ในขณะที่โลกกำลังก้าวสู่ยุคของ AGI (Artificial General Intelligence) หรือปัญญาประดิษฐ์ที่อาจมีความฉลาดทัดเทียมมนุษย์ หากหันกลับมามองเด็กไทย กลับพบความจริงที่ชวนสะท้อนใจ ประเทศไทยมีเด็กที่อ่านและทำความเข้าใจในระดับสูงเพียง 0.2%
ข้อมูลจาก สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เมื่อปลายปี 2568 ยังชี้ว่า เด็กปฐมวัยยุค Gen Alpha และ Gen Beta มีพัฒนาการต่ำกว่าเกณฑ์ต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านการใช้และความเข้าใจภาษา สาเหตุสำคัญมาจากการใช้หน้าจอเกินวัยและบริบทการเลี้ยงดูในสังคมดิจิทัล
ท่ามกลางบริบทดังกล่าว โครงการ “อ่าน อาน อ๊าน : ยกกำลังสุข ปลุกพลังการเรียนรู้” โดยแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. ซึ่งขับเคลื่อนมานานกว่าทศวรรษ ได้พัฒนาชุดหนังสือภาพเพื่อเสริมทักษะการอ่านตามระดับพัฒนาการของเด็ก
ผลลัพธ์ของโครงการถูกนำมาประเมินผ่านแนวคิด SROI (Social Return on Investment) ซึ่งชี้ว่า การลงทุนด้านการอ่านในช่วงปฐมวัย สามารถสร้างผลตอบแทนทางสังคมกลับคืนได้อย่างมีนัยสำคัญ
โดยแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. ร่วมกับ TK Park และภาคีเครือข่าย ได้จัดประชุมวิชาการ “มหัศจรรย์ อ่าน อาน อ๊าน : แถลงผล SROI สู่กุญแจพัฒนาการเด็กไทยยุค AGI” เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 เพื่อเผยแพร่ผลการประเมินดังกล่าว
ถอดรหัส SROI : เมื่อ 'นิทานภาพเล่มเล็ก'
สร้าง 'ปันผลทางสังคม' ที่ประเมินค่าได้
งานวิจัยครั้งนี้ดำเนินการภายใต้ความร่วมมือกันระหว่าง สสส. กับทีมวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์ รศ.ดร.พีระ ตั้งธรรมรักษ์ และ ณัฐพล สีวลีพันธ์ จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ซึ่งลงพื้นที่เก็บข้อมูลภายใต้โครงการปฏิบัติการ อ่าน อาน อ๊าน : ยกกำลังสุข ปลุกพลังการเรียนรู้ โดยใช้กรอบแนวคิด Theory of Change (TOC) เพื่อประเมินต้นทุนและผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุนด้านวัฒนธรรมการอ่าน
ผลการประเมินสะท้อน “สมการความคุ้มค่า” ที่ชัดเจน
โดยการลงทุน 1 บาท สร้างผลตอบแทนทางสังคม 1.71 บาท หรือคิดเป็นมูลค่าเพิ่มร้อยละ 71 ขณะที่ต้นทุนตั้งต้นของโครงการอยู่ที่ประมาณ 4,716 บาท ต่อการพัฒนา “กระบวนกร” 1 คน ให้มีทักษะใช้หนังสือจัดกระบวนการเรียนรู้
งานวิจัยยังพบว่า หากเด็กนำหนังสือกลับไปอ่านร่วมกับครอบครัวเพื่อสร้างเวลาคุณภาพ ผลตอบแทนทางสังคมจะเพิ่มขึ้นถึง ร้อยละ 159 และหากนำโมเดลหนังสือไปใช้ในพื้นที่ เปราะบางทางภาษา เช่น ภาคเหนือและภาคใต้ ซึ่งเด็กจำนวนมากใช้ภาษาถิ่นในชีวิตประจำวัน ผลตอบแทนทางสังคมอาจเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า หรือเท่ากับการลงทุน 1 บาท สร้างผลตอบแทน 2 บาท
