ประชาสัมพันธ์

HYROX เทรนด์ใหม่สายฟิต มือใหม่ต้องรู้อะไร? ‘ฟิตให้ถึง’ ก่อนลงสนาม เล่นสนุก ปลอดภัย ไม่เจ็บตัว

แชร์ข่าว

HYROX เทรนด์ใหม่สายฟิต มือใหม่ต้องรู้อะไร? “ฟิตให้ถึง” ก่อนลงสนาม เล่นสนุก ปลอดภัย ไม่เจ็บตัว

กลับมาเช็คอินอีกครั้งในเดือนมีนาคมนี้! สำหรับสนาม HYROX Bangkok 2026 การแข่งขันฟิตเนสของคนชอบท้าทายตัวเอง ทดสอบความแข็งแกร่ง และปลดปล่อยพลังด้วยการวิ่ง 8 กิโลเมตร มาเจอกับ 8 ฐานออกกำลังกายสุดโหดที่ใช้ร่างกายครบทุกมิติ เน้นใช้กล้ามเนื้อทั้งตัว ความท้าทายนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของ “ใจ” แต่เป็นเรื่องของความพร้อมทางร่างกาย ซึ่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลกระดูกและข้อ kdms (ข้อดีมีสุข) เตือนว่า “อย่าหาทำ” ถ้ายังไม่ได้เช็กลิสต์เรื่องสำคัญเหล่านี้ก่อนลงสนาม

อย่าวู่วาม! ก่อนลงสนามเช็กให้ชัวร์พร้อมจริงหรือ?

ก่อนจะไปลุยวัดใจกับ HYROX ต้องสำรวจตัวเองให้ดีก่อน เพราะสนามนี้ไม่ได้มีแค่ความสนุก แต่มีความเสี่ยงที่ต้องระวัง เนื่องจากเป็นการออกกำลังกายที่หนักมาก

กลุ่มที่ต้องปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่ม (Medical Clearance)

ผู้ที่มีอายุ 35-40 ปีขึ้นไป และไม่เคยออกกำลังกายมาก่อน

ผู้ที่มีโรคประจำตัว: โรคหัวใจ, โรคหลอดเลือด, เบาหวาน หรือโรคไต

คำแนะนำ: อาจต้องทำการตรวจ Exercise Stress Test (EST) เพื่อเช็คสมรรถภาพหัวใจขณะออกแรงหนัก

นิยามความฟิต ควรเป็น "Regular Exerciser"

ก่อนจะขยับไปเล่น HYROX ควรมีพื้นฐานเป็น Regular Exerciser หรือผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำมาแล้วอย่างน้อย 3 เดือน ดังนี้

ออกกำลังกายหนักปานกลาง (เหนื่อยจนพูดได้เป็นประโยคสั้นๆ)

ครั้งละอย่างน้อย 30 นาที

ความถี่อย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์

จุดเสี่ยงต้องระวัง! อาการบาดเจ็บที่พบบ่อย

การเล่น HYROX ใช้ร่างกายทุกส่วน (Full Body) จึงมีจุดเสี่ยงที่ต้องระวังอยู่ไม่น้อย โดยหลัก ๆ ได้แก่

แกนกลางลำตัวและหลัง: บาดเจ็บจากการลาก Sled หรือการเล่น Wall Ball

ช่วงล่าง (สะโพกและเข่า): อาการตึง/อักเสบของ IT Band (เส้นข้างขา) จากการวิ่งเยอะ

หน้าแข้ง: อาการ Shin Splints (เจ็บหน้าแข้งด้านใน) เนื่องจากการโหลดการวิ่งสลับกับเวทเทรนนิ่งซ้ำๆ

น่องและเท้า: อาจมีอาการ Achilles Tendinitis (เอ็นร้อยหวายอักเสบ) และตึงที่กล้ามเนื้อน่อง จากการดัน Sled Push ร่วมมาด้วยได้

