้แพลตฟอร์มเชื่อมต่อระบบ API กับฐานข้อมูลของหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อให้สามารถตรวจสอบมาตรฐานสินค้า เช่น มอก. หรือมาตรฐานจากหน่วยงานอื่นได้โดยอัตโนมัติ ทั้งนี้หากพบสินค้าที่ไม่ปลอดภัย แพลตฟอร์มมีหน้าที่ต้อง Take Down สินค้าออกจากระบบทันที ปัจจุบันมีแพลตฟอร์มดิจิทัลที่แจ้งข้อมูลกับ ETDA แล้วประมาณ 21 แพลตฟอร์ม ทั้งแพลตฟอร์มตลาดออนไลน์และบริการดิจิทัลต่าง ๆ และต้องขยายความร่วมมือกับแพลตฟอร์มอื่นเพิ่มเติมต่อไป
ด้าน ดร.สุทธิชัย งามชื่นสุวรรณ ประธานอนุกรรมการด้านสินค้าและบริการทั่วไป สภาผู้บริโภค กล่าวว่า ปัญหาการร้องเรียนของผู้บริโภคในปัจจุบันเกี่ยวกับการซื้อขายสินค้าออนไลน์อยู่ในลำดับต้น ๆ ทั้งกรณีสินค้าไม่ตรงปก สินค้าไม่ได้มาตรฐาน และการไม่สามารถติดต่อผู้ขายได้
ทั้งนี้ ได้เสนอแนวทางยุทธศาสตร์เชิงรุกในการดำเนินความร่วมมือ 3 ประการ ได้แก่ 1.ผลักดันนโยบาย e-KYM (Know Your Merchant) เพื่อระบุและยืนยันตัวตนผู้ขายสินค้าบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอย่างเร่งด่วน โดยให้แพลตฟอร์มมีหน้าที่ตรวจสอบตัวตนผู้ขายอย่างแท้จริง เพื่อให้สามารถติดตามตัวผู้ขายมาดำเนินคดีตามกฎหมายได้ และลดช่องทางของมิจฉาชีพ 2.ยกระดับมาตรฐานเครื่องใช้ไฟฟ้าด้วยเทคโนโลยี โดยมุ่งจัดการสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานและเป็นอันตราย ซึ่งในระยะแรกจะเน้นสินค้า ได้แก่ ไดร์เป่าผม ปลั๊กพ่วง และพาวเวอร์แบงก์ และ 3.ผลักดันกฎหมายเลมอน ลอว์ (Lemon Law) เพื่อสร้างสิทธิให้ผู้บริโภคสามารถ “ซ่อม เปลี่ยน หรือคืนเงิน” ได้ทันที หากพบว่าสินค้าชำรุดบกพร่องหรือไม่ปลอดภัย เพื่อให้ผู้บริโภคมีหลักประกันในการคุ้มครองสิทธิและป้องกันการถูกเอาเปรียบจากสินค้าที่ไม่ได้คุณภาพ.