สะท้อนว่า นวัตกรรมเล็ก ๆ อย่างชุดหนังสือภาพ สามารถตอบโจทย์ปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบการศึกษาได้อย่างตรงจุด
นางสุดใจ พรหมเกิด ผู้จัดการแผนงานยุทธศาสตร์สร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. หนึ่งในผู้ผลักดันชุดหนังสือ “อ่าน อาน อ๊าน” กล่าวว่า โครงการ “อ่าน อาน อ๊าน : ยกกำลังสุข ปลุกพลังการเรียนรู้” พัฒนาขึ้นตั้งแต่ปี 2559 เพื่อส่งเสริมทักษะการอ่านของเด็กไทยวัย 3–9 ปี ผ่านชุดหนังสือที่ออกแบบตามระดับพัฒนาการทางภาษา
จุดเด่นของหนังสือชุดนี้คือการเป็น หนังสือหัดอ่านในรูปแบบหนังสือภาพ ซึ่งแทบไม่เคยมีมาก่อนในไทย โดยใช้เรื่องราวเชิงวรรณกรรมจูงใจให้เด็กเรียนรู้ภาษา และต่อยอดไปสู่การพัฒนาในด้านอื่นๆ ได้
“จุดเริ่มต้นของโครงการนี้ มาจากการจับเข่าคุยกันของหลายกระทรวงถึงวิกฤตเด็กไทยอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ รวมถึงปัญหาความรุนแรงในเด็ก จะมีนวัตกรรมอะไรที่เข้ามาช่วยแก้ปัญหานี้ได้บ้าง เพราะเรื่อง ‘การสื่อสาร’ เพียงเรื่องเดียว มันเชื่อมโยงไปแทบทุกวิชา ไม่ว่าจะคณิต วิทย์ หรือการเรียนรู้ด้านอื่น หากเด็กยังตีความไม่ได้ ก็ยากที่จะไปต่อ
ผู้ใหญ่มักพูดว่า ‘เด็กสมัยนี้คิดไม่เป็น’ แต่เราอาจลืมมองกระบวนการว่า อะไรทำให้เด็กเป็นแบบนั้น เพราะจริง ๆ แล้วเราไม่เชื่อว่าเด็กคิดไม่เป็น
ข้อมูลที่กรีดใจคนทำงานคือ สถิติช่วงก่อนโควิด-19 มีบ้านที่ไม่มีหนังสือเลยถึง 1.1 ล้านหลังคาเรือน นั่นแปลว่ามีเด็กกว่าล้านคนที่ไม่เคยสัมผัสความสุขจากการมีผู้ใหญ่อ่านหนังสือให้ฟัง...ดังนั้นสิ่งที่เราทำจึงไม่ใช่แค่ชุดหนังสือภาษาไทย แต่คือการซ่อน จิตวิญญาณแห่งความเกื้อกูล และ การเคารพความหลากหลาย ไว้ในนิทานทุกหน้าเพื่อเด็กๆ ”
นางสุดใจ เล่าว่า เมื่อหนังสือชุดแรกออกมา อบจ.เชียงใหม่ได้นำไปทดลองใช้กับโรงเรียนที่ไม่เคยผ่านเกณฑ์ประเมินความสามารถด้านการอ่านของผู้เรียน (RT) มาก่อน ภายในเวลาเพียง 1 ภาคการศึกษา เด็กจำนวนมากสามารถยกระดับคะแนนการอ่านของตนเองได้ ขณะที่เด็กพิเศษก็เกิดกระบวนการเรียนรู้ใหม่ จนคะแนน RT ขยับขึ้นแตะระดับมาตรฐานของประเทศ
ผลลัพธ์ดังกล่าวทำให้ทีมผู้พัฒนาเชื่อมั่นว่า นวัตกรรมหนังสือชุดเล็กๆ นี้ น่าจะไปได้ไกลกว่านี้อีกมาก
“ เวลาที่ สสส. ลงทุนเรื่องการอ่าน มักมีคำถามจากสังคมเสมอว่าทำไมต้องทำ ทั้งที่หน่วยงานด้านการศึกษาอื่นก็ทำอยู่แล้ว... งานวิจัย SROI ในวันนี้ คือ ‘คำตอบ’ ที่ชัดเจนที่สุด ” นางสุดใจ กล่าว
ทำไมต้อง "อ่าน" ในยุค AI?