เพิ่มความมั่นใจปั้นร่างเตรียมตัวให้พร้อม

การเตรียมตัวที่ดีควรใช้เวลาอย่างน้อย 5-6 เดือน แต่ถ้าเวลากระชั้นชิดเข้ามาแล้ว ให้เน้นโฟกัสใน 3 เรื่องหลัก

1. ฟังเสียงร่างกาย (Listen to Your Body): อย่าฝืนถ้าเริ่มมีอาการ Overtraining Syndrome เช่น นอนหลับยากขึ้น Performance ตก หรือเริ่มรู้สึก "ใจล้า" ไม่อยากฝึกซ้ำๆ นั่นคือสัญญาณบอกให้คุณพักและปรับโปรแกรมด่วน!

2. ป้องกันจุดบอด (Preventive Care) ไม่ต้องรอให้เจ็บก็หาหมอได้! การพบนักกายภาพหรือแพทย์สาย Sport Medicine จะช่วยเช็คความไม่สมดุลของกล้ามเนื้อ (Muscle Imbalance) เช่น หลังและแกนกลาง, หน้าแข้ง (Shin Splints) หรือเส้นข้างขา (IT Band)

3. โภชนาการต้องถึง การฝึกหนักต้องการสารอาหารที่เพียงพอ แนะนำโปรตีนที่ 1.5 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม เพื่อซ่อมแซมกล้ามเนื้อที่ถูกใช้งานอย่างหนักในทุก ๆ วัน

สัญญาณเตือนและภาวะ Overtraining

ความเจ็บปวดคือ สัญญาณที่มีประโยชน์ เพราะร่างกายกำลังบอกเราว่าเริ่มไม่ไหวแล้ว จึงขอย้ำให้ “ฟังเสียงร่างกาย” อย่าฝืนจนเจ็บหนัก โดยเฉพาะเอ็นร้อยหวายขาดที่อาจทำให้ต้องพักยาวเป็นเดือน ซึ่งหากพบอาการเหล่านี้ควรหยุดพักหรือปรับโปรแกรม

1.       Performance ลดลง: วิ่งได้ช้าลง หรือยกน้ำหนักที่เคยทำได้ไม่ไหว

2.       Overtraining Syndrome: ล้าทั้งร่างกายและจิตใจ นอนหลับยากขึ้น และรู้สึกไม่อยากออกกำลังกาย

3.       อาการเจ็บเตือน: ความเจ็บปวดคือสัญญาณที่มีประโยชน์ หากฝืนอาจนำไปสู่ภาวะรุนแรง เช่น เอ็นร้อยหวายขาด ซึ่งต้องผ่าตัดและพักยาวมากกว่า 3 เดือน

หากได้รับบาดเจ็บแล้วไม่ดีขึ้นภายใน 2-3 วัน ควรรีบพบแพทย์ เพราะบางทีอาจต้องทำกายภาพบำบัด ฝึกเสริมความแข็งแรงกล้ามเนื้อเฉพาะจุด หรือปรับโปรแกรมการฝึกใหม่ ซึ่งโรงพยาบาลกระดูกและข้อ kdms มีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การกีฬา รักษาร่วมกับทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู รวมทั้งเทคโนโลยีที่ทันสมัยพร้อมให้บริการรักษาและดูแลครบในทุกมิติ

HYROX เป็นกีฬาที่สนุกและท้าทายมาก แต่อย่าปล่อยให้กระแสทำให้เราลืมดูแลความปลอดภัยของตัวเอง เตรียมตัวให้พร้อม ซ้อมให้ถึงแล้วไปเจอกันที่เส้นชัย!

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่เฉพาะเจาะจงในทุกเรื่องกระดูก ข้อ และกล้ามเนื้อ ได้ที่: https://kdmshospital.com   ปรึกษาปัญหาสุขภาพ contactcenter@kdmshospital.com หรือสามารถนัดหมายแพทย์: https://page.line.me/175exsfc