รศ.จุมพล รอดคำดี กรรมการกำกับทิศทางแผนระบบสื่อและวิถีสุขภาวะทางปัญญา สสส. สะท้อนความน่ากังวลของ “พายุข้อมูลข่าวสาร” ในยุคที่หน้าจอครอบงำ โดยชี้ว่า สื่อออนไลน์มักดึงความสนใจแบบสั้นและฉาบฉวย กระตุ้นเพียงสมองส่วนความจำ แต่ละเลยสมองส่วนหน้าที่ทำหน้าที่คิดวิเคราะห์ ในวันที่ AGI กำลังฉลาดล้ำและสร้างข้อมูลได้เอง การอ่านจึงไม่ใช่แค่การสอนสะกดคำ หากคือการสร้าง “ตะแกรงร่อนข้อมูล” เพื่อฝึกให้เด็กไทยคิดและวิเคราะห์เป็น
“ สื่อที่มาทางจอส่วนใหญ่ไม่ทันได้คิด และไม่ได้กระตุ้นสมองส่วนหน้าที่ทำหน้าที่วิเคราะห์ สิ่งที่เกิดขึ้นคือสมองส่วนความจำทำงานหนักกว่า ดูแล้วก็จำ ชอบใจก็กดไลก์ กดแชร์ต่อไปเรื่อย ๆ จนบางครั้งแชร์สิ่งที่ไม่ควรแชร์ออกไป…
ทุกวันนี้ AGI เริ่มทำงานด้วยตัวมันเอง โดยที่อาจจะไม่ได้พึ่งมนุษย์ ดังนั้นเมื่อข้อมูลหลั่งไหลเข้ามามหาศาล จะทำอย่างไรให้เด็กสามารถพิจารณา วิเคราะห์ และตัดสินใจได้ว่าอะไรควรจะเชื่อ หรือควรนำไปใช้ประโยชน์ ” รศ.จุมพล กล่าว
ขณะที่นักวิชาการชื่อดังและนักคิดแห่งยุคสมัย อย่าง ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI ชี้ให้เห็นว่า หากถามถึงความพร้อมของเด็กไทยในโลกอนาคต ตัวชี้วัดหนึ่งที่สะท้อนภาพได้ชัด คือผลการประเมิน PISA ที่ใช้วัดทักษะการอ่าน การคิดวิเคราะห์ และความคิดสร้างสรรค์ของเด็กอายุ 15 ปีทั่วโลก ตัวเลขที่ปรากฏในแต่ละปีทำให้หลายคนอดกังวลไม่ได้ เพราะข้อมูลจาก OECD ระบุว่า เด็กไทยกว่า 65% มีทักษะการอ่านต่ำกว่าระดับ 2 หรืออยู่ในกลุ่ม Functionally Illiterate คือ อ่านออก แต่ไม่สามารถจับใจความได้
ปัญหานี้สะท้อนโครงสร้างการเรียนรู้ที่ยาวนานของเด็กไทย ที่ผ่านมาแนวทางแก้ปัญหาคือการเร่งติวช่วงใกล้สอบ PISA ซึ่งถูกใช้มาหลายครั้ง แต่แทบไม่สร้างการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง เพราะคำตอบไม่ได้อยู่ที่ปลายทางของการสอบ หากแต่อยู่ที่จุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ตั้งแต่วัยเล็ก
“ถ้าถามว่าในวันที่โลกมีโซเชียลมีเดียและมี AI ที่ช่วยหาคำตอบและสรุปข้อมูลให้ทุกอย่าง แล้วห้องสมุดและการอ่านหนังสือเป็นเล่ม...ยังจำเป็นอยู่หรือไม่ ? คำตอบของผมคือ "จำเป็นอย่างยิ่ง" หากเรานำวรรณกรรมชิ้นเอกที่สะเทือนอารมณ์ไปให้ AI สรุป นั่นก็เท่ากับการถูกฉกฉวยความสุขระหว่างบรรทัดไปจนหมดสิ้น...”
ขณะที่ พญ.ปุษยบรรพ์ สุวรรณคีรี กุมารแพทย์ เจ้าของเพจ หมอแพมชวนอ่าน อธิบายหลักวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่รองรับแนวคิดดังกล่าวว่า การอ่านมีบทบาทสำคัญต่อพัฒนาการสมองเด็ก เพราะในช่วง 0–5 ปีแรก สมองมนุษย์เติบโตถึง 90% การเชื่อมต่อของเซลล์ประสาทเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมหาศาล
งานวิจัยพบว่า หนังสือคือสื่อที่ “Just Right” สำหรับสมองเด็ก หากรับสื่อผ่านหน้าจอที่มีแสง สี เสียงมากเกินไป สมองจะทำงานหนักจน ร้อนเกินไป (Too Hot) ขณะที่การฟังเสียงอย่างเดียวอาจ เย็นเกินไป (Too Cold) แต่การเปิดหนังสือนิทานภาพแล้วอ่านให้เด็กฟัง คือจุดสมดุลที่ พอดีที่สุด (Just right) จึงทำให้ช่วง 0–5 ปี เป็น “หน้าต่างแห่งโอกาส” สำคัญที่สุดในการพัฒนาสมอง
ความลับของ “ อ่าน อาน อ๊าน ”
ความลับของชุดหนังสือ อ่าน อาน อ๊าน ที่ถูกซ่อนไว้ คือจิตวิทยาการออกแบบที่แยบยลและลึกซึ้ง ระพีพรรณ พัฒนเวช นักวิชาการโครงการฯ และผู้ร่วมสร้างสรรค์หนังสือ เผยความลับให้ฟังว่า หนังสือชุดนี้ตั้งใจสร้างตัวละครที่มี “มิติ” ไม่สมบูรณ์แบบ มีความซุ่มซ่าม ทำของหก เลอะเทอะ เหมือนชีวิตจริงของเด็ก ๆ เพราะหากตัวละครสมบูรณ์แบบเกินไป เด็กจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องของคนอื่น และไม่สามารถเชื่อมโยงตัวเองเข้าไปในเรื่องได้
หลักการของหนังสือชุดนี้จึงทลายขนบเดิมของหนังสือเด็ก ที่มักเน้นการสั่งสอน โดยเปลี่ยนมาเป็นการสร้างให้เด็ก สนุก ซึมซับ และ ถอดรหัสคุณค่าด้วยตัวเอง
"เราไม่สั่งสอนตรง ๆ แต่ใช้เรื่องราวและภาพถ่ายทอดอารมณ์ ให้เด็กค่อย ๆ ซึมซับคุณค่าเอง หัวใจสำคัญคือผู้ใหญ่ต้อง เชื่อมั่นในหนังสือ และเชื่อมั่นในเด็ก ปล่อยให้ทั้งสองทำงานร่วมกัน ยิ่งผู้ใหญ่พูดน้อย เด็กก็ยิ่งได้คิดมากขึ้น” ระพีพรรณ กล่าว
ทศวรรษแห่งความมุ่งมั่น สู่ก้าวต่อไปที่ยั่งยืน
บทพิสูจน์จากงานวิจัยระดับประเทศที่ประเมิน SROI อย่างเป็นรูปธรรม ยืนยันว่า การลงทุนกับโครงการ “มหัศจรรย์ อ่าน อาน อ๊าน” เพื่อสร้าง “ภูมิคุ้มกันทางความรู้สึกและสติปัญญา” ให้เด็กปฐมวัย ไม่ใช่เพียงการสอนให้อ่านออกเขียนได้ แต่กำลังก้าวสู่การขยายผลในมิติใหม่อย่างยั่งยืน
“ตัวหนังสือที่เราทำ หนังสือชุดนี้ไม่ได้มุ่งเพียงทักษะการอ่าน แต่ต้องการส่งต่อจิตวิญญาณแห่งความเกื้อกูลผ่านเรื่องราวไปถึงเด็ก ๆ พร้อมผลักดันให้หนังสือเข้าถึงอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม โดยเฉพาะในพื้นที่เปราะบาง." สุดใจ พรหมเกิด ผู้จัดการแผนงานยุทธศาสตร์สร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. กล่าวทิ้งท้าย